ขัตติยา สวัสดิผล อภิปรายปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติ โดยชี้ให้เห็นว่าแม้มีกฎหมายรองรับแต่ยังมีอุปสรรคจากแนวปฏิบัติและกระบวนการพิจารณาสัญชาติที่เปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจมากเกินไป จนนำไปสู่การถูกกีดกันสิทธิขั้นพื้นฐาน และเรียกร้องให้มีการทบทวนกฎหมายและแนวปฏิบัติ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขทั้งการปรับปรุงนิยามทางกฎหมาย การออกกฎหมายใหม่ และมาตรการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองสิทธิระหว่างรอการพิจารณา รวมถึงป้องกันปัญหาความมั่นคงและสังคมในอนาคต
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขออภิปรายถึงแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร หรือว่าไม่มีสัญชาติไทย หากเราไปดูกฎหมายหรือระเบียบต่าง ๆ จริง ๆ แล้วจะเห็นว่า ประเทศไทยเรามีกฎหมายรวมถึงระเบียบต่าง ๆ ที่รองรับการให้การศึกษาแก่เด็กที่ไม่มี สัญชาติเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นมติ ครม. ที่ออกเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ระเบียบ ของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียน นักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ รวมถึงยุทธศาสตร์การจัดการปัญหา สถานะ และสิทธิของบุคคล ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ การมีกฎหมายเหล่านี้หมายความว่าอะไร การมีกฎหมาย เหล่านี้หมายความว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมีสิทธิเรียนตามกฎหมาย ซึ่งทุกท่านในที่นี้ทราบกันดีว่าเราเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่าเด็กกลุ่มหัว G นั่นก็คือมีรหัสที่ขึ้นต้น ด้วยตัว G ท่านประธานคะ เราไม่มีการสำรวจอย่างเป็นทางการถึงจำนวนของเด็กหัว G นี้ มานานมากแล้ว มีแต่การคาดการณ์ที่ไม่เป็นทางการว่า ณ ปี ๒๕๖๒ เรามีเด็กกลุ่มหัว G นี้ อยู่ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ คน แต่พอเรามองย้อนกลับไปถึงมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๔๘ ที่ดิฉัน เพิ่งพูดไปเมื่อสักครู่ มีการให้สิทธิในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติ คำถามที่เกิดขึ้น ก็คือแล้วทำไมเราถึงยังเจอปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติอยู่ ณ ปัจจุบัน นั่นแปลว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมายใช่หรือไม่ แต่อาจเกิดจากแนวปฏิบัติหรือเปล่า ท่านประธานคะ ที่ดิฉันอยากจะบอกก็คือว่าเด็กไร้สัญชาติที่เข้าไม่ถึงการศึกษาไม่ได้มีอยู่แค่ ชายขอบ แต่ความเป็นจริงคือเด็กไร้สัญชาติที่เข้าไม่ถึงการศึกษาอยู่เพียงแค่ปลายจมูก เรานี่เอง นั่นก็คือในกรุงเทพมหานคร ยกตัวอย่าง ในทีมงานของดิฉันได้ไปสัมภาษณ์ น้องผู้ชาย ๑ คน ที่เกิดและโตในประเทศไทย แต่ว่าไม่ได้รับสัญชาติไทย เขาเริ่มเรียนหนังสือ ที่โรงเรียนรัฐบาลตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา เราเรียกเขาว่าเด็กหัว G แต่พอเด็กคนนี้สอบเข้า มหาวิทยาลัยได้ โดยได้ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขากลับโดน เรียกเก็บค่าเทอมในอัตราของคนต่างชาติ พอจบมาก็ต้องทำงานแบบมี Work Permit เมื่อเกิดปัญหาแบบนี้ ดิฉันจึงอยากให้เราถอยมาดูถึงรากของปัญหาว่าจริง ๆ แล้วรากของ ปัญหานั้นก็คือปัญหาของการไร้สัญชาติของเขา แล้วกระบวนการได้สัญชาติของไทยเรา เป็นอย่างไร กฎหมายที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสัญชาติของเรานั้นมีหลายฉบับมาก แต่เราก็ยัง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องคนไร้สัญชาติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในการใช้ดุลยพินิจ ของเจ้าหน้าที่ เราให้ดุลยพินิจกับเจ้าหน้าที่ในการให้สัญชาติเยอะมาก ๆ ดิฉันขอยกตัวอย่าง เมื่อเราไปดูในมาตรา ๗ ทวิ ของพระราชบัญญัติสัญชาติ ปี ๒๕๐๘ ขอ Slide ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
มาตรา ๗ ทวิ บอกว่า ผู้ที่เกิด ในราชอาณาจักรไทยโดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิด บิดาตามกฎหมายหรือบิดาที่ไม่ได้มีการสมรสกับมารดา หรือมารดา ของผู้นั้นเป็นตาม (๑) (๒) (๓) วรรคสอง วรรคนี้อ่านอย่างช้า ๆ ในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีจะพิจารณาและสั่งเฉพาะรายให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้สัญชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ท่านประธานคะ การอ่านวรรคสองอย่างช้า ๆ จะเห็นว่าการสั่งเฉพาะรายตามมาตรา ๗ ทวิ เป็นการเปิดช่องให้มีมติคณะรัฐมนตรี เพื่อที่จะให้สัญชาติแก่บุคคลเฉพาะราย มติ ครม. เป็นชุด ๆ ในการให้สัญชาติมันคือการให้ ดุลยพินิจกับเจ้าหน้าที่ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามากมาย แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหา การใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ได้ ดิฉันจึงอยากเสนอ ๔ ข้อ ดังนี้
ข้อแรก ดิฉันอยากให้มีการทบทวนนิยามของกฎหมายในการได้สัญชาติ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง แล้วก็มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นการลดขั้นตอนในการพิสูจน์แล้วก็รับรองการได้มาซึ่งสัญชาติ
ข้อ ๒ ดิฉันอยากให้มีการทบทวนแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ชัดเจน ที่จะสร้างความสับสนให้แก่คนที่ต้องการได้สัญชาติ เพื่อที่จะลดปัญหาการใช้ดุลยพินิจ ของเจ้าหน้าที่ที่เกินอำนาจตามกฎหมาย แล้วก็เพื่อเป็นการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ที่อาจได้รับผลกระทบจากการใช้ดุลยพินิจที่ผิดพลาดโดยสุจริต
ข้อ ๓ ดิฉันอยากเสนอให้มีการออกกฎหมายใหม่ หรือเป็นการสังคายนา กฎหมาย เพื่อที่จะลดขั้นตอนการใช้ดุลยพินิจตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย
ข้อ ๔ ดิฉันอยากเสนอให้มีการกำหนดมาตรการชั่วคราวเพื่อเป็นการบรรเทา ความเดือดร้อนจากการเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในช่วงที่กำลังขอสัญชาติอยู่ เช่น สิทธิประกัน สุขภาพถ้วนหน้า หรือสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ท่านประธานคะ ที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดปัญหามันเกิดจากต้นทางก็คือ เด็กไม่ได้สัญชาติ การที่ไม่ได้สัญชาติทั้ง ๆ ที่กฎหมายรองรับก็เพราะบทบัญญัติกฎหมาย ให้ดุลยพินิจกับเจ้าหน้าที่มากจนเกินไป ซึ่งดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่เกรงกลัวว่าจะเป็นภัย ต่อความมั่นคงหรืออย่างไรถึงใช้ดุลยพินิจไม่ให้สัญชาติแก่คนเหล่านั้น แต่ดิฉันอยากจะบอกว่า การไม่ให้สัญชาตินี่ละค่ะ อันอาจนำไปสู่ปัญหาด้านความมั่นคงได้ และมันก็อาจจะสร้าง ปัญหาให้กับสังคมเราได้เช่นกัน
สุดท้ายนี้ค่ะท่านประธาน การมีสัญชาติถือเป็นสิทธิเริ่มต้นอันจะเป็น ใบเบิกทางไปสู่สิทธิอื่น ๆ ในทางตรงกันข้าม การไร้สัญชาติก็จะเป็นต้นตอของการไร้สิทธิ อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งดิฉันพูดถึงการกีดกันและการสร้างความเป็นอื่นทั้งทางกฎหมาย และทางปฏิบัติในการที่จะเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงสิทธิในการเข้าถึงซึ่งการศึกษาอย่างมี คุณภาพด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ