พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ แนะนำตัวในฐานะผู้แทนประชาชนจากเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร และระบุสังกัดพรรคก้าวไกล โดยชี้ว่ากฎหมายปัจจุบันไม่เพียงพอในการจัดการปัญหาเด็กไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ (รหัส G) ที่ถูกกีดกันโอกาสและสิทธิขั้นพื้นฐาน จึงเรียกร้องให้แก้ไขอุปสรรคในการขอสัญชาติ รวมถึงเสนอการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางจัดการศึกษาดังกล่าว
เรียนท่านประธานสภาและประชาชนผู้ทรงอำนาจของประเทศทุกท่านที่กำลังรับชม การทำงานของพวกเราในขณะนี้ ดิฉัน พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ ผู้แทนประชาชน จังหวัดกรุงเทพมหานคร จากเขตคลองสามวา พรรคก้าวไกลค่ะ
ดิฉันขออภิปรายเพื่อสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เนื่องจาก ปัญหานี้ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ด้วยคณะกรรมาธิการสามัญในด้านการศึกษาเพียงอย่างเดียว เท่านั้น ยังต้องอาศัยความร่วมมือของหลาย ๆ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน หรือแม้กระทั่งที่คุณสกล สส. ของพรรคก้าวไกล เพิ่งอธิบายไปถึงปัญหา ของเรื่องสาธารณสุขที่เด็กกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย ดิฉันขอย้ำถึงประเด็น ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปตั้งแต่การประชุมครั้งที่ผ่านมาว่าเด็กรหัส G นี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการของระบบราชการที่ยังคงพึ่งพา ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานมากจนเกินไป และหลายครั้งดุลพินิจเหล่านี้เอง ที่กลายเป็นปัญหาผลักให้ประชาชนต้องตกเป็นคนชายขอบ ตกหล่นจากการได้รับสิทธิ และสวัสดิการต่าง ๆ โดยสิ้นเชิง ความเทอะทะทางอำนาจที่ขาดการบูรณาการย่อมจะหวังถึง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลอะไรไม่ได้มากนัก แล้วมันก็สะท้อนออกมาผ่านการที่กระทั่งรัฐเอง ก็ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนพอที่จะบอกได้ว่าปัจจุบันเรามีเด็กรหัส G อยู่ในประเทศจำนวนกี่คน กันแน่ ข้อมูลที่เรามีกันอยู่ในทุกวันนี้มักจะมาจากการที่องค์กรต่าง ๆ ที่ทำงานด้าน สิทธิมนุษยชนเข้าไปทำงาน ช่วยกันรวบรวมตามแต่โอกาสที่จะเข้าถึง ยกตัวอย่างข้อมูล ที่ดิฉันจะยกมา รวบรวมมาโดยคณะทำงานขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพสำหรับผู้ที่ไม่มี สัญชาติไทย ซึ่งให้ข้อมูลว่าเด็กรหัส G ที่พวกเขาได้เข้าถึงและเก็บรวบรวมข้อมูลมานี้มีอยู่ที่ จำนวนประมาณ ๗๔,๕๑๑ คน ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลขนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่ถูกต้อง และน้อยจาก ความเป็นจริงอย่างแน่นอน นี่อาจจะเป็นเพียงตัวเลขแค่หนึ่งในสามเท่านั้นจากจำนวนลูกหลาน แรงงานข้ามชาติทั้งหมดที่มีประมาณการกันไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน ด้วยกัน และจำนวนเด็กรหัส G เหล่านี้ก็จะมีเพียงแค่ ๕๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถเข้าถึง ระบบการศึกษา ยังไม่ต้องพูดถึงว่าการศึกษาที่พวกเขาเข้าถึงได้นั้นเป็นการศึกษาที่เรา สามารถพูดได้เต็มปากหรือเปล่าว่ามันมีคุณภาพมากพอที่จะเป็นแต้มต่อและสร้างความ มั่นคงให้กับชีวิตของพวกเขาในอนาคต เพราะเมื่อเด็กกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษา เพียงนิดเดียว สถานะเด็ก G ของเขาก็จะหลุดลอยไป
ดิฉันขอกลับไปที่ประเด็นของตัวเลขที่ไม่ตรงกันอีกครั้งนะคะ เพราะตัวเลข เหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมารัฐไม่ได้มองเด็กเหล่านี้เป็นทรัพยากรของชาติ ไม่ได้มอง ว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในสังคม ทำให้ไม่มีความพยายามกระทั่งจะจัดเก็บรวบรวมข้อมูล เหล่านี้ให้เป็นระบบด้วยซ้ำไป แม้เราพยายามที่จะออกกฎหมายที่จะบรรเทาปัญหาขึ้นมา หลายต่อหลายฉบับ ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ก็ได้ยกตัวอย่างพวก พ.ร.บ. สัญชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๑ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๒ และ พ.ร.บ. ฉบับอื่น ๆ แต่เชื่อหรือไม่คะว่ากฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้ เด็ก ๆ กลุ่มนี้เข้าถึงโอกาสที่ควรจะมีได้เลย ขอให้ทุกท่านสมมุติว่าตนเองเป็นเด็กที่เกิดมา ห้อมล้อมด้วยคนไทย พูดภาษาไทย เรียนโรงเรียนไทย แต่ท่านกลับได้สถานะ ติดสถานะ พิเศษไม่เหมือนคนอื่น เป็นเด็กที่ยังไม่ได้รับรองสถานะทางทะเบียนราษฎร์ ไม่มีสถานะ ทางบุคคลและสัญชาติที่แน่นอน ท่านคิดว่าชีวิตที่ท่านจะมีจะเป็นชีวิตที่เข้าถึงโอกาส ในการเลือกเรียนสิ่งที่รัก ได้ทำงานที่อยากทำ ได้ทำตามความฝัน ได้แสดงศักยภาพ และความสามารถที่ตัวเองมีให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมได้สักแค่ไหนกัน ท่านคิดว่าท่านจะ ได้รับการคุ้มครองทางสังคม ได้รับสิทธิทางกฎหมาย มีชีวิตที่ปลอดภัยจากความรุนแรง การเอารัดเอาเปรียบ การแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ การเลือกปฏิบัติ และการค้ามนุษย์ สักแค่ไหน คำตอบคือท่านแทบจะไม่มีสิทธิเหล่านี้ในชีวิตเลยค่ะ และการที่จะเปลี่ยนสถานะ ทางทะเบียนราษฎร์ การจะขอสัญชาติไทย สิ่งที่ตั้งด่านรอท่านอยู่แล้วคืออุปสรรค นานาประการ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการขอที่ซับซ้อนและไม่สมเหตุสมผล ไม่เหมาะสมกับ ยุคสมัย ไม่สนใจบริบทสังคม เพื่อนสมาชิกของดิฉันหลายท่าน เช่น คุณธิษะณา ชุณหะวัณ คุณณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล คุณมานพ คีรีภูวดล ได้อภิปรายเหตุผลไปแล้วอย่างชัดเจน ดิฉันจะไม่พูดซ้ำและอยากให้ทุกท่านที่สนใจในประเด็นนี้ห่วงใยในอนาคตเด็กของพวกเรา ย้อนกลับไปรับฟังการอภิปรายเหล่านั้นด้วย ความพิลึกพิลั่นหลายอย่างที่ท่านจะได้พบเจอ ในเส้นทางการขอสัญชาติไทยนั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ท่านนึกไม่ถึงเลยค่ะว่าจะเกิดขึ้น ในกรณีที่เป็นเด็กที่มีพ่อแม่เป็นคนต่างด้าว แต่หลักฐานการเกิดอยู่ในไทย ท่านต้องไปยื่น คำร้องขอสัญชาติที่ทำการอำเภอ สำนักงานทะเบียนท้องถิ่น สำนักบริหารงานทะเบียน แต่หากท่านเติบโตขึ้นแล้วขอเปลี่ยนสัญชาติตามคู่สมรส หรือขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทย ท่านจะต้องยื่นคำร้องต่อตำรวจภูธรจังหวัดหรือตำรวจสันติบาล ขั้นตอนการแยกแบบนี้ ทำให้เกิดความลำบากต่อคนที่เขาต้องการได้สัญชาติมากขึ้นไปอีก นี่ยังไม่นับว่าอุปสรรค ที่ใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องของหลักฐานในการขอสัญชาติต่าง ๆ มันต้องมีหนังสือรับรองเงินเดือน ว่ามีเงินเดือน ๔๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ในกรณีที่ผู้ขอมีสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคนไทย และต้องมี เงินเดือน ๘๐,๐๐๐ บาทในกรณีที่ไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคนไทย ทุกท่านคะ ทุกวันนี้ ผู้ช่วยดำเนินงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับเงินเดือนเริ่มต้นที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ยังไม่หักภาษี ในภาคเอกชนหลายคนทำงานมาเป็นสิบปี ฐานเงินเดือนยังไปไม่ถึง ๔๐,๐๐๐ บาทก็มี และค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวของประชากรในประเทศของเราทุกวันนี้อยู่ที่ ๗,๐๐๐ บาทต่อเดือน และด้วยอุปสรรคต่าง ๆ เหล่านี้เอง อุปสรรคต่าง ๆ นานาในการเข้าถึงโอกาสของเด็กรหัส G เหล่านี้ ดิฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าเมื่อเขาเติบโตขึ้นมา ใครบ้างจะเดินไปถึงจุดที่จะได้รับ สัญชาติอย่างถูกต้องได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพากระบวนการที่จะปรากฏอยู่ในสื่อบ่อย ๆ ครั้ง ในเรื่องของการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อมาสวมสิทธิคนตาย หรือกระทั่งสวมสิทธิคนเป็น ซึ่งเจ้าตัวคนที่ถูกสวมสิทธินั้นก็ไม่ได้รับรู้ เราต้องยอมรับความจริงกันว่าประเทศชาติอันเป็น ที่รักยิ่งของเรานั้น กำลังคืบคลานเข้าสู่สภาวะที่ขาดแคลนแรงงานและเป็นสังคมของผู้สูงวัย เรามีเด็กเกิดใหม่เพียงปีละ ๕๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้น สถิติปี ๒๕๖๕ เก็บโดยสถาบันวิจัย ประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าปีที่ผ่านมาเรามีเด็กเกิดใหม่แค่ ๕๒๑,๑๐๗ คน เท่านั้นเอง และแน่นอนกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์นี้เกิดในครอบครัวที่ยากจน หากรัฐเร่งจัดการ ระบบสวัสดิการด้านการศึกษาที่มีคุณภาพให้เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม หาแนวทางแก้ไข ปัญหาเด็กติด G เพื่อให้พวกเขาได้รับการอำนวยความสะดวกในด้านการศึกษา ได้รับ สวัสดิการขั้นพื้นฐานในการรักษาพยาบาล การทำงาน การทำธุรกรรมต่าง ๆ พวกเขา จะเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่เป็นกำลังสำคัญ สร้างเม็ดเงินให้กับประเทศ สร้างหลักประกัน ทางเศรษฐกิจที่ดี กลับสู่ประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราได้ และการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาแนวทางในการจัดการศึกษาให้เด็กไม่มีทะเบียนราษฎร์เหล่านี้ จะเป็นก้าว สำคัญในการคืนคนที่มีศักยภาพให้กลับเข้าสู่ระบบแรงงานของประเทศไทย ขอให้ทุกท่าน พิจารณารับรองญัตตินี้มอบสิทธิคืนให้เด็ก ๆ ที่มีศักยภาพที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญ ร่วมกันหาแนวทางยุติภาวะไร้สัญชาติให้พวกเขา เพื่ออนาคตของพวกเราทุกคนค่ะ