ลิณธิภรณ์ ตั้งข้อสังเกตใช้งบ กกต. 44 ล้าน ชี้โปร่งใสน้อย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๖

ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ตั้งข้อสังเกตการใช้งบประมาณของคณะกรรมการการเลือกตั้งในปี 2565 โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายรับรอง 44 ล้านบาท พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการพัฒนาองค์กรภายใต้วิสัยทัศน์องค์กรอิสระระดับสากล และเสนอแนวทางใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเลือกตั้ง

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ หลังจากที่ดิฉันได้อ่านรายงานผล การปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปี ๒๕๖๕ ดิฉันมีข้อสังเกตอยู่ หลายประการ ขอ Slide ด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ในรายงานผล การปฏิบัติงานฉบับที่ดิฉันถืออยู่นี้ระบุว่า ในปี ๒๕๖๕ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้รับการจัดสรรงบประมาณ แบ่งเป็นอุดหนุนทั่วไปมากถึง ๑,๗๐๗ ล้านบาท และใช้เป็น เงินนอกงบประมาณอีก ๑,๘๑๕ ล้านบาท รวมทั้งสิ้นของงบประมาณที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งได้รับการจัดสรรคือ ๓,๕๒๓ ล้านบาท ทั้งนี้ ได้ระบุในหลายส่วนงานที่กล่าวถึง การใช้งบประมาณที่เกี่ยวกับการพัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาองค์กร แต่สิ่งที่ดิฉัน อยากตั้งข้อสังเกตก็คือหลังจากการดำเนินงาน ๑ ปี จนมีการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๖๖ งบประมาณเหล่านี้ถูกใช้ในการพัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ในส่วนที่ ๔ ของรายงานฉบับนี้ ส่วนข้อสังเกตของคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีเนื้อหาที่น่าสนใจมากค่ะ ในท่อนแรกระบุว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมุ่งมั่นพัฒนา ปรับปรุงระบบการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างสุจริต และเที่ยงธรรม ในเนื้อหาส่วนนี้ยังระบุถึงวิสัยทัศน์ของคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้ด้วยว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องเป็นที่ยอมรับระดับสากลในกระบวนการ การเลือกตั้งอย่างมืออาชีพ ท่านประธานคะ ไม่เพียงเท่านั้น เนื้อหาในส่วนนี้ยังระบุอีกว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน และพัฒนางาน โดยเน้นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่องทั้ง ๓ ด้าน

ด้านแรก ในแง่ของการพัฒนาคน ในรายงานระบุว่าต้องเน้นพัฒนาบุคลากร ให้มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่ รู้เท่าทันเทคโนโลยี และปฏิบัติงานด้วยความสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ส่วนด้าน การพัฒนางาน ก็เน้นเสริมสร้างระบบและการพัฒนากระบวนการอย่างมีมาตรฐาน เน้นการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ประสิทธิภาพ รวดเร็ว เสมอภาค เป็นธรรม นอกจากนี้ ในแง่ของการพัฒนาองค์กรก็เช่นกัน เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุว่าต้องมีการพัฒนาองค์กรเพื่อสร้างความเชื่อมั่น เชื่อถือ และศรัทธาในการบริหาร การเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรม ท่านประธานคะ ตัวอย่างที่ดิฉันยกให้เห็น มันสะท้อนให้เห็นคำสำคัญหลายอย่างที่ระบุไว้ คำว่า สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม ซ้ำกันไปมา ประกอบกับคำว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เชื่อถือ และศรัทธา ในระบบการบริหาร การเลือกตั้ง แต่ข้อสังเกตที่ดิฉันพบ ด้วยงบประมาณกว่า ๓,๕๒๔ ล้านบาท อันเป็น งบประมาณที่ไม่น้อยเลยที่ต้องสามารถสร้างให้เกิดความสุจริต โปร่งใส และความเชื่อมั่น ศรัทธาในการเลือกตั้งหากมีการจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสมค่ะท่านประธาน แต่หากเราดูรายจ่ายหมายเหตุที่ ๑๙ มีค่าใช้จ่ายหนึ่งที่ดิฉันสนใจและตั้งข้อสังเกต ก็คือ มีการระบุค่าใช้จ่ายเรื่องการรับรองอาหารว่างและเครื่องดื่มที่มีมูลค่าสูงถึง ๔๔ ล้านบาท ซึ่งการตั้งงบประมาณตรงนี้สูงกว่าปี ๒๕๖๔ กว่า ๓๗ ล้านบาท ซึ่งดิฉันอดตั้งคำถามไม่ได้ค่ะ การเพิ่มขึ้นของงบประมาณส่วนนี้ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพต่อองค์กรอย่างไร จึงอยากเรียน สอบถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งถึงเหตุผลการเพิ่มขึ้นของงบประมาณส่วนนี้ โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งค่ะท่านประธาน คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ปฏิเสธรายงานผล การนับคะแนนแบบ Real Time จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลก Online อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็น Hashtag กกต. มีไว้ทำไม รวมถึงมีการรณรงค์รายชื่อ ผ่าน Change.org ที่มีประชาชนร่วมลงชื่อกว่า ๑ ล้านคน แม้สิ่งเหล่านี้จะไม่มีผล ในทางกฎหมาย แต่มันคือภาพสะท้อนของวิกฤติที่ประชาชนเสื่อมความศรัทธา และขาด ความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการการเลือกตั้งหรือไม่ ท่านประธานคะ ดิฉันต้องขอ สารภาพค่ะ ดิฉันรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งที่เกิดกระแสดังกล่าวเกิดขึ้นในการเลือกตั้ง ครั้งที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีแผนจัดทำโปรแกรมการรับสมัคร เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบ Online ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยมีงบประมาณในการจัดสรรราว ๒๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่า งบประมาณตัวนี้ไม่ได้รับการอนุมัติ เพราะว่ามีมูลค่าที่สูงเกินไป และไม่สามารถทำให้เกิด การรายงานอย่าง Real Time ได้ ดังนั้นจึงตั้งข้อสังเกตว่าการปรับลดงบประมาณในเรื่อง ของค่ารับรองอาหารว่างและเครื่องดื่ม จะทำให้ระบบการทำงานของ กกต. มีประสิทธิภาพ มากกว่านี้หรือไม่ จากประเด็นนี้ดิฉันคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ กกต. ต้องเตรียมความพร้อม ในอนาคต เพราะเรากำลังจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น และจะมีการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในอีก ๔ ปีข้างหน้า ท่านประธานคะ นอกจากการจัดสรรงบประมาณ ที่ไม่เหมาะสมแล้ว ดิฉันอยากเสนอว่าเราควรใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาโดยการใช้ เทคโนโลยี Blockchain โดยทีมวิจัยความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ศูนย์เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ได้เสนอว่าเทคโนโลยี Blockchain สามารถนำมา ประยุกต์ใช้กับการเลือกตั้งได้ และยังสามารถลดการโกงการเลือกตั้งได้อีกด้วยค่ะ ท่านประธานคะ นี่คือการยิงปืนนัดเดียวได้นก ๒ ตัว เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีนโยบาย กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่านระบบ Blockchain อยู่แล้ว ดิฉันคิดว่าเราสามารถพัฒนาระบบ Blockchain เพื่อนำมาปรับใช้กับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ได้ในอนาคต เพราะเราจะมีฐานข้อมูลของประชาชนที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกว่า ๕๖ ล้านคน ดิฉันจึงอยากจะฝากไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ลองพิจารณา ข้อเสนอแนะของดิฉันดู เพื่อให้การเลือกตั้งในอนาคตสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม พลิกฟื้น ความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ ความศรัทธาของคณะกรรมการการเลือกตั้งกลับไปอีกครั้ง ให้พวกท่านเป็นความหวังที่พวกเราประชาชนได้ไว้ใจให้ท่านในการบริหารจัดการอำนาจ ของพวกเรา ขอบพระคุณค่ะ