ธิษะณา ชี้ปัญหาเด็กรหัสจี-เสนอตั้งกรรมาธิการเร่งแก้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๖

ธิษะณา ชุณหะวัณ หารือปัญหาเด็กรหัสจีหรือเด็กไร้สถานะที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ แรงงานข้ามชาติ และผู้ลี้ภัย ที่จำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากและเผชิญอุปสรรคในการขอสัญชาติไทยจากข้อจำกัดด้านหลักฐานการเกิดและเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม เช่น การต้องจบอุดมศึกษา ซึ่งขัดกับความเป็นจริงของเด็กกลุ่มเปราะบาง จึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อเร่งผลักดันการแก้ไขอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน เขตสาทร และเขตราชเทวี ขออนุญาต Slide ขึ้นค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เมื่อต้นเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสไปพบปะกับพี่น้องชาติพันธุ์ชาวลาหู่แล้วก็เด็กรหัส G ที่อำเภอ เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มากับอาจารย์จวง ผู้ที่เสนอญัตตินี้ วันนี้ดิฉันก็มาอภิปราย เพื่อสนับสนุนญัตติของเพื่อนสมาชิก เรื่องการแก้ไขปัญหาของเด็กรหัส G หรือที่เรียกว่า กลุ่ม Generated Code เด็กรหัส G คือกลุ่มเด็กที่ยังไม่มีบัตรประชาชนคนไทย ซึ่งพวกเขา มีตัวเลขประจำตัวเพื่อใช้ในระบบการศึกษา แต่ไม่เกี่ยวกับเลข ๑๓ หลักของ กระทรวงมหาดไทย โดยเด็กรหัส G เหล่านี้เขาไม่ได้รับบัตรประชาชนไทย มีมาจาก หลากหลายสาเหตุ ที่สามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้

๑. ลูกหลานของชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่รัฐจัดทำข้อมูลหรือไม่ได้ จัดทำข้อมูลไว้ แต่เนื่องจากบิดามารดาไม่ได้มีสัญชาติไทยจึงไม่มีเอกสาร และลูกหลานไม่ได้ แจ้งเกิด และไม่มีเอกสารแจ้งเกิด

๒. เด็กที่ไร้รากเหง้า เด็กกำพร้า หรือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง

๓. กลุ่มลูกของแรงงานข้ามชาติค่ะท่าน

๔. ลูกหลานของผู้ลี้ภัยในทั้ง ๙ แคมป์ค่ะ

หน่วยงานที่ทำทะเบียนรหัสเด็ก G ก็คือกระทรวงศึกษาธิการ แต่ปัจจุบันไม่มี ข้อมูลว่าเด็กรหัส G มีจำนวนเท่าไรกันแน่ เมื่อย้อนไปดูข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย เมื่อปี ๒๕๕๘ ได้พบว่ามีนักเรียนรหัส G ราว ๖๗,๔๓๓ คน แต่ขณะนี้ในพื้นที่ที่ดิฉันได้ไป สำรวจกับเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล มีเด็กรหัส G ทั้งสิ้นกว่า ๑๐๓,๐๐๐ กว่าราย และอาจจะเยอะกว่านั้นค่ะ

แม้เด็กรหัส G จะมีโอกาสเล่าเรียนและได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการศึกษา แต่ทั้งนี้ผลมาจากสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือ สมช. ได้ออกยุทธศาสตร์การจัดการปัญหา ทางสถานะและสิทธิของบุคคล เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๘ และมีผลบังคับใช้เรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการกำหนดสถานะและสิทธิของบุคคล ที่อาศัยอยู่ในประเทศทุกกลุ่ม อย่างไรก็ตามเด็กกลุ่มนี้ยังไม่มีสิทธิที่จะเข้าถึงบริการอื่น ๆ ของภาครัฐ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการศึกษาต่อ ในการที่จะเข้าไปทำงาน ในการที่จะเดินทางออกนอกพื้นที่ และโดยเฉพาะที่เป็นอันตรายที่ดิฉันพูดถึงก็คือสิทธิ ในการรักษาพยาบาล อาจถูกปฏิเสธการรักษาพยาบาล ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต รวมถึง สิทธิในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ที่ต้องใช้เลขประจำตัว ๑๓ หลัก เช่น การทำธุรกรรม ทางการเงิน การทำใบขับขี่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่หลายหน่วยงานร่วมกันต้องแก้ไข ไม่ใช่แค่ ปัญหาของกระทรวงเดียว เพื่อนสมาชิกและดิฉันจึงคิดว่าเราควรจะตั้งเป็นคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพราะเหตุนี้ค่ะ แม้ว่าหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานจะได้พยายามแก้ไขปัญหา ของคนกลุ่มนี้หนึ่งในแนวทางช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด คือจัดโครงการสำรวจเด็ก ทำรหัสทะเบียน G ของกรมการปกครอง เพื่อสำรวจเด็กที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ที่จะได้บัตร ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยมีหลักเกณฑ์เบื้องต้นว่า ๑. ต้องเกิดในไทย ๒. มีถิ่นที่อยู่ถาวร ๓. คนเหล่านี้จะเข้าคุณสมบัติได้ บัตรผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน และสามารถยื่นคำร้อง ขอสัญชาติไทยตาม มาตรา ๗ ทวิ ได้ในอนาคต แต่การดำเนินการตามโครงการนี้ยังเต็ม ไปด้วยความล่าช้าและเจออุปสรรคมากมาย ทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพในการเร่งดำเนินการ

ในส่วนของปัญหาการพิจารณาอนุญาตให้เด็กกลุ่ม G สามารถขอยื่น สัญชาติไทยได้ มีอุปสรรคอยู่มากมายหลายประการซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และได้กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้การขอสัญชาติของกลุ่ม G ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร โดยหลักเกณฑ์ในการขอสัญชาติของเด็กกลุ่ม G จะต้องกำหนดรายละเอียดอยู่ในประกาศ กระทรวงมหาดไทย เรื่องการสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดามารดาและคนต่างด้าวได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป และการให้สัญชาติไทย เป็นเฉพาะราย ซึ่งมีขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ในประกาศ ดังกล่าวกำหนดหลักเกณฑ์หลายประการด้วยกันที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม G คือ ๓ ข้อ ให้เด็ก และบุคคลที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสถาบันการศึกษาหรือสำเร็จการศึกษาแล้ว โดยบิดา และมารดาเป็นคนต่างด้าวอื่นที่ไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ตามข้อ ๒ หรือไม่ปรากฏ บิดา หรือบิดามารดาทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ ให้ได้สัญชาติเป็นการทั่วไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ โดยดิฉันจะยกประเด็นสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ข้อ ๑ มีหลักฐาน แสดงว่าเกิดในราชอาณาจักร เพียงแค่หลักเกณฑ์ข้อแรกก็ตัดสิทธิเด็กกลุ่ม G เป็นจำนวนมาก แล้วค่ะท่านประธาน จากที่ดิฉันได้ไปลงพื้นที่สำรวจเด็กกลุ่ม G อย่างที่ได้นำเรียนข้างต้น มีกลุ่มหนึ่งประกอบด้วยสามเณรทั้งหมด ๕๖ คน แต่บุคคลเหล่านั้นหรือสามเณรเหล่านั้นไม่มี หลักฐานแสดงว่าเกิดในราชอาณาจักรไปแล้ว ๕๕ คนค่ะท่านประธาน ซึ่งอัตราเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยนะคะ นี่ยังไม่รวมถึงโรงเรียนอื่น ๆ ที่มีการตกสำรวจ หรือหน่วยงานรัฐยังเข้าไม่ถึงอีกจำนวนมาก เงื่อนไขเหล่านี้จึงกลายเป็นปัญหามากกว่าวิธีการ แก้ไข และเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาสัญชาติของกลุ่ม G ไม่คืบหน้า

ข้อต่อไปที่ดิฉันคิดว่าเป็นปัญหาคือหลักฐานว่ามีการจบการศึกษา ระดับอุดมศึกษา หรือเทียบเท่าจากสถาบันการศึกษาภายในประเทศที่กระทรวงศึกษาธิการ รับรองวิทยฐานะ หรือหากจบจากสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับทุน ศึกษาจากหน่วยงานรัฐ ข้อแรกว่าน่าตกใจแล้ว มาดูเงื่อนไขข้อ ๖ น่าตกใจยิ่งกว่า เนื่องจาก หากการขยายโอกาสในการให้สัญชาติแก่กลุ่มคนเหล่านี้เป็นไปเพื่อให้เขาได้รับสิทธิ และการคุ้มครองในฐานะมนุษย์ เงื่อนไขนี้ก็เรียกว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่กลับหัวกลับหางที่สุด เราจะคาดหวังถึงคุณสมบัติการศึกษา อุดมศึกษาได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขายังไม่สามารถ เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้เลย ดิฉันคงไม่ต้องอภิปรายในรายละเอียดว่าในปัจจุบันแม้แต่คนไทย ที่ถือสัญชาติไทยก็ยังไม่ได้รับสิทธิการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเลย แล้วท่านจะให้เกณฑ์ การขอสัญชาติท่านต้องจบระดับอุดมศึกษามันจะเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นกฎเกณฑ์ที่ พิลึกพิลั่น ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเลยสักนิด และควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ประกาศดังกล่าวยังกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนของข้อ ๗ ว่ากรณีที่ นักเรียนคนดังกล่าวยังไม่สำเร็จการศึกษาก็ยังสามารถยื่นขอได้ หากเป็นไปตาม ความเห็นชอบดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอย่างที่ดิฉันได้นำเรียนไป ใน Slide ก่อนหน้าว่าเราควรพิจารณาการให้สัญชาติเพื่อให้เด็กกลุ่ม G เข้าถึงการคุ้มครอง สิทธิขั้นพื้นฐาน ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งไม่ควรจะกีดกันพวกเขาเพียงเพราะว่าเขาไม่มี การศึกษาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนไทย นอกจากเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ดิฉัน ได้นำเรียนขั้นต้น เนื่องจากเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคที่ดิฉันได้นำเรียนข้างต้น สำหรับเด็กกลุ่ม G ที่ระบุพ่อแม่ไม่ได้ หรือพ่อแม่ทอดทิ้งก็ว่าได้ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเข้าใส่พวกเขา ตามประกาศ กระทรวงดังกล่าวกำหนดให้พวกเขาต้องมีหนังสือรับรองความเป็นคนไร้รากเหง้า ซึ่งจะออก ได้โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ในกรณีที่ไม่จบการศึกษา ระดับอุดมศึกษา ต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี ท่านประธานคะ ดิฉันอยากตั้งคำถามถึงเงื่อนไขเหล่านี้ว่าควรกำหนดหลักเกณฑ์หรือขั้นตอนที่เอื้ออำนวย ความสะดวกและโอกาสให้การเข้าถึงการศึกษาของกลุ่มเด็กเหล่านี้และสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ง่ายกว่านี้หรือไม่ ในเมื่อเด็กเหล่านี้แค่เกิดมาก็เสียเปรียบคนส่วนใหญ่ในประเทศเราแล้ว หาตัวพ่อแม่ไม่ได้ ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งไม่พอ ยังจะไม่ได้สิทธิขั้นพื้นฐานในการศึกษา ในการเคลื่อนย้าย ในการทำงาน หรือแม้กระทั่งในการรักษาพยาบาลอีก ยังต้องมาถูก กวดขัน ตรวจสอบ ที่สร้างภาระให้พวกเขาเกินกว่าที่พวกเขาจะทำจริงได้ เงื่อนไข และหลักเกณฑ์เหล่านี้จึงไม่ก่อให้เกิดประสิทธิผลในเชิงปฏิบัติเลย แต่กลับเป็นมาตรการ ทางกฎหมายในการอำพรางความรับผิดชอบและผลักภาระการคุ้มครองเข้าถึงโอกาส ให้ตกไปสู่ตัวเด็ก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการปฏิเสธความเป็นมนุษย์และทอดทิ้งกลุ่มคนเหล่านั้น กราบขอบพระคุณค่ะ