วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หารือปัญหาการรีดไถประชาชนผ่านกฎหมายจราจรที่ล้าสมัย โดยเฉพาะการตรวจรถบรรทุกน้ำหนักเกินและรถทิพย์ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการตั้งด่านในเขตเทศบาลที่อาจเกี่ยวข้องกับการแบ่งรายได้จากค่าปรับ และเรียกร้องให้มีการทบทวนกฎระเบียบอย่างโปร่งใสพร้อมเปิดพื้นที่รับฟังทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรม
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สำหรับ เรื่องส่วยรถบรรทุก หรือว่าส่วย Sticker ผมคิดว่าประชาชนทุกท่าน แล้วก็สมาชิกทุกท่าน ในสภาแห่งนี้ก็คงจะทราบถึงความรุนแรงของปัญหานี้ดีอยู่แล้ว คือปีหนึ่ง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเรื่องของตรวจรถทิพย์ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังอีกก็ประมาณสัก ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท แค่ ๒ ก้อนนี้ก็ปาไป ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลผมคิดว่าเรื่องของพฤติกรรม พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ผมคิดว่าก็เป็นปัญหาหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่ากฎหมายที่ล้าสมัย ก็กลายเป็นเครื่องมือและกลไกให้ตำรวจ และข้าราชการที่ไม่ดีจำนวนไม่น้อยใช้เป็นเครื่องมือ ในการรีดไถกดขี่ประชาชน ยกตัวอย่างง่าย ๆ แต่เดิมพิกัดน้ำหนักรถพ่วง แต่เดิมมีการแบ่งแยก ๖ เพลา ๒๐ ล้อ พิกัดอยู่ที่ ๕๒ ตัน ๖ เพลา ๒๒ ล้อ อยู่ที่ ๕๓ ตัน ๗ เพลา ๒๔ ล้อ ๕๘ ตัน ตอนนี้ไม่ว่ารถพ่วง Size ใหญ่ กลาง เล็ก มีพิกัดอยู่ที่ ๕๐.๕ ตัน พี่น้องรถบรรทุกเขาก็ตั้งคำถามว่า แล้วฉันซื้อรถพ่วงใหญ่มาต้นทุนมากกว่า แต่น้ำหนักบรรทุกกับเท่ารถพ่วงขนาดเล็ก ผมไม่ได้ หมายความว่าจะสนับสนุนให้บรรทุกเกิน แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สามารถทบทวนตามหลัก วิศวกรรมว่าคอสะพานรับได้เท่าไร น้ำหนักที่ถนนรับได้มีน้ำหนักแค่ไหน แล้วเรากำหนด น้ำหนักที่มันเหมาะสมให้เหมาะกับทั้งฝ่ายที่ประกอบกิจการ และตามหลักวิศวกรรมที่ทำให้ ถนอมการใช้งานของพื้นถนน มันทำได้ครับ แต่ถ้าเกิดตอนนี้ทุกอย่าง ๕๐.๕ ตัน เกิดปัญหา แน่นอน และยิ่งตอนนี้รถขนทราย รถขนดิน ต่อให้คลุมผ้าใบอย่างไร ขับฝ่าฝน ขับฝ่าพายุ น้ำหนักเกิน ๕๐ กิโลกรัม ๘๐ กิโลกรัมเข้าด่านชั่ง ตำรวจทางหลวงดูสภาพรถก็รู้อยู่แล้วว่า ไม่ได้มีเจตนาดัดแปลง เข้าชั่งก็ไม่มีท่าทีอิดออด มีน้ำหนักชั่งต้นทางก็ไม่เกิน แต่ปรากฏว่า เกิน ๘๐ กิโลกรัม ปรากฏอาศัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ ริบรถคันหนึ่ง ๓-๔ ล้านบาท แล้วถ้าเกิดเขาไม่ประสงค์จะให้ริบรถ อยากจะให้เปลี่ยนสำนวนก็ไปรีดไถเงินเขา ๓๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ บาท ซึ่งพัวพันกับตำรวจท้องที่ด้วย ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ด่านชั่งบางคน แล้วก็ตำรวจทางหลวงบางนาย และหลายครั้งพัวพันกับอัยการบางท่านอีกด้วย และเรื่องแบบนี้ มันไม่ใช่แค่มูลค่าเงิน มูลค่าความเสียหายที่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่มันพัวพันถึงผู้มีอิทธิพล ในพื้นที่ มีตำรวจเสียชีวิตกับกรณีนี้อย่างน้อย ๒ ราย มีตำรวจเข้าปิ้งถูกตั้งเป็นผู้ต้องหา ผู้ต้องสงสัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทำลายเกียรติยศ ศักดิ์ศรี เกียรติภูมิของวงการตำรวจ อย่างมาก เรื่องแบบนี้เรื่องสำคัญครับ แต่เดิมผมตกใจมากที่ผมทราบว่าวิปรัฐบาลจะไม่ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่ก็โชคดีแล้วก็ต้องขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ การคมนาคม ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เมื่อสักครู่นี้ก็ได้หารือสนทนากัน ท่านมานิตย์ก็บอกผมว่าไม่ต้องกังวล เรื่องนี้ทางคณะกรรมาธิการการคมนาคมก็ให้ ความสำคัญอย่างมาก และจะตั้งเป็นคณะอนุกรรมาธิการ และเปิดพื้นที่ให้กับ สส. ที่สนใจ โดยเฉพาะ สส. จากก้าวไกล และภาคประชาชน ภาคผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็น ตรอ. หรือสมาพันธ์การขนส่งทางบกก็ดี ได้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อชำระสะสางกฎหมายที่ล้าสมัย และเป็นเครื่องมือให้เจ้าหน้าที่ที่ประพฤติมิชอบบางคนใช้เป็นเครื่องมือกลไกในการรีดไถ ประชาชน อย่างนี้ครับท่านประธาน ผมมีอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดก็คงไม่ได้เดี๋ยวมันจะไม่ครบ ก็คือตรวจรถทิพย์ ผมไม่รู้ว่าประเทศนี้เป็นอะไร พอประชาชนจะลืมตาอ้าปากออกรถใหม่ ท่านประธานเคยออกรถใหม่ที่ Dealer ศูนย์รถไหมครับ วันที่ออกรถใหม่เขาจะขอเก็บเงิน ท่านประธาน ถ้าเป็นรถเก๋งก็ ๓,๕๐๐-๔,๐๐๐ บาท แต่ปรากฏว่ามี Bill แค่ ๑,๕๐๐ บาท อีก ๑,๐๐๐ กว่าบาท ๒,๐๐๐ บาท ไม่มี Bill ไปอยู่ที่ไหน ก็ปรากฏว่ารถป้ายแดงนี่นะครับ เพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ฟังผมอยู่ ประชาชนที่ฟังอยู่ที่บ้าน รถป้ายแดงต้องมีการตรวจสภาพ แล้วก็มีระเบียบตัวหนึ่งของกรมการขนส่งทางบกที่อนุญาตให้ช่างตรวจสภาพรถตรวจสภาพ นอกสถานที่ได้ แต่จริง ๆ ไม่ได้เดินออกมาตรวจนอกสถานที่นะครับ ขายลายเซ็นเอา และเดือน ๆ หนึ่ง ช่างตรวจสภาพรถรายได้มากกว่าท่านประธานอีก เขาร่ำลือกันว่า ๕๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ บาท ต่อเดือน นายช่างที่ทำทุจริตแบบนี้ บางคนบางนายดูสิครับ นี่ยังไม่จบครับ พอผ่อนหมดครับ ไม่ใช่แค่รถเก๋งโดนนะครับ มอเตอร์ไซค์ก็โดน พอผ่อนหมดต้องโอนปิดบัญชี เอาอีกครับ มี Bill แค่หลักร้อยแต่ต้องเสียเงินไปเป็นหลักพัน เงินก็ไปเข้ากระเป๋าพวกนี้อีก ดังนั้น มีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องทบทวนแก้ไขกฎระเบียบ ประกาศกระทรวงต่าง ๆ หลักเกณฑ์ ต่าง ๆ ครับ รถป้ายแดงทำไมต้องตรวจสภาพนอกสถานที่ หรือถ้าจำเป็นสำหรับรถที่มี การดัดแปลงทำไมไม่ให้ ตรอ. ที่ได้ขึ้นทะเบียนเอาไว้เรียบร้อยเป็นผู้ตรวจมันก็จะมีความโปร่งใส มากกว่า นี่ครับผมว่ามันมีหลายเรื่องมาก ๆ ที่ควรจะต้องชำระสะสางกับกฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่มันล้าสมัยแล้วรีดไถประชาชน นี่ผมยังไม่นับกรณีกรมที่ดินนะครับ มีรถใหม่กำลังจะยิ้มแย้ม แจ่มใสก็รีดเขา จะมีบ้านใหม่กำลังจะก่อร่างสร้างตัวก็ไถเขา ประเทศนี้มันเป็นอย่างไร พอประชาชนจะลืมตาอ้าปากนี้ต้องไถให้ได้
สุดท้าย ผมฝากเป็นของแถมให้ท่านประธานครับ ทำไมตำรวจถึงชอบตั้งด่าน ในเขตเทศบาลรู้ไหมครับท่านประธาน เพราะว่าถ้าเกิดตั้งด่านนอกเขตเทศบาลเงินค่าปรับ ทั้งหมดเข้าท้องถิ่น แต่ถ้าเกิดตั้งด่านในเขตเทศบาล ๕๐ เปอร์เซ็นต์เข้าเทศบาลครับ อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์เอามาแบ่งจัดสรรอย่างนี้ครับ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ของ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณสัก ๑๐๐ บาท ๔๗.๕๐ บาท เป็นเงินรางวัลนำจับครับ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ของ ๕ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ หรือประมาณสัก ๑๐๐ บาท ๒.๔๘ บาท เข้ากองทุน เพื่อการสืบสวนและ ๑ เปอร์เซ็นต์ ของ ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือสัก ๒ สตางค์ ค่าปรับ ๑๐๐ บาท นี่นะครับ ๒ สตางค์เป็นรายได้เข้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นท่านประธานไม่ต้องตกใจครับ ทำไมเวลานอกเขตเทศบาลไม่เจอด่าน ทำไมเข้าไปในเขตเทศบาลถึงเจอด่านกันยุบยับ อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม คุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ แล้วก็เปิดพื้นที่ให้กับทาง สส. ที่มีความสนใจนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรคก้าวไกล และภาคประชาชน แล้วหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ข้อสรุป ในคณะอนุกรรมาธิการที่เป็นประโยชน์ แล้วก็ผลักดันการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นเครื่องมือ ในการรีดไถขูดรีดประชาชนร่วมกันครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ