ณัฐพล แจงปัญหาเด็กไร้สถานะ เสนอตั้งกรรมาธิการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๖

ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล หารือปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของเด็กไร้สถานะ โดยเฉพาะเด็กที่ได้รับเลข G และไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งประสบปัญหาด้านสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนจากรัฐ พร้อมเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบและผลักดันการศึกษาอย่างเท่าเทียมภายใต้หลักการ Education for All เน้นตัวอย่างจากความยากลำบากของโรงเรียนเพื่อชีวิตในเชียงใหม่ที่ดูแลเด็กกลุ่มนี้ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐาน

นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล เชียงใหม่

ขอบพระคุณท่านประธานครับ เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เขต ๓ อำเภอสันกำแพง อำเภอแม่ออน อำเภอดอนสะเก็ด พรรคก้าวไกล ผมจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอภิปรายญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ผมขอเล่าเรื่องเท้าความให้เพื่อน ๆ สมาชิก แล้วก็ประชาชนที่ได้ฟังอยู่ได้เข้าใจสักเล็กน้อย ผมยอมรับตามตรงเลยว่าเริ่มแรกผมไม่มีความรู้ใด ๆ เลยเกี่ยวกับเด็กเลข G เด็กที่ไร้สถานะ โดยรัฐ แต่ผมมีโอกาสได้พบกับเจ้าอาวาสท่านหนึ่งที่วัดน้ำจำ ตำบลร้องวัวแดง และได้พบกับ คุณครู เขาก็เชิญชวนผมว่าให้กรุณาไปเยี่ยมที่โรงเรียนหน่อยเพราะว่าที่โรงเรียนลำบากมาก เด็กไม่ได้รับการอุดหนุน ไม่ได้รับอะไรเลย และมีเด็กจำนวนมากเป็นเด็กผู้ลี้ภัย เด็กที่เป็น ลูกหลานชาติพันธุ์ เด็กที่เป็นลูกของแรงงานข้ามชาติ ผมก็ได้มีโอกาสไปครับ ผมก็ไปที่ โรงเรียนแห่งนั้น โรงเรียนแห่งนั้นชื่อว่าโรงเรียนเพื่อชีวิต ตั้งอยู่ที่อำเภอดอยสะเก็ด อยู่บน ภูเขา ผมไม่ได้เตรียมรูปมานะครับ แต่ผมคิดว่าคำพูดผมน่าจะอธิบายสภาพของโรงเรียนได้ ทางเข้าเป็นดินแดงที่รถเก๋งเข้าไม่ได้ ห้องเรียนไม่มีผนัง โรงนอนของน้อง ๆ นักเรียนคือ สังกะสีที่ผุ โรงอาหารคือไม่มีพื้นที่ทำอาหาร ไม่มีครัวที่เป็นกิจจะลักษณะ ที่นั่นมีเด็กอยู่ ประมาณ ๑๐๐ คน เด็กเหล่านี้ล้วนเป็นเด็กที่ลี้ภัย เป็นลูกผู้ลี้ภัย เป็นลูกแรงงานข้ามชาติ เป็นลูกของพี่น้องชาติพันธุ์ เด็กเหล่านี้ไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐ โรงเรียน สพฐ. ได้ เพราะว่าเขาไม่มีสถานะใด ๆ เลย ทีนี้ผมได้คุยกับทางท่านเจ้าอาวาสนะครับ ท่านเจ้าอาวาส ก็บอกว่าอยากให้ สส. ได้ช่วย ผมก็ถามเขาครับว่าแล้วผมช่วยอย่างไรได้บ้าง สิ่งที่ ท่านเจ้าอาวาสตอบมากับสิ่งที่คุณครูตอบมาก็คือเขาต้องการให้เด็กเหล่านี้ได้รับเลข G นี่คือ เป็นครั้งแรกของผมเลยครับ ที่ผมได้ยินคำว่า เด็กเลข G เด็กรหัส G เด็กหัว G ก็เป็นเรื่องใหม่ สำหรับผม แล้วผมก็เห็นความทุกข์ยากตรงนั้น คือมันทุกข์ถึงขนาดที่ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า จะให้หลวงพ่อทิ้งเด็กเหล่านี้ได้อย่างไร หลวงพ่อต้องเอาอาหารที่วัดใส่รถตู้เก่า ๆ ของท่าน แล้วก็ขับขึ้นมามอบให้เดือนละ ๒ ครั้ง มันก็เป็นเรื่องที่คงไม่มีใครที่จะกล้าทิ้งเด็กเหล่านี้ ปล่อยให้เขาอยู่ตามยถากรรม ผมก็นำเรื่องเด็กเลข G มาพูดคุยกับเพื่อน ๆ สส. ในพรรคก้าวไกล ที่อยู่ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายสิทธิด้วย มีหลายท่าน ก็ได้หารือกันอยู่บ่อยครั้งว่าเด็กเลข G คืออะไร สถานการณ์เป็นอย่างไร เราหารือทั้ง Online ได้ลงพื้นที่อย่างที่ สส. ปารมีได้เล่าไปนะครับ เราไปที่เชียงดาว เชียงใหม่ เราประชุม Zoom Online กับเครือข่ายมูลนิธิต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อน เรื่องพวกนี้ จนถึงวันนี้ผมพูดได้เลยว่าแม้แต่ตัวผมเองยังหาข้อสรุปไม่ได้เลยว่าเราจะจัดการ เรื่องนี้อย่างไร มีอยู่หลายประการที่ผมหาข้อสรุปไม่ได้จริง ๆ ครับ

ข้อแรก ตามคำนิยามเด็กรหัส G รหัส G คือรหัสที่โรงเรียนจะมอบให้กับเด็ก ที่เข้าโรงเรียน เด็กเหล่านั้นต้องเป็นเด็กที่ไม่มีสถานะทางบุคคล คือไม่มีบัตร ไม่มีอะไรเลย และเด็ก ๆ ต้องได้รับรหัสนี้ต่อเมื่อเข้าโรงเรียนเท่านั้น คำถามที่มันย้อนอยู่ในตัวของมันเอง คือถ้าเด็กเหล่านี้แม้แต่จะเข้าโรงเรียนไม่ได้เลยแล้วเขาจะได้รับรหัสเหล่านี้ได้อย่างไร

ข้อ ๒ มีความสับสนที่ผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้ คือมีความเข้าใจในพื้นที่ เข้าใจ ในหลาย ๆ โรงเรียนที่แตกต่างกันที่ได้ไปพบมา คุณครูก็มักจะบอกว่าถ้าเด็กได้เลข G เด็กจะได้เงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันรายวันและจะได้นมโรงเรียน ซึ่งผมก็ยังหาคำตอบ ไม่ได้ เพราะบางข้อมูลก็บอกว่าต่อให้ได้เลข G แล้ว เลข G เป็นแค่รหัสนักเรียน ไม่ใช่สถานะ ทางบุคคล ไม่ใช่เลข ๑๓ หลักแบบที่เด็กไทยได้ ถ้าเด็กไทยได้นั่นคือเข้าโรงเรียนของรัฐ แล้วจะได้รับเงินอุดหนุน ถูกไหมครับ แต่เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบว่าเด็กที่ได้เลข G แล้วได้รับ การอุดหนุนหรือไม่

มีอีกประการหนึ่ง ก็ยังสับสนอยู่ดี แต่ละโรงเรียนนะครับ โรงเรียนในประเทศเรา มีหลายประเภท โรงเรียนเอกชนที่เป็นมูลนิธิ โรงเรียน สพฐ. โรงเรียนที่เป็นของท้องถิ่น โรงเรียนในสังกัด กทม. ก็มี เมื่อเราได้หาข้อมูลเพิ่มขึ้นเยอะ ๆ กลับพบว่าโรงเรียนเหล่านี้ไม่ใช่แค่เชียงใหม่ ภาคเหนือ จังหวัดที่ติดชายแดน กรุงเทพมหานครที่มีแรงงานข้ามชาติเข้ามาเยอะ ๆ ก็มีเด็กเหล่านี้ แฝงตัวอยู่ตามโรงเรียนเหล่านี้ แล้วจากการประเมินที่เป็นการประเมินไม่ชัดเจนเหมือนกัน มีข้อมูลว่ามีเด็กเหล่านี้ที่ไม่ได้มีสถานะใด ๆ เลย หรือไม่มีแม้แต่เลข G หรือไม่รู้ว่าได้อยู่ใน โรงเรียนหรือเปล่า ทั่วประเทศไทยประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ราย สิ่งที่ผมอยากจะสนับสนุน ให้เราได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะศึกษาเรื่องนี้ คือหลายท่านได้บอกกับผมว่า การศึกษา หลักการ Education for All สำหรับเด็กคนหนึ่งมันเป็นหลักการสิทธิที่เด็กทุกคน บนโลกนี้พึงมี มีการยกข้อมูลเปรียบเทียบว่าการที่เราลงทุนกับเด็ก ๑ คน มันมีค่าเฉลี่ย ของมันอยู่ครับ เด็ก ๑ คนที่เราจะลงทุนกับเขาให้เขาได้เรียนจนจบมันมีมูลค่าเท่าไร แต่สิ่งที่ จะได้รับกลับมาจากที่เขาเรียนจบแล้วได้ทำงานไป มูลค่าที่เขาจะสามารถสร้างให้กับ เศรษฐกิจรายได้ต่าง ๆ มันทวีคูณไปมหาศาล ก็อยากจะสรุปตรงนี้ว่าเป็นเรื่องที่มิอาจหา ข้อสรุปได้ ณ วันนี้ และเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานอย่างที่ สส. ปารมีได้อภิปรายไป เมื่อสักครู่