ธีรัจชัย พันธุมาศ หารือปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกินที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการและทำลายโครงสร้างถนน โดยเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อให้เจ้าของรถและเจ้าของสินค้ารับผิดร่วมกัน พร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีตรวจจับน้ำหนักแบบไม่ต้องผ่านด่าน เพื่อลดการจ่ายส่วยและเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง ขออนุญาตท่านประธานในการอภิปรายญัตติเรื่องแนวทางการแก้ไขกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางบก เพื่อให้มีความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ ประชาชน และป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์ หัวข้อญัตติตรงนี้เป็นญัตติที่ Classic และมีมา เป็นเวลานาน นั่นก็คือมีส่วยรถบรรทุกน้ำหนักเกินจำนวนมากมาย ตามกฎหมายน้ำหนัก ๕๕ ตัน รถบรรทุกสามารถบรรทุกได้ แต่ในความเป็นจริงรถบรรทุกนั้น ๘๐ ตัน ๑๐๐ ตัน เยอะแยะไปหมดเลย ภาระของพี่น้องประชาชนและผู้แข่งขันในผู้ประกอบการมันไม่เท่ากัน รถบรรทุกในประเทศไทยมีประมาณ ๑ ล้านเศษ ๆ นิด ๆ มีประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คัน ไม่ยอม อยู่ในระบบของส่วยตรงนี้และกำลังต่อสู้อยู่ แต่อีกประมาณ ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ คันนั้น อยู่ในระบบส่วย นั่นก็คือยอมจ่ายผลประโยชน์ซึ่งมีประมาณ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปี ตรงนี้มันเป็นมูลเหตุจูงใจในการที่จะทำให้อีกประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คันเอาเปรียบคนอื่น บรรทุกเกินแล้วมาจ่ายส่วย เป็นการกระทำความผิดแล้วก็บรรทุกให้เกินเท่าตัวของบุคคล ที่ทำสุจริต แล้วต้องไปถูกจับ ถูกดำเนินคดี ในส่วนของการดำเนินการตรงนี้ รัฐ ศาลต่าง ๆ ที่ดำเนินคดีนั้นยาก เนื่องจากว่าระบบของรัฐในปัจจุบันนั้นใช้ระบบด่านชั่งน้ำหนัก ถ้าเกินก็จะถูกจับดำเนินคดี โทษปรับจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาทมันน้อย และคนที่ถูกจับคือลูกจ้างที่เป็นผู้ขับรถ ดำเนินคดีขึ้นมา แล้วศาลจะรอการลงโทษให้เพราะว่าไม่ใช่เจ้าของแท้จริง กฎหมายยังไม่มี การก้าวล่วงไปถึงการที่ผู้ประกอบการโดนดำเนินคดีเอง และเจ้าของสินค้าที่ส่งสินค้า น้ำหนักเกินไม่สามารถไปก้าวถึงตรงนั้นทำให้มีการกระทำผิด และคนที่จ่ายระบบส่วยกับ ตำรวจจะไม่เข้าผ่านด่าน ไม่ต้องถูกตรวจสอบก็ไม่เข้าสู่ระบบการถูกดำเนินคดี นั่นหมายความว่า กลุ่มคนกระทำผิดจริง ๆ ที่จ่ายส่วย ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ คันนั้นไม่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย นี่คือความอยุติธรรมแก่ผู้ประกอบการนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของการที่ กระทำตรงนี้มันเกิดความเสียหายอย่างไรบ้าง ถนนซึ่งพังทุกวันและการกระทำไม่ใช่เป็น การละเมิดที่วิ่งปุ๊บพังปั๊บ แต่น้ำหนักเกินมันทำให้ค่อย ๆ พัง และนี่คือภาระที่ภาษีของ ประชาชนทั้งประเทศจะต้องมาซ่อมแซมต่าง ๆ พวกนี้ แต่ประโยชน์กำไรอยู่กับผู้ประกอบการ ที่เห็นแก่ตัวบางกลุ่มเท่านั้นเอง ใช้ระบบกฎหมายปัจจุบันทำไม่ได้ เราจะแก้อย่างไรครับ ระบบด่านชั่งน้ำหนักต้นทุนสูงครับ บางทีก็ฟ้องในด่านที่ตั้งก็มี ในประสบการณ์เข้าไป แถวเขตหนองจอก เขตมีนบุรี เขตลาดกระบังของผมมีนิคมอุตสาหกรรม มีรถบรรทุกวิ่ง เขาใช้ระบบวิ่งเข้าในซอยย่อยแล้วอ้อมผ่านด่านชั่งน้ำหนัก ไม่ต้องผ่าน ไม่ถูกดำเนินคดีครับ ถนนในซอยต่าง ๆ แถวเขตหนองจอก เขตมีนบุรี เขตลาดกระบังพังทลายไปหมดเลย แล้วประชาชนต้องมารับ การซ่อมก็ซ่อมยาก ไปดูเละเทะหมดนะครับ ให้นายกรัฐมนตรี ไปดูด้วยนะครับ เขาเลี่ยงอย่างนี้นะครับ ในประเทศสหรัฐอเมริกาเขาใช้ระบบที่เขาใช้แผ่น ในการที่ดูถนนนะครับ แผ่นชั่งน้ำหนักใช้กล้องถ่าย และการชั่งน้ำหนักแบบเคลื่อนที่ไม่ต้องใช้คน ไม่ต้องใช้ดุลยพินิจนะครับตามถนน รถผ่านก็จะมีประวัติ มีทะเบียน ถ่ายทะเบียนเรียบร้อย น้ำหนักเกินเท่าไร เขาก็บันทึกไว้ เขาใช้ระบบทำโครงสร้างที่สะพาน เอาสะพานขึ้นมา แล้วก็ชั่งน้ำหนักได้เลย รถที่ผ่านสะพานก็ถูกบันทึกทั้งทะเบียนรถ ประวัติ น้ำหนักเกินเท่าไร แต่เขาไม่ใช้คดีอาญาดำเนินนะครับ เขา Check ได้หมดตามระบบแบบนี้แล้ว ของไทยไม่ทำ โบราณอยู่เลยนะครับ และเมื่อได้ประวัติอย่างนั้นแล้วเขาไม่ได้จับคดีอาญาอย่างเดียว เขาถือว่า ผู้ที่กระทำให้ถนนเสียหายต้องมีส่วนร่วมในการซ่อม นั่นก็คือถ้าเกิดว่ามีน้ำหนักเกิน เขาไม่ให้ น้ำหนักเกินตามหลักวิศวกรรมนะครับ และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมที่เกินตามอัตราที่เหมาะสม ที่จะให้ซ่อมขึ้นมา โดยที่ทำให้เขาไม่ต้องไปจ่ายส่วย ถ้าทำอย่างนี้มันจะลดการจ่ายส่วย ใครที่รถเกินก็ต้องจ่ายการซ่อมในส่วนนี้ ถ้าละเว้นก็ปรับอัตราก้าวหน้าหลาย ๆ เท่าก็ทำให้ เขาไม่กล้า เป็นเรื่องทางแพ่ง ไม่ใช่ลงโทษจำคุก ๖ เดือนแล้วก็ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท และลงโทษได้เฉพาะลูกจ้าง กรณีอย่างนี้ถ้าเราแก้ไขกฎหมายให้ผู้ประกอบการรถ รวมถึง ในส่วนของเจ้าของสินค้ารับผิดด้วยในส่วนตรงนี้ และต้องชดใช้ค่าเสียหายในอัตราก้าวหน้าด้วย ตรงนี้จะทำให้การแก้กฎหมายของเรานั้นก้าวหน้ายิ่งขึ้น และจะใช้ระบบแก้ไขในเรื่องของ รถบรรทุกน้ำหนักเกิน และลดภาระภาษีต้องใช้ปีหนึ่งหลายหมื่นล้านบาทที่จะทำตรงนี้ ดังนั้นในสิ่งตรงนี้เราเห็นกฎหมายหลายอย่างมีช่องโหว่ กฎหมายของไทยไม่มีระบบว่า ให้ริบรถโดยตรง แต่มีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ เขาระบุว่าทรัพย์สินที่ใช้ ในการกระทำผิดสามารถริบได้ บางกรณีก็ไม่ริบ เพราะว่ามีการเลี่ยงก็คือทรัพย์สินเหล่านั้น รถอยู่ในสถานะเช่าซื้อ ไม่ใช่เจ้าของในการกระทำความผิด บางทีก็อยู่ระหว่างการขาย ให้คนอื่น กรณีนี้เป็นช่องโหว่ที่ศาลจะไม่ลง ดูสิครับคนที่ถูกดำเนินคดีก็คือลูกจ้าง คนขับรถ ศาลชะลอการลงโทษให้ ในส่วนของรถก็เป็นของบุคคลอื่น เช่าซื้อบ้าง กำลังขายบ้าง ไม่ใช่ทรัพย์สิน ศาลก็ไม่ริบ นี่คือช่องโหว่ที่ไม่สามารถทำได้ เราต้องพยายามแก้ไขอุดช่องว่าง ตรงนี้นะครับ ใช้อัตราค่าธรรมเนียมสูงสุด ซึ่งเราสามารถใช้ได้ในกฎหมายก็คือในส่วนของ พ.ร.บ. กำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์ถนนและสะพาน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาร่วมใช้กับ พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๙ อย่างบูรณาการ เราแก้กฎหมายตรงนี้ให้สมบูรณ์นะครับ เราจะใช้การเก็บค่าธรรมเนียมที่เกินอัตรา และคำนวณให้ดี ๆ ปรับปรุงเทคโนโลยีไม่ต้องใช้ด่านชั่งน้ำหนักที่ชั่งตามถนน ชั่งสะพาน เหล่านี้ก็จะทำให้ระบบส่วยนั้นหายไป ระบบการทำถนนพัง ผู้รับผิดชอบคือผู้ประกอบการ และผลักดันให้เจ้าของสินค้าที่น้ำหนักเกินนั้นต้องรับผิดชอบด้วย เหล่านี้จึงแก้ที่ต้นเหตุครับ ผมจึงเห็นควรให้ทางสภาผู้แทนราษฎรนั้นได้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้ และลงรายละเอียด ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยครับ