พชร เสนอตั้งเมืองหลวงแห่งที่สอง รับมือกรุงเทพฯ จมน้ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๖

พชร จันทรรวงทอง อภิปรายถึงความเสี่ยงของกรุงเทพมหานครที่อาจจมน้ำจากปัญหาน้ำท่วม แผ่นดินทรุด ความแออัด และภาวะโลกร้อน จึงเสนอให้พิจารณาตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาการสร้างเมืองหลวงแห่งที่สองที่นครราชสีมา หรือปรับระบบบริหารกรุงเทพฯ ใหม่ด้วยการฟื้นฟูคลองและจัดการน้ำอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความยั่งยืนในระยะยาว

นายพชร จันทรรวงทอง นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพชร จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้กระผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย ญัตติ ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาตั้งเมืองหลวงแห่งที่ ๒ ประเทศไทย หรือการสร้างแนวป้องกันกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ประสบปัญหา กำลังจะจมบาดาล อย่างที่ทราบกันว่ากรุงเทพมหานคร เมืองหลวงปัจจุบันของประเทศไทย กำลังเผชิญกับความท้าทายหลาย ๆ ประการ จากการที่เป็นเมืองที่รวบรวมศูนย์ความเจริญ ไว้ในพื้นที่แห่งเดียว ส่งผลให้กรุงเทพฯ กำลังจะเข้าสู่สภาวะอิ่มตัวที่ไม่สามารถรองรับ การเจริญเติบโตของประเทศและประชากรได้ นำไปสู่ปัญหาด้านต่าง ๆ ทั้งมลพิษ การจราจร ติดขัด และความแออัดในเมือง และที่ผ่านมามีการถมคูคลองที่เคยใช้เป็นพื้นที่ในการรับน้ำ เพื่อขยายเมือง มีการขุดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้จนนำไปสู่สภาวะแผ่นดินทรุดตัว ซึ่งในทุกปี แผ่นดินในกรุงเทพมหานครจะทรุดตัวปีละประมาณ ๑.๕ มิลลิเมตร แต่ในทางกลับกัน จากสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงเฉลี่ยขึ้น ทุกปี โดยได้มีหลายหน่วยงานออกมาเตือนภัยว่ากรุงเทพฯ อาจจะต้องประสบกับปัญหา น้ำท่วมเมืองจนถึงขั้นจมบาดาล

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

มีการคาดการณ์ว่ากรุงเทพฯ เสี่ยงที่จะจมน้ำสูงถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากยังไม่มีการบริหารจัดการใด ๆ จากความท้าทาย หลายประการที่กรุงเทพฯ จะต้องเผชิญ และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว หากมีความจำเป็นที่จะต้องตั้งเมืองหลวงแห่งที่ ๒ กระผมจะขอเสนอจังหวัดนครราชสีมา หรือว่าเมืองโคราชเป็นเมืองหลวงแห่งที่ ๒ เพราะว่าโคราชมีศักยภาพที่จะเป็นเมืองหลวง เศรษฐกิจใหม่ได้ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทยและมีประชากรมาก เป็นอันดับ ๒ ของประเทศ และมีลักษณะภูมิภาคทางกายภาพเป็นที่ราบสูง มีระดับสูงจาก ระดับน้ำทะเลปานกลาง มีแม่น้ำมูลไหลผ่าน ทำให้เวลาเกิดน้ำท่วมจะสามารถระบาย น้ำท่วมได้อย่างรวดเร็ว สำหรับการวางผังเมือง ด้วยความที่โคราชมีพื้นที่กว้างขวาง และในหลายพื้นที่ยังสามารถพัฒนาและจัดการพื้นที่ได้ง่าย ทำให้สามารถวางผังเมืองใหม่ได้ ด้วยการแบ่ง Zone ไม่ว่าจะเป็น Zone อุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม การท่องเที่ยว หรือที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วได้ ในปัจจุบันโคราชถือเป็นอีก ๑ จังหวัด ที่เป็นแหล่งรวบรวมแรงงานมีฝีมือเหมาะกับการลงทุน ส่งผลให้มีแหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญ ของประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมนวนครโคราช นิคมอุตสาหกรรมสุรนารี เป็นต้น นอกจากนี้โคราชยังมีสถานที่สำคัญอย่างสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ มทส. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา อีกทั้งยังมีโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ห้างสรรพสินค้า ขนาดใหญ่ และมีแหล่งท่องเที่ยวที่ทุกคนคงทราบกันดี โคราชถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวใกล้ กรุงเทพฯ ที่ Hot Hit เพราะเต็มไปด้วยรูปแบบการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นปาก ช่อง เขาใหญ่ หรือล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ UNESCO ได้รับรองให้โคราช Geopark เป็นดินแดน ๓ มงกุฎแห่งที่ ๔ ของโลก ซึ่งในโลกนี้มีแค่ ๓ เมืองที่จะมีมรดกโลก อยู่ในเมืองเดียวกันถึง ๓ แห่ง ด้วยความที่โคราชอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียงแค่ ๒๕๕ กิโลเมตร อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่เป็นประตูสู่แดนอีสานและภาคเหนือของประเทศไทย ส่งผลให้ในปัจจุบัน Megaproject ต่าง ๆ มุ่งสู่โคราช ไม่ว่าจะเป็น Motorway โคราช-บางปะอิน โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-โคราช-หนองคาย ที่มีความเร็วสูงถึง ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ระยะเวลาการเดินทางจากกรุงเทพฯ มาโคราชใช้เพียงแค่ชั่วโมงครึ่ง รถไฟทางคู่ช่วงจิระ-ขอนแก่น โครงการระบบขนส่งมวลชน นครราชสีมา โครงการพัฒนาท่าเรือบก Dryport นครราชสีมา คือโครงการที่จะพัฒนาให้ โคราชเป็นศูนย์กลาง Logistics ของภูมิภาค เป็นการขนส่งทางรางเชื่อมโยงระหว่าง ท่าเรือบกกับท่าเรือแหลมฉบัง ถนนวงแหวนรอบนครราชสีมา จากทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า จังหวัดนครราชสีมามีความเหมาะสมที่จะเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ มีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะ เป็นเมืองหลวงอีกแห่งของประเทศไทยได้ แต่ถ้าหากการสร้างเมืองหลวงแห่งที่ ๒ จำเป็นที่ จะต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถจะทำได้ ผมขอเสนอว่าภาครัฐ ควรมีการบริหารจัดการเมืองในกรุงเทพฯ ใหม่ โดยอย่างแรกจะต้องนำคลองที่ถูกถมไป กลับคืนมา เพราะคลองถือว่ามีบทบาทสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน และจะต้องจัดหาพื้นที่ไว้รองรับน้ำ รวมทั้งมีการบริหารจัดการน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน โดยอาจจะต้องศึกษาจากอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพราะว่าที่อัมสเตอร์ดัม สามารถบริหารให้แผ่นดินที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลสามารถเป็นที่อยู่อาศัยได้ นอกจากนี้ ควรมีระบบการจัดการขยะ การจัดการทางไหลของน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมหลังฝนตก อีกทั้งจะต้องมีการส่งเสริมแนวคันกั้นน้ำประสิทธิภาพสูงที่ไม่มีร่องฟันหลอตลอดแนวทาง แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สำคัญจะต้องกระจายความเจริญ การสร้างเมืองเศรษฐกิจตามหัวเมือง ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ หรือตามจังหวัดอื่นที่เอื้อต่อการทำอุตสาหกรรม เพื่อเป็น การกระจายงาน กระจายรายได้ ลดความแออัดในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งต้องพัฒนาระบบ ขนส่งสาธารณะให้มีคุณภาพ ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้กระผมจึงเห็นสมควรให้มี การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษาและแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไปครับ ขอบคุณครับ