พนิดา ชี้ปัญหาปากท้องรุนแรง หนุนตั้งกรรมาธิการสันติภาพชายแดนใต้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๖

พนิดา มงคลสวัสดิ์ หารือประเด็นความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ โดยเน้นว่าปัญหาความยากจน การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ และการละเลยด้านปากท้อง สะท้อนถึงความล้มเหลวของยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่ใช้งบประมาณมากแต่ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ จึงเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อผลักดันสันติภาพบนพื้นฐานของความเป็นธรรม เศรษฐกิจ โอกาส และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่

นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สมุทรปราการ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉันขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา ติดตาม และส่งเสริมการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดน ภาคใต้/ปาตานี หากเราจะพูดถึงสันติภาพชายแดนใต้ ส่วนใหญ่เรามักจะพูดถึงมิติของ ความมั่นคงแห่งรัฐเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วยังมีอีกหลายปัญหาที่พี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้กำลังเผชิญหน้าอย่างยากลำบาก และเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถ มองข้ามได้นั่นก็คือปัญหาปากท้อง การขาดความมั่นคงทางรายได้ ความเหลื่อมล้ำที่กำลัง เกิดขึ้นอย่างรุนแรงไม่แพ้ด้านอื่น ๆ เลย จากข้อมูลของสภาพัฒน์ทำให้เห็นความรุนแรง ในระดับที่ว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้ติด ๑๐ อันดับจังหวัดแรกที่มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุด หรือมีความยากจนหนาแน่นสูงที่สุดในประเทศ โดยเฉพาะปัตตานีที่มีคนจนมากที่สุด ในประเทศถึง ๓ ปีซ้อน มีสัดส่วนสูงถึง ๔๓.๙๖ เปอร์เซ็นต์ เกือบครึ่งของประชากร ทั้งจังหวัดเป็นผู้ยากจน ทั้ง ๆ ที่ตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับ ๓ ปีก่อนที่จะเกิดความไม่สงบในพื้นที่นี้ในปี ๒๕๔๗ ไม่ได้อยู่ใน บัญชียากจนอันดับต้น ๆ เช่นนี้แต่อย่างใด สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจปากท้องในพื้นที่ เป็นปัญหาระดับโครงสร้างที่รัฐต้องเร่งให้ความสำคัญ การขาดตลาดแรงงานที่ใหญ่พอจะ รองรับกับคนรุ่นใหม่รวมถึงประชากรในวัยทำงานกว่า ๑ ล้านคน เด็กเรียนจบแล้วไม่มีงานทำ เกิดภาวะสมองไหลออกจากพื้นที่หมด ภาคเกษตรกรรมก็ไม่สามารถทำรายได้ให้พี่น้อง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่หลุดพ้นกับเส้นความยากจนได้ อีกทั้งปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน การไม่มีเอกสารสิทธิ มิหนำซ้ำในบางพื้นที่ก็กำลังจะถูกประกาศเป็นพื้นที่อุทยานอีก แน่นอนในกรณีเช่นนี้หากพี่น้องประชาชนจะตั้งคำถามต่อรัฐหรือรวมตัวกันเรียกร้อง เพื่อความเป็นธรรมในสิทธิที่ดินทำกินนั้นก็ทำได้ยากกว่าพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศนี้อย่างมาก เพราะถูกฝ่ายความมั่นคงกำกับด้วยกฎหมายพิเศษที่กระทบกับสิทธิในการรวมกลุ่ม และเสรีภาพในการแสดงออก เมื่อเรามามองดูการบริหารสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนใต้ ที่ทุกโครงการจะมีนามสกุลต่อท้ายว่าเพื่อความมั่นคง จะพบว่าตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมาเราใช้ งบประมาณไปกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีกฎหมายพิเศษถึง ๓ ฉบับ ทั้ง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กฎอัยการศึก พ.ร.บ. ความมั่นคง สูญเสียไปกว่า ๔,๐๐๐ ชีวิต บาดเจ็บไปกว่า ๑๐,๐๐๐ คน ทั้งหมดนี้เป็นต้นทุนที่เราต้องจ่ายแบบไม่สามารถประเมินได้อย่างเป็นรูปธรรม กระบวนการ การสร้างสันติภาพที่เดินหน้ามากว่า ๒๐ ปีนี้มีความคืบหน้าไปมากแค่ไหนแล้ว คุ้มค่าหรือไม่ ที่เราจะดำเนินยุทธศาสตร์เดิมต่อไป สิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉันต้องลุกขึ้นมาตั้งคำถามคือตัวเลข งบประมาณกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ดิฉันเพิ่งกล่าวถึงไปเมื่อสักครู่ ก่อให้เกิดตัวเลข ความยากจนสูงที่สุดในประเทศนี้ได้อย่างไร งบประมาณนี้ถูกใช้ไปยึดโยงกับความต้องการ ของพี่น้องประชาชนหรือไม่ ในเมื่อข้อมูลสำคัญที่ดิฉันค้นพบชี้ว่าภายหลังรัฐประหารของ คณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ คสช. ในปี ๒๕๕๗ งบประมาณชายแดนใต้มุ่งเน้นการให้ ความสำคัญกับงานด้านความมั่นคงและโครงการก่อสร้าง หากแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ การศึกษา สวัสดิการ การพัฒนาอาชีพ และรายได้เลย เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คุณรอมฎอน ปันจอร์ ผู้เสนอญัตตินี้เคยให้ความเห็นที่น่าสนใจว่าชายแดนใต้คือสะพาน ไม่ใช่กำแพง เรามองเห็นโอกาสที่ชายแดนใต้จะเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากกว่านี้ เรามี ศักยภาพที่จะเชื่อมต่อข้ามภาษา ข้ามวัฒนธรรม หากไม่อยู่ภายใต้การกำกับทิศทางของ ฝ่ายความมั่นคง สิ่งนี้กระตุ้นเตือนให้เราเห็นถึงโอกาสมากกว่าข้อจำกัดที่เราเห็นมาตลอด เพราะเรามีทั้งความร่ำรวยทางวัฒนธรรม ภาษา ความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่พร้อมจะเปิดพื้นที่และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ที่จะสามารถเพิ่มรายได้ต่อหัวประชากร หยุดการส่งต่อความจนรุ่นสู่รุ่นทำให้ชีวิตพี่น้อง ประชาชนดีกว่านี้ สิ่งนี้เน้นย้ำคำนี้ชัดเจนมาก ๆ ว่าปากท้องทุกคนจะอิ่มได้มากกว่านี้หากเรา มีสันติภาพ สุดท้ายนี้ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐสภาแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ในการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้ในมิติใหม่ ๆ ที่มุ่งเน้นเอาผลประโยชน์สูงสุดของ พี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง ยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องชายแดนใต้ในทุก ๆ ด้าน คำนึงถึง ปากท้องก่อน ลดอำนาจทางการทหารลง ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ เปิดพื้นที่ทางการเมือง ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และดิฉันจึงขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาและติดตามการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม ในการกำหนดอนาคตของตัวเองในทุกมิติผ่านการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อแสวงหา ทางออกร่วมกันด้วยฉันทามติของทุกฝ่าย ในฐานะที่พวกเราทุกคนเป็นผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนของทุกกลุ่มความคิด ความเชื่อ ที่จะมองเห็นทุกโอกาสและความเป็นไปได้ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการสร้างสันติภาพชายแดนใต้อย่างแท้จริง ขอบคุณค่ะ