ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ อภิปรายญัตติการตั้งกรรมาธิการศึกษาการจัดตั้งเมืองหลวงแห่งที่สองหรือแนวทางป้องกันกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจากปัญหาน้ำจม เนื่องจากแนวโน้มระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการทรุดตัวของพื้นดินในอนาคต วิพากษ์ข้อเสนอการย้ายเมืองหลวง โดยชี้ว่าปัญหาแท้จริงคือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการกระจุกตัวของความเจริญในกรุงเทพฯ พร้อมเสนอแนวทางกระจายความเจริญสู่เมืองอื่นผ่านการสร้างศูนย์เศรษฐกิจใหม่ โครงสร้างพื้นฐาน และการดึงการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาค พร้อมหารือปัญหาการระบายน้ำในกรุงเทพมหานครที่เผชิญกับน้ำท่วมจากน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุน โดยเสนอแนวทางแก้ไขระยะสั้น กลาง ยาว ทั้งการปรับปรุงระบบระบายน้ำ เพิ่มพื้นที่สีเขียว การส่งเสริมบ่อหน่วงน้ำร่วมกับมาตรการจูงใจทางผังเมือง การนำโมเดลเมืองฟองน้ำจากอู่ฮั่นมาประยุกต์ใช้ และการทบทวนผังเมืองที่ล้าสมัย รวมถึงการศึกษาโมเดลต่างประเทศเพื่อวางแผนป้องกันน้ำท่วมระยะยาวที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การประมง และการขนส่งทางเรือ พร้อมเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญหรือให้รัฐบาลดำเนินการต่อ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๙ บางเขน จตุจักร หลักสี่ พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย ญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดตั้งเมืองหลวงแห่งที่ ๒ ของประเทศไทยหรือการสร้าง แนวป้องกันกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ประสบปัญหากำลังจะจมบาดาล แน่นอนว่า ถ้าเราบอกว่าอีก ๑๐ ปีข้างหน้ากรุงเทพฯ และปริมณฑลจะจมน้ำ อันนี้คงไม่ใช่เรื่องจริง แม้ว่าในอดีตมีการพูดกันมานานว่ากรุงเทพฯ จมน้ำ แต่ต้องบอกอย่างนี้ว่าในอดีตมีการสูบ น้ำบาดาลขึ้นมาใช้ แต่ว่าปัจจุบันนี้เราเลิกสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้แล้ว เพราะฉะนั้นการทรุดตัว จะค่อนข้างเป็นไปได้ช้า ในขณะที่น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นก็จริง แต่ต้องบอกว่าในอนาคตท่วม แน่นอน เพราะว่าด้วยระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นปีละ ๒ เซนติเมตร ในขณะที่กรุงเทพฯ อยู่สูงกว่า ระดับน้ำทะเลแค่ ๑.๕ เมตรเท่านั้น จากการทำ Prediction Model ขอ Slide ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
จากการทำ Prediction Model เราก็จะรู้ได้ว่าประมาณ ๓๐-๗๐ ปีข้างหน้าอย่างไรก็ท่วม และจังหวัดสำคัญที่ท่วม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา แล้วก็อาจจะตามมาด้วยนนทบุรี แล้วก็ปทุมธานี
ส่วนเรื่องข้อเสนอเรื่องของการย้ายเมืองหลวง อันนี้ผมคิดว่าเราตัดทิ้งไปได้เลย เพราะว่ากรุงเทพฯ ณ เวลานี้คือจุดศูนย์กลางของประเทศไทย การย้ายเมืองและทิ้งทุกอย่าง แล้วไปเริ่มต้นใหม่คงเป็นไปไม่ได้ นี่ไม่ใช่สมัยอยุธยาที่เราโดนเผาเมืองจนต้องหนีเมือง มาตั้งเมืองใหม่กัน เราอยู่ในยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เราสามารถหาทางในการรับมือกับน้ำท่วมได้ ข้อเสนอที่บอกว่าเราจะตั้งเมืองหลวงแห่งที่ ๒ อันนี้ก็ไม่จำเป็น ก็ในเมื่อเราไม่เสียกรุงเทพฯ อยู่แล้ว แล้วคุณจะไปตั้งเมืองหลวงแห่งที่ ๒ เพิ่มทำไม ถ้าเมืองหลวงเป็นเพียงแค่เมืองที่ไว้สำหรับจัดเก็บเอกสาร ไม่ได้เป็นเมือง ที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงแซงหน้าเมืองอื่น ๆ ไม่ได้เป็นเมืองที่มีขนาด GDP ใหญ่คับประเทศขนาดนี้ หรือไม่ได้เป็นเมืองที่จะแทบจะเป็นตัวอย่างของประเทศไทย การที่เราตั้งญัตติแบบนี้มันสะท้อนถึงว่าที่ผ่านมางบประมาณของประเทศเรานั้น ลงแต่เมืองหลวง นี่คือข้อบ่งชี้ว่าปัญหาจริง ๆ แล้วคือการกระจุกตัวของความเจริญที่อยู่แค่ เมืองหลวงแค่กรุงเทพฯ เท่านั้น ซึ่งกรุงเทพมหานครมีขนาด GDP ประมาณ ๑ ใน ๓ ของเมืองไทย นี่คือความเสี่ยงของประเทศครับ ถ้าเกิดถึงแม้ว่าวันนี้ทำไมเราไม่ได้พูดถึง น้ำท่วม แต่เราไปพูดถึงสงครามหรือแผ่นดินไหวที่กรุงเทพฯ ถ้าโดนกรุงเทพฯ ขึ้นมา ก็คือจบทั้งประเทศอยู่ดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องแก้ปัญหาคือการกระจายความเจริญ ทำให้เมืองรองต่าง ๆ เกิดขึ้นทั่วประเทศ Model ที่ผมจะเสนอก็คือการพยายามสร้าง Ecosystem ขึ้นมาใหม่ในเมืองต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นเรื่องของการ Set Up New CBD Zone ต่าง ๆ ในเมืองต่าง ๆ การวางผังเมืองที่ไม่แออัด สร้างเมืองใหม่ สร้าง Infrastructure ใหม่ ระบบคมนาคมใหม่ การสร้างพื้นที่สีเขียว รวมถึงการใช้ BOI ในการดึงนักลงทุนไปลงทุน ในต่างจังหวัดให้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่เหลื่อมล้ำมากก็ต้องให้สิทธิ BOI มาก เพื่อให้น่าสนใจในการลงทุน
ประเด็นต่อมาคือปัญหาเรื่องของการป้องกันน้ำท่วมและการจัดการน้ำ ของกรุงเทพมหานคร อย่างที่เราทราบกันดีมีน้ำอยู่ ๓ น้ำ น้ำเหนือ น้ำฝน น้ำทะเลหนุน น้ำเหนือลงมาน้ำทะเลหนุนสูงก็ระบายไม่ได้ น้ำฝนตกลงมาหนักน้ำทะเลหนุนสูงมันก็ระบาย ได้ช้า เกิดน้ำท่วมจนเกิดวลี Hit ที่ว่า น้ำรอระบาย ที่ใช้แทนคำว่า น้ำท่วม ซึ่งจริง ๆ ก็คือ อันเดียวกัน ต้องบอกว่านี่คือปัญหาเร่งด่วนของกรุงเทพฯ ที่คนพูดกัน เพราะศักยภาพ ในการระบายน้ำของกรุงเทพมหานครในแต่ละวันนี้มีแค่ ๒,๖๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เท่านั้น ในขณะที่น้ำฝนตกลงมานั้นมันเกินศักยภาพของกรุงเทพมหานคร และแน่นอน มีน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นมาก็เป็นปัจจัยในการระบายที่มันยากขึ้น เพราะฉะนั้นแนวทาง ในการแก้ไขต้องบอกว่ามีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ระยะสั้นแน่นอน จากประสิทธิภาพของระบบราชการในการระบายน้ำ ก็ทั้งเรื่องของการขยายประตูระบายน้ำ การขยายขนาดท่อระบายน้ำ การเพิ่มอัตราแรงสูงของเครื่องสูบน้ำ การติด Sensor ในท่อระบายน้ำต่าง ๆ การเพิ่มระบบการพัฒนา การพยากรณ์อากาศ การลอกท่อ การขยาย แม่น้ำ
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพราะกรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียว แค่ ๓ ตารางเมตรต่อประชากร ๑ คน หรือประมาณแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในขณะที่ ทั่วโลกเฉลี่ยแล้วที่แนะนำก็คือ ๙ ตารางเมตรต่อประชากร ๑ คน
ส่วนที่ ๓ ก็คือการแก้ไขปัญหาผังเมือง ทุกวันนี้ปัญหาผังเมืองเราไม่ได้มี การแก้ไขผังเมืองประมาณ ๑๐ ปีแล้ว ตั้งแต่ล่าสุดก็คือปี ๒๕๕๖ ผังเมืองส่วนใหญ่แล้ว จะถูกบีบให้อยู่กับกรุงเทพฯ ชั้นใน แล้วก็อย่างยิ่งก็คือเราสามารถ Predict ได้ด้วยซ้ำว่า เมืองจะโตไปในทิศทางไหน เพราะผังเมืองไม่ได้ให้เมืองทางด้านของตะวันออกและตะวันตก ได้เจริญ
ส่วนสุดท้ายนั่นคือเรื่องของการแก้ปัญหาระยะสั้นคือการจัดการเรื่องของ พื้นที่หน่วงน้ำ ท่านประธานอาจจะทราบอยู่แล้วก็คือ กทม. มีนโยบายในการสร้างบ่อ หน่วงน้ำแถมกับการให้โบนัส FAR เพิ่มก็คือการให้พื้นที่ในการสร้างโครงการ เพิ่มมากยิ่งขึ้นโดยการแลกกับบ่อหน่วงน้ำ ปัญหาก็คือถ้าเกิดผมยกตัวอย่าง อย่างเช่นพื้นที่ ทองหล่อที่มี FAR เท่ากับ ๗ ก็คือมีพื้นที่ทั้งหมด ๒ ไร่ หรือ ๓,๒๐๐ ตารางเมตร สามารถ ที่จะสร้างอาคารได้ถึง ๒๒,๐๐๐ ตารางเมตร และถ้าเกิดคุณสร้างบ่อหน่วงน้ำเพียงแค่ ๒๕๖ ลูกบาศก์เมตร ลงทุนเพียงแค่ ๓ ล้านบาท คุณสามารถขอ FAR Bonus เพิ่มได้ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าคุณสามารถมีพื้นที่ ในการขายเพิ่มได้อีกกว่า ๔,๐๐๐ ตารางเมตร สามารถทำกำไรได้กว่า ๑๐๐ ล้านบาท นี่คือปัญหา คำถามก็คือว่าเรามีนโยบาย Policy ในการให้สร้างบ่อหน่วงน้ำกับ FAR เพื่อช่วยเหลือนายทุนหรือจริง ๆ แล้วเพื่อแก้ปัญหาการจัดการน้ำท่วม
ในส่วนของแผนระยะกลาง ผมแนะนำว่าเราควรต้องศึกษาของเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนที่เกิดโควิดนี่ละครับ เรื่องของ Small City หรือเมืองฟองน้ำ เมืองฟองน้ำ ของอู่ฮั่นในขณะที่เขามีฝนตกมหาศาลแต่เขาสามารถจัดการได้ ตรงนี้ต้องฝากรัฐบาลไปดูว่า ขอใช้ระบบ Green Space ทั้งเรื่องของ Green Space ต่าง ๆ ทั้งเรื่องของ Rain Garden ทั้งเรื่องของการปลูกหญ้าแฝกก็ดี หรือการเปลี่ยนผิวถนนต่าง ๆ ที่เป็น Road Asphalt น้ำฝนสามารถซึมผ่าน Asphalt ไปได้ลงไปอยู่ข้างล่างเพื่อกักเก็บน้ำ เพื่อรอระบาย ในตอนหลังได้
สุดท้ายในเรื่องของแผนระยะยาว อย่างที่ผมแจ้งไปว่าอย่างไรเสียกรุงเทพฯ เราทิ้งไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการสร้างระบบการป้องกันน้ำอย่างไรก็ต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมอยากฝากรัฐบาลลองไปศึกษาดูในเรื่องของอย่างเช่น ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่ประเทศรัสเซียหรือที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ดี แต่มิติที่เราต้องสนใจเพิ่มเติมก็คือมิติของ สิ่งแวดล้อม เรื่องของการประมง เรื่องของการขนส่งทางเรือ อย่างเช่นที่คลองเตย ก็มีท่าเรือคลองเตยอยู่ ถ้าเราไปสร้างแนวป้องกันน้ำทั้งหมดแล้วท่าเรือคลองเตย จะทำอย่างไรต่อ อันนี้ผมก็ต้องฝากท่านประธานไปด้วย อย่างไรก็ดีผมเห็นด้วยกับการที่เรา ควรจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการศึกษาเรื่องนี้ต่อ แต่ถ้าเกิดเราไม่ได้ตั้งก็ฝากรัฐบาล ไปจัดการเรื่องนี้ต่อครับ ขอบคุณครับ