ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ตั้งข้อสังเกตถึงการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการประชุมของสำนักงานศาลยุติธรรม โดยเฉพาะเบี้ยประชุมที่สูงถึงกว่า 300 ล้านบาทในปี 2565 พร้อมตั้งคำถามถึงความจำเป็น ความโปร่งใส และภาพลักษณ์ของความยุติธรรมที่อาจดูแพงเกินไป รวมถึงตั้งข้อกังวลต่อความเหลื่อมล้ำในการสอบคัดเลือกผู้ช่วยผู้พิพากษาผ่านสามสนามสอบ ซึ่งสนามจิ๋วที่เปิดโอกาสให้ผู้มีทุนทรัพย์ไปศึกษาต่างประเทศมีอัตราสอบผ่านสูงกว่า จึงต้องตั้งคำถามต่อความเป็นธรรมในกระบวนการตัดสินคดีและสวัสดิการต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม
ท่านประธานค่ะ ดิฉันทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ พรรคก้าวไกล เรื่องที่จะมาอภิปรายวันนี้เป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับงบการเงินของสำนักงาน ศาลยุติธรรม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะว่าเมื่อปี ๒๕๖๑ อาจารย์ปิยบุตรก็เคยอภิปราย ไปแล้วก่อนจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง ดิฉันคิดว่าทุกคนในสภาแห่งนี้ได้อ่านรายงาน งบการเงินของสำนักงานศาลยุติธรรมแล้วจะมีคำหนึ่งที่เขียนว่าค่าใช้จ่ายในการประชุม ในรายงานเล่มนี้มีระบุเอาไว้ในหมวดค่าใช้สอยว่ามีงบการใช้จ่ายในการประชุมเพิ่มขึ้น ในปี ๒๕๖๔ ๑๑๙ ล้านกว่าบาท ในปี ๒๕๖๕ ค่าในการประชุมในเพิ่มขึ้นเป็น ๓๑๙ ล้านกว่าบาท ตัวเลขส่วนต่างจำนวนนี้เห็นแล้วก็ตกใจ แล้วก็ไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ก็ได้ทราบว่าค่าใช้จ่ายในการจ่ายเบี้ยประชุมของศาลต่อปี มีคนคำนวณไว้ว่าจะตกอยู่ที่ ประมาณปีละ ๒๐๗,๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาท คาดว่าใน ๕ ปีแรกจะแตะ ๑,๑๐๐ ล้านบาท ตัวเลขนี้ก็ถือว่าเยอะมาก ๆ เลย ดิฉันทราบดีว่า พ.ร.บ. การจ่ายเบี้ยประชุมมีผ่านไปแล้ว โดยให้เหตุผลในการอนุมัติเบิกจ่ายว่าเพื่อให้การประชุมนั้นมีความเที่ยงธรรม เป็นประโยชน์ ในการพิจารณาพิพากษาให้รอบคอบยิ่งขึ้น เป็นหลักประกันแก่ประชาชนว่าข้าราชการศาล จะอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน สำหรับงบประมาณในการจ่ายเบี้ยจาก พ.ร.บ. ดังกล่าว ดู Slide ถัดไป เบี้ยประชุมรายครั้งของประธานอยู่ที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อครั้ง เพื่อความยุติธรรม องค์ประชุมคนละ ๘,๐๐๐ บาท ผู้เข้าร่วมประชุม ๘,๐๐๐ บาท แล้วก็ผู้เข้าร่วมประชุมและเลขานุการก็ประมาณ ๖,๐๐๐ บาท แม้จะมีการกำหนดกรอบ เบี้ยประชุมเอาไว้แล้ว แต่ดิฉันอยากจะบอกว่าตัวเลข ๓๑๙ ล้านกว่าบาทนี้ประชาชน หลายคนก็ยังไม่ทราบว่าเป็นการจ่ายเพื่อให้ศาลมีความเที่ยงธรรม ยุติธรรม แล้วก็ผดุง ความยุติธรรมวันนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ทบทวนว่าปี ๒๕๖๕ นี้ค่าใช้จ่ายในการประชุม จะแตะอยู่ที่เท่าไร ดิฉันขอแสดงความเป็นห่วงเล็กน้อยแล้วกันถึงตัวเลขนี้ อาจจะแบบว่า จะพอหรือเปล่าสำหรับความยุติธรรมหรือว่าในฐานะที่เราใช้อำนาจนิติบัญญัติเหมือนกัน ดิฉันเองก็ไม่อยากได้ยินคำครหาว่าประเทศนี้ ความยุติธรรมนั้นช่างราคาแพงเหลือเกิน เงินเดือนดี มีเบี้ยประชุม สวัสดิการก็ดี การแข่งขันก็ย่อมต้องสูงเป็นธรรมดาเลย ขอเข้าในประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นที่อยากจะพูดถึงการคัดสรร กระบวนการจัดสรร เป็นความเหลื่อมล้ำของการสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา หลาย ๆ คนทราบกันดีเด็กนิติศาสตร์ ทุกคนจะทราบกันดีว่าการจะเป็นผู้พิพากษาจะมีสนามการแข่งขันอยู่ประมาณ ๓ สนาม ด้วยกัน สนามแรกเรียกว่าสนามใหญ่ สนามใหญ่นี้ก็จะมีวุฒิการศึกษาต้องสอบผ่าน เนติบัณฑิต จบปริญญาตรีด้านกฎหมายประกอบอาชีพด้านกฎหมาย ๒ ปี แต่ถ้าสนามเล็ก ก็สอบผ่านเนติบัณฑิต หรือว่าจบปริญญาโทกฎหมายเราจะเรียกว่า ถ้าอยากจะสอบ สนามเล็กไปเรียนปริญญาโทมาถูกไหมคะ จะได้จบสอบสนามเล็กได้นะคะ อีกสนามหนึ่ง ที่หลาย ๆ คนอาจจะไม่ค่อยรู้ถ้าคนที่อยู่นอกวงการก็อาจจะไม่ทราบ คือมีคำว่าสนามจิ๋วด้วย สนามจิ๋วจะต้องสอบผ่านเนติบัณฑิต แล้วก็จบปริญญาตรีกฎหมายจากต่างประเทศ หลักสูตร ไม่น้อยกว่า ๒ ปี หรือว่าจบปริญญาโท ด้านกฎหมายต่างประเทศ หลักสูตรไม่น้อยกว่า ๓ ปี หรือจบปริญญาเอกมหาวิทยาลัยในไทย ถ้าสนามใหญ่และสนามจิ๋วเปิดสอบ คนละรอบสามารถใช้วุฒิปริญญาตรีไปสอบสนามใหญ่ได้อีก หมายความว่าถ้าเราจบ เนติบัณฑิต จบปริญญาโทกฎหมายต่างประเทศตามเงื่อนไขนี้นะคะ เราจะมีสิทธิสอบได้ ๓ สนามเลย แต่ถ้าใครที่จบ ป. โท ประเทศไทยก็จะสอบได้ ๒ สนาม สำหรับคนเบี้ยน้อย หอยน้อยเรียนได้แค่ประเทศไทยก็อาจจะสอบได้แค่สนามใหญ่ สนามเดียวเท่านั้น ยิ่งไม่นานมานี้มีการแชร์ผ่านโลก Social ว่าผู้ที่สอบผ่านข้อเขียนสนามจิ๋วแต่ละตำแหน่ง ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาในปี ๒๕๕๑ มีจำนวน ๒๑ คนที่ไม่ได้ประกอบอาชีพ เมื่อไม่นานมานี้มีการใช้แชร์โลก Social ตามภาพนี้เลยว่าในสนามจิ๋ว ปี ๒๕๖๑ มีจำนวน ๒๑ คนที่สอบสนามจิ๋วแล้วก็ไม่ได้ประกอบอาชีพ อาจจะตีความได้ว่าพอเรียนจบปุ๊บ ก็อาจจะเรียนจบเข้าสู่สนามสอบทันที หลาย ๆ คนก็รู้กันว่าเอ๊ะถ้าเราเรียนจบปุ๊บเราจะใช้ ช่องทางเข้า เขาเรียกช่องทางแบบ Fast Track ในการที่จะไปเรียนต่างประเทศเพื่อจะ กลับมาแล้วก็มาอ่านหนังสือสอบเพื่อสอบผู้พิพากษาสนามจิ๋วได้เลย เมื่อพิจารณาถึง คะแนนสอบแต่ละสนามจะเห็นว่าคะแนนสอบก็จะค่อนข้างต่างกัน สนามจิ๋วจะให้น้ำหนัก กับการสอบภาษามากกว่าการสอบประเภทอื่น ๆ แต่ถ้าสัดส่วนคะแนนวิชากฎหมาย จะน้อยกว่า แต่ถ้าสนามใหญ่เราจะเน้นที่กฎหมายมากที่สุด ในปี ๒๕๖๐ การสอบสนามใหญ่ มีผู้ผ่านการคัดเลือก ๓๓ คน จาก ๗,๐๐๐ กว่าคน ถือเป็น ๐.๔๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ของผู้สมัครทั้งหมด ในขณะที่สนามจิ๋วในปีเดียวกันมีผู้ผ่านการคัดเลือก ๑๑๖ คน จากผู้สมัคร ๓๔๘ คน ถือเป็น ๓๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์ของผู้สมัครทั้งหมดในการเป็นผู้พิพากษา หรือแม้กระทั่ง ในปี ๒๕๖๑ อัตราการสอบผ่านสนามใหญ่อยู่ที่ ๑.๗๖ เปอร์เซ็นต์ สนามเล็ก ๑.๔๐ สนามจิ๋ว ก็ผ่านประมาณ ๒๒.๑๘ เปอร์เซ็นต์ จากสถิติก็จะเห็นได้ว่าความเหลื่อมล้ำในการสอบ คัดเลือกผู้ช่วยผู้พิพากษาในสนามจิ๋วมีโอกาสมากกว่า ๑๐ เท่าเป็นอย่างน้อย เมื่อคิดเป็น อัตราผู้สอบผ่านทั้งหมดก็ประมาณ ๑ ต่อ ๖ สนามใหญ่ ๑ ต่อ ๓๗ คน เราก็จะเห็นว่า มีความเหลื่อมล้ำในสนามสอบทั้ง ๓ สนาม อยากจะฝากท่านผู้ชี้แจงด้วยว่าถ้ามีการพิจารณา ในเรื่องนี้จะมีการพิจารณาอย่างไร หรือแม้กระทั่งการเก็บคดี อีกอันหนึ่งที่สำคัญ การเก็บคดี ก็มีการไปขอเก็บคดีเหมือนกัน แจมคิดว่าในวงการนักศึกษากฎหมายเรารู้สิ่งนี้เป็นอย่างดี แต่ประชาชนหลาย ๆ คนไม่ทราบเรื่องนี้ว่าพอจบมาปุ๊บไม่ได้ว่าความจริงก็มี มาขอเก็บคดี ตามศาลเพื่อให้ได้คดีตามจำนวนที่จะสอบผู้พิพากษาได้ แล้วก็เอาเวลาไปอ่านหนังสือสอบ แล้วก็ไปเป็นผู้พิพากษาที่มานั่งตัดสินชะตาชีวิตพวกเราอยู่ทุกวันนี้ค่ะ ด้วยความเหลื่อมล้ำ ของกระบวนการสอบผู้พิพากษา การเก็บคดี หรือว่าเบี้ยประชุม หรือแม้กระทั่งสวัสดิการ ที่มีท่านสมาชิกพูดไปแล้ว เราก็จะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเวลามีการตัดสินต่าง ๆ ด้วยความเหลื่อมล้ำในการคัดเลือกผู้พิพากษา ด้วยสวัสดิการต่าง ๆ นานา สิ่งที่เราได้คืออะไร สิ่งที่เราได้ก็คือความเหลื่อมล้ำในการตัดสิน ในการให้ดุลยพินิจ ในการประกันตัวในแต่ละคดี ทนายอานนท์ นำภา มาตรา ๑๑๒ จำคุก ๔ ปี ไม่รอลงอาญา ไม่ให้ประกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคย หลบหนีไปไหน เลี้ยงลูกอยู่บ้าน คุณวารุณี จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ไม่ให้ประกัน บอกว่าเชื่อว่า จะหลบหนีทั้ง ๆ ที่ไม่เคยหลบหนี ในขณะเดียวกันคุณอิทธิพล คุณปลื้ม กลับให้ประกัน ทั้ง ๆ ที่มีประวัติหลบหนี หรือแม้กระทั่งคดีของคุณชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ยกฟ้องคดี ฆาตกรรม ชี้หลักฐานไม่เพียงพอ อยากจะให้เห็นว่าด้วยกระบวนการคัดเลือกผู้พิพากษา ด้วยการใช้งบประมาณต่าง ๆ สิ่งที่ประชาชนได้มันคุ้มค่ากับสิ่งที่ประชาชนเสียหรือไม่ อยากฝากไว้เท่านี้ค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ