นิตยา มีศรี เสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทบทวนและแก้ไขกฎหมายการขนส่งทางบกที่ล้าสมัย โดยเน้นปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ใต้โต๊ะในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สติ๊กเกอร์ผิดกฎหมาย ค่าธรรมเนียมเทียม และการจัดฉากทำสำนวนเพื่อปกปิดการบรรทุกเกิน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจเกี่ยวข้อง รวมถึงการผูกขาดบริการรถยก จึงเรียกร้องให้รัฐเร่งปรับปรุงกฎหมายและดำเนินการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังเพื่อความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการและประชาชน
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นิตยา มีศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๕ พรรคก้าวไกล ดิฉันและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ขอนำเสนอญัตติให้ที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาหาแนวทางแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางบก เพื่อให้มีความเป็นธรรม แก่ผู้ประกอบการและประชาชน และป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์
เนื่องด้วยปัจจุบันการขนส่งทางบกมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อระบบ เศรษฐกิจในประเทศ ยานพาหนะที่ใช้ในระบบขนส่งทางบกก็จะมีทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ และมีจำนวนมาก ทำให้ปัจจุบันระบบขนส่งทางบกมีช่องว่างมากมายที่ทำให้เกิดการเรียกรับ ผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนั้น ทำให้ระบบการขนส่งทางบกสร้างความเดือดร้อนทั้งทางตรง ทางอ้อมเป็นวงกว้างต่อ ประชาชน ทั้งปัญหาการจราจร การใช้ถนนสัญจรร่วมกัน อีกทั้งการเรียกรับผลประโยชน์ ของเจ้าหน้าที่ยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเองอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ รายเล็กหรือรายใหญ่ที่ต้องมาแบกรับภาระในการถูกเรียกรับผลประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านั้น ย่อมทำให้เห็นได้ว่าการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาเป็นวงกว้าง ซึ่งการปราบปรามการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่อย่างเดียว ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้ จึงสมควรให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษารวบรวมกฎหมายที่คลุมเครือ ไม่ทันสมัย ไม่สอดคล้องกับความเป็นปัจจุบัน และรวมถึงกฎหมายที่ไม่สามารถใช้แก้ปัญหาได้จริง เพื่อจะได้เสนอแนวทางแก้ไขกฎหมาย ต่อรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ ด้านเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นดิฉันจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาหาแนวทางแก้ปัญหากฎหมายเกี่ยวข้องกับการขนส่งทางบก เพื่อให้มีความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการและประชาชน และป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์
เรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ผ่านมาทุกท่าน คงทราบกันมาบ้างแล้วถึงการเรียกรับผลประโยชน์จากรถบรรทุก รถสิบล้อ รถเทรลเลอร์ หรือรถอื่น ๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจจนเป็นที่กล่าวขานกันในช่วงของเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา จนทำให้นายตำรวจทางหลวงนับสิบนายถูกสั่งย้ายหรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องหลาย ๆ หน่วยงานก็โดนเช่นกัน แม้ในช่วงเวลาดังกล่าวก็มีการปราบปรามไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้กระบวนการนี้หายไป ในวันนี้ดิฉันขอนำเอาวิธีการเรียกรับส่วยต่าง ๆ หรือเรียกรับผลประโยชน์ต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่ที่เกิดขึ้นมาเล่าให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ได้เห็นภาพ และตระหนักถึงความมีอิทธิพล ถึงความเอารัดเอาเปรียบของเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อผู้ประกอบการและประชาชน
อย่างแรก คือส่วย Sticker ส่วย Sticker ก็จะมีผู้ประกอบการบางรายเอง ที่ตั้งตัวรับเรื่อง รับเคลียร์ หรือจะมีผู้มีอิทธิพล หรือเจ้าหน้าที่รัฐเองที่ทำ Sticker ทำพวงกุญแจ ทำบัตรหรือ LINE กลุ่ม เป็นต้น ขายให้กับผู้ประกอบการ เงินที่ขายได้ ก็จะจ่ายให้กับตำรวจทางหลวง ตำรวจภูธร เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก ในส่วนของ การควบคุมน้ำหนัก หรือแม้แต่องค์กรท้องถิ่นบางท้องที่ก็ได้ส่วยนี้เช่นกัน แต่ถ้าถามว่า มีไหมผู้ประกอบการที่ไม่ยอมจ่ายส่วย ไม่ซื้อ Sticker มีค่ะ แต่สุดท้ายเขาเหล่านั้นก็ต้องถูก หาเรื่องจับกุม ถูกก่อกวนจนต้องเข้าระบบการจ่ายส่วย การเรียกรับผลประโยชน์ของ เจ้าหน้าที่ หรือจะเป็นรูปแบบส่วยในเรื่องของการค้าสำนวน โดยปกติแล้วน้ำหนักของรถพ่วง ที่ถูกจำกัดไว้ก็คือห้ามเกิน ๕๐.๕ ตันต่อคัน ก็จะมีรถพ่วงอย่างนี้ ๒ ประเภทที่มีทั้งเจตนา และไม่เจตนา กรณีที่ไม่มีเจตนานะคะ รถพวกนี้จะแบกน้ำหนักเกินแต่ไม่ได้เกินมาก อย่างตาชั่งต้นทางจะมีน้ำหนักอยู่ประมาณ ๕๐ ตัน แต่เข้าด่านชั่งหรือระหว่างทางเข้า ด่านชั่งก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะเกินมาสัก ๕๐-๕๐๐ กิโลกรัมด้วยเหตุสุดวิสัยต่าง ๆ อย่างเช่น น้ำฝนที่ค้างบนผ้าใบ หรือแรงงานที่เขาขนมาเพื่อที่จะขนสินค้าลงปลายทาง แต่รถประเภทนี้จะไม่มีการดัดแปลงใด ๆ จะเป็นการใช้แบบเดิม ๆ ฉะนั้นการเกินในลักษณะ แบบนี้จะเป็นการเกินที่ไม่มีเจตนา เมื่อน้ำหนักเกินมีโทษหนักถึงริบรถ ทำให้พนักงานสอบสวน บางนายใช้เป็นเครื่องมือรีดไถกับผู้ประกอบการหรือเจ้าของรถ คือถ้าเจ้าของรถยอมจ่ายส่วย อยู่ที่ประมาณ ๕๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ บาทต่อ Case ต่อกรณี พนักงานสอบสวนก็จะทำเป็น สัญญาเช่ารถเท็จขึ้นมา และบันทึกในสำนวนว่าผู้ขับขี่ไม่ใช่ลูกจ้างเจ้าของรถ แต่รถเช่ามาจาก เจ้าของรถอีกทีก็เพื่อที่จะไม่ต้องถูกริบรถนั่นเอง แต่ก็จะมีอีกประเภทหนึ่งที่บรรทุกเกิน โดยเจตนา โดยการแบกน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ ๗๐-๑๐๐ ตันต่อคัน สังเกตง่าย ๆ เลยคือว่า รถประเภทนี้จะมีการดัดแปลงทั้งเพลา ทั้งล้อ เพื่อที่จะให้รับน้ำหนัก ๗๐-๑๐๐ ตันได้ ซึ่งถ้าเจ้าของรถยอมจ่ายส่วยก็จะมีการเปลี่ยนน้ำหนักให้เกินเพียงเล็กน้อย และทำสัญญา เช่ารถเท็จขึ้นมาเช่นกัน เพื่อเปลี่ยนจากโทษหนักให้กลายเป็นโทษเบา และที่สำคัญไม่ถูกริบรถ อันนี้เป็นส่วยเรื่องของการค้าสำนวน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็จะมีหลายหน่วยงาน อย่างเช่น ตำรวจ เจ้าหน้าที่ด่านชั่ง หรือแม้กระทั่งอัยการเองก็อยู่ในกระบวนการนี้ด้วย หรืออีกส่วยหนึ่ง ที่น่าตกใจก็คือส่วยรถยก รถลาก ในกรณีที่รถบรรทุกหรือรถต่าง ๆ เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน จำเป็นต้องเร่งคืนพื้นที่เกิดเหตุ และบางเหตุการณ์ต้องใช้รถยก รถลากเพื่อเก็บกู้ หรือขนส่ง เข้าอู่ซ่อม หรือกลับภูมิลำเนา หากรถยก รถลากเหล่านั้นยอมจ่ายส่วย รถยก รถลากเหล่านี้ ก็จะเข้าทำงานในพื้นที่ได้ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นเจ้าประจำของพื้นที่ เจ้าของรถยก รถลากเหล่านี้ ก็ไปเรียกเก็บค่าบริการที่แพงขึ้นกับผู้ประสบอุบัติเหตุ บางครั้งจาก ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท อาจจะ โดนเรียกเก็บไปถึง ๒๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาทเลยค่ะ แต่หากผู้ประสบอุบัติเหตุ จะหารถพื้นที่อื่นมาใช้บริการก็ถูกกีดกันการเข้าพื้นที่จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจะกันพื้นที่ไว้ เฉพาะรถที่จ่ายส่วยเท่านั้น นอกจากด้านผู้ประกอบการเจ้าของรถพ่วงหรือรถบรรทุกแล้ว ในด้านของประชาชนเองก็ได้รับความเดือดร้อนไม่แพ้กัน ด้วยเหตุที่การเรียกรับผลประโยชน์ ของเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ หลายครั้งความเดือดร้อนตกหนักมาที่พี่น้องประชาชน อย่างเช่น การจ่ายส่วยเพื่อวิ่งรถนอกเวลา รถบรรทุกน้ำหนักเกินทำให้ถนนหนทางเสียหาย หรือแม้กระทั่ง การจอดติดเวลาข้างถนนจนเกิดอุบัติเหตุหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งพี่น้องประชาชนก็ต้องเสียชีวิต กับสิ่งพวกนี้หลายต่อหลายครั้งมาแล้วเช่นกัน ท่านประธานคะ ปี ๆ หนึ่งลองคิดดูนะคะ มีจำนวนรถบรรทุกมากกว่า ๑ ล้านคัน ถ้า ๕๐๐,๐๐๐ คันติด Sticker หรือยอมจ่ายส่วย อย่างน้อย ๆ มีเดือนละ ๑,๕๐๐ ล้านบาทเลยค่ะ ๑ ปีก็เกือบ ๆ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เพราะผลประโยชน์นี้ทำให้เกิดผู้มีอิทธิพลมากมาย ทำให้เจ้าหน้าที่หลาย ๆ ท่านถูกแจ้งความ หรือแม้กระทั่งทำให้นายตำรวจยศสูง ๆ เสียชีวิตมาแล้ว ดังนั้นดิฉันหวังว่าญัตตินี้จะได้รับ ความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาล ถูกผลักดันให้มีการพิจารณาศึกษาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับกรมทางหลวง กรมการขนส่งทางบกทั้งหมด ไม่ใช่แค่ส่วยรถบรรทุกที่ดิฉันกล่าวมาเท่านั้น แต่ก็ยังมีลักษณะส่วยอื่น ๆ อีกมากมายที่จะมีเพื่อนสมาชิกขึ้นมาอภิปราย ดิฉันขอว่าเราต้อง มาร่วมกันปราบปรามส่วยเหล่านี้ให้หมดไปด้วยกัน เพื่อที่จะสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้อง ประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ ขอบคุณค่ะ