สุธรรม แสงประทุม กล่าวถึงปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่สะสมมายาวนาน อ้างอิงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และความขัดแย้งทางอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมเรียกร้องความเข้าใจและความเป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และเน้นบทบาทของรัฐในการเยียวยาและส่งเสริมโอกาสอย่างเท่าเทียม โดยยกตัวอย่างการทำงานร่วมกับสถานศึกษาปอเนาะในอดีตที่ช่วยสร้างความปรองดองและพัฒนาชุมชนได้จริง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุธรรม แสงประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ขอให้สันติสุข และสันติภาพจงเกิดขึ้นแก่พี่น้องประชาชนไทยโดยส่วนรวม วันนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้มีโอกาสมาปรึกษาพูดคุยถึงปัญหาของประเทศไทยที่สั่งสมหมักหมมมานาน โดยเฉพาะ ปัญหาของพี่น้องคนไทย ผมใช้คำว่า คนไทย ซึ่งอาศัยอยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ เขาเป็นคนไทยมานาน แต่เป็นคนไทยที่อยู่โดยสายตาของคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจเขา ความไม่เข้าใจตรงนี้ได้นำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ อย่างมากมาย จริง ๆ ปัญหาไม่ได้เกิด เมื่อ ๑๙ ปีที่แล้ว ปัญหาเกิดขึ้นสั่งสมมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ผมเลยว่างงานไปนาน ถูกกั้นไม่ให้เข้าสภามา ๑๗ ปี ผมก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ของผมไปอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ อ่านบันทึกของบาทหลวงต่าง ๆ ที่เข้ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ก็รู้ว่าปัตตานี ๓ จังหวัด ชายแดนใต้ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยมายาวนานแล้ว บางครั้งก็ได้รับอิสระตามความแข็งแกร่ง หรืออ่อนแอของรัฐส่วนกลาง บางครั้งในสมัยพระนารายณ์ก็ยังมีกบฏมักกะสันเกิดขึ้น ก็มีปัญหาดีบ้าง ขัดแย้งกันบ้าง บานปลายบ้างเกิดขึ้นมาตลอดเวลา จนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มีมาต่อเนื่อง ผมเองก็ได้มีโอกาสไปรับรู้ปัญหาใหญ่ในปี ๒๕๑๘ ตอนนั้นผมเป็นนิสิต นักศึกษา ได้เกิดการสังหารหมู่ขึ้นมาที่สะพานกอตอ ปัตตานี ปี ๒๕๑๘ เขต ๓ จังหวัด ชายแดนใต้ส่วนใหญ่จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก มีการเข้มงวดกวดขันการเดินทางไปมา ถ้าคนเหล่านี้ถูกกล่าวหาขึ้นโรงขึ้นศาลก็ต้องขึ้นศาลทหาร ซึ่งมีการจำกัดจำเขี่ยสิทธิเสรีภาพ มากมาย ในปี ๒๕๑๘ มีทหารนาวิกโยธินตั้งด่านตรวจ พี่น้องประชาชนเดินทางผ่านด่าน เจรจากันด้วยภาษาที่ไม่เข้าใจ ด้วยวัฒนธรรมที่ไม่เข้าใจ ก็มีการสังหาร ๕-๖ คน แล้วก็ ใช้ดาบปลายปืนแทงเสียชีวิตแล้วโยนลงแม่น้ำ ๑ ใน ๖ คนนั้นเกิดไม่ตาย ชื่อ ซือแม บราเซะ อายุ ๑๑ ปี ได้คลานขึ้นฝั่งแล้วเอาความจริงไปบอกต่อพี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ จึงมีการลุกฮือขึ้นมาต่อสู้ ปรากฏว่ามีคนโดนระเบิดระหว่างชุมนุมล้มตายร่วม ๑๐ กว่าคน ผมเป็นนิสิตปีที่ ๒ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปร่วมชุมนุมกับพี่น้อง ประชาชนที่มัสยิดกลางปัตตานี เพราะตอนนั้นมีกลุ่มนักศึกษาธรรมศาสตร์ชื่อว่ากลุ่มสลาตัน ซึ่งเป็นนักกิจกรรม มีท่านอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ท่านมุข สุไลมาน ซึ่งตอนหลังก็มาเป็น นักการเมืองที่ยังมาทำเรื่องนี้ต่อ ผมชุมนุมอยู่กับพี่น้องที่ปัตตานีร่วมเกือบ ๖๐ วัน ข้ามปี คือตั้งแต่ธันวาคมปี ๒๕๑๗ จนมกราคมปี ๒๕๑๘ และหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ประกาศยุบสภาระหว่างชุมนุนอยู่นั้น แต่อย่างไรก็ตามด้วยการชุมนุมก็ได้นำมาสู่ การจับกุมบุคคลที่สังหารพี่น้องประชาชน เป็นทหารนาวิกโยธิน แล้วก็นำมาขึ้นศาล เหตุการณ์ก็ละลายหายไปพร้อมกับเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่มีการสังหารหมู่ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อนผมที่ร่วมชุมนุมได้ถูกอุ้มหาย ฆ่าตายไปหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ไม่ว่าเป็นปูยุด ดิงเยอรมัน ซึ่งพี่น้องทุกคนก็รู้จักดี มีการอุ้มหาย มีการฆ่า ต่อเนื่องไปอีกจำนวนมาก ผมเป็นคนใต้ก็จริงแต่เป็นคนพุทธ เป็นคนภาคใต้ตอนบน และตอนกลาง การไปชุมนุมร่วมกันกับพี่น้องประชาชนถึงไปรับรู้ปัญหา รับรู้ทุกข์สุขว่า เหตุการณ์ใน ๓ จังหวัดนั้นมีการถูกกดทับ ย่ำยีความรู้สึก ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ว่ากรณี หะยีสุหลง ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนา เป็นตัวแทนของพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ มีการเรียกร้องความเป็นธรรม เพื่อจะรักษาอัตลักษณ์ของเขา รักษาความเชื่อของเขา รักษา วิถีชีวิตที่ดีงามของเขา แต่หะยีสุหลง ก็ถูกอุ้มหายไปหลังจาก จอมพล ผิณ ชุณหะวัณ ซึ่งเป็น คุณทวดของท่านที่อภิปรายจบไปไม่กี่นาทีนี้ ตอนหลังอาจารย์ไกรศักดิ์จึงทำพิธีขอขมา ในการเยียวยาทางจิตใจต่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นครั้งนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คนพุทธอย่างผมถึงไปเข้าใจความเป็นจริง ว่าใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ต้นทุนชีวิตของพี่น้องประชาชนราคาต่ำมาก รัฐเองได้กดทับ สร้างความสับสนให้กับพี่น้องประชาชนส่วนอื่น ไม่เข้าใจเขา ที่จริงเขาเป็นคนไทยส่วนหนึ่ง ที่มีคุณค่า มีเอกลักษณ์ที่ดีงาม หลังจากนั้นผมกลับมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็เกิดความรุนแรงเดือนมกราคม ปี ๒๕๔๗ ผมและท่านจาตุรนต์ ฉายแสง เราเป็นรัฐบาล เวลานั้นผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ไปช่วยดูแลสถานศึกษาปอเนาะซึ่งเป็นที่อบรมบ่มเพาะจริยธรรม คุณธรรมให้กับลูกหลานพี่น้องมุสลิม เราได้ไปช่วยให้สถานศึกษาเหล่านี้เป็นที่รองรับ ภาระของบ้านเมืองในวิชาอื่น ทางอื่นด้วย ปรากฏว่าสามารถช่วยเหลือไปได้ ๒๐๐ กว่าแห่ง ผมได้คุยกับท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ซึ่งวันนั้นท่านเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. และวันนี้ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านบอกว่าที่ไปทำไว้ช่วงนั้นมีประโยชน์มาก ทำให้ สถานศึกษาปอเนาะเป็นที่รองรับภาระของบ้านเมืองและแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้เยอะ ตอนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมได้ไปช่วยสถานศึกษาตาดีกา ซึ่งเป็นสถานศึกษาทางศาสนาเบื้องต้นที่ผูกพันกับมัสยิด เพื่อให้คนเหล่านั้นรู้สึกเป็นคนไทย เหมือนเรา เราเคารพในเอกลักษณ์ เคารพในคุณค่าของเขา และเขาจะเป็นต้นทุนที่ดีงาม ให้กับบ้านเมืองถ้าได้รับเกียรติได้ศักดิ์ศรี วันนี้ปัญหาของ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ก็คลี่คลายบ้าง ประทุบ้าง ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เพราะเป็นการให้ยาที่ไม่ถูกวิธี เป็นการให้วิธีการแก้ปัญหา ที่เพิ่มต้นทุนให้กับคนเหล่านั้น ในเวลาเดียวกันเราสูญสิ้นชีวิตของประชาชนไปร่วม ๑๐,๐๐๐ คน งบประมาณเกือบล้านล้านบาท สิ่งเหล่านี้เป็นภาระของบ้านเมือง เป็นภาระของพวกเราทุกคน เพราะฉะนั้นการที่เพื่อนจากพรรคการเมืองทั้งหลายได้เสนอญัตติเพื่อให้ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญไปศึกษาหาข้อเท็จจริง หาทางออก หาทางให้สันติภาพเกิดขึ้น ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง และเชื่อว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายฝ่าย และพรรคของผม ก็จะส่งท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ซึ่งเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีไปรับรู้ ตั้งกรรมการอิสระขึ้นมา เพื่อจะหาทางออกแก้ไข จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำของขวัญที่เรียกว่าทางออกหรือสันติภาพ มาสู่สภาแห่งนี้และมาสู่ประชาชนไทยโดยส่วนรวม ฉะนั้นผมหวังอย่างยิ่งว่าคณะกรรมาธิการ ชุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการไปหาทางออก ค้นคว้าหาข้อเท็จจริงเพื่อจะหาทางเยียวยาแก้ไข หาทางออกที่ถาวรให้เกิดขึ้นกับบ้านเมืองเรา ขอสันติสุขจงมีแก่ทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณครับ