สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๖

ปิยชาติ รุจิพรวศิน พูดเรื่องการบันทึกวิดีโอการสืบพยานในศาล และเรียกร้องให้สำนักงานศาลยุติธรรมดำเนินการตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา

นายปิยชาติ รุจิพรวศิน นครราชสีมา

ท่านประธานที่เคารพ ผม ปิยชาติ รุจิพรวศิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขต ๒ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมในฐานะที่เป็น สส. ตัวแทนของประชาชน วันนี้ผมได้นำข้อซักถาม ข้อสงสัยจากประชาชน รวมถึงเพื่อนทนายความหลายท่านที่ฝากมาหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงาน สำนักงานศาลยุติธรรม ท่านประธานครับ ในการพิจารณาคดีอาญามีหลักกฎหมายสากล ที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่งคือหลัก Presumption of Innocent หรือหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า บริสุทธิ์ นั่นคือการที่ใครคนใดคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิด ซึ่งมีโทษในทางอาญา จะต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าคนคนนั้นบริสุทธิ์ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ความว่า คนคนนั้นเป็นผู้กระทำความผิดจริงถึงจะลงโทษได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าเราควรให้ความสำคัญ ต่อการพิจารณาความคดีอาญาของศาลแค่ไหน ซึ่งการที่จะพิจารณาว่าผู้ต้องหาหรือจำเลย เป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้บริสุทธิ์นั้น ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่คู่ความ แต่ละฝ่ายนำมาสืบในคดี ซึ่งพยานหลักฐานที่สำคัญที่สุดในการนำมาพิจารณาคดีอาญา คือพยานบุคคล โดยเฉพาะพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเอง หรือที่เราเรียกกันว่า ประจักษ์พยาน ปัจจุบันศาลยุติธรรมใช้วิธีการบันทึกคำเบิกความของพยานบุคคล จากปากของผู้พิพากษา ผมขออธิบายให้เห็นภาพว่าในการสืบพยานบุคคล อัยการ หรือทนายความจะเป็นผู้ถามพยาน เมื่อพยานมีการเบิกความใด ๆ ผู้พิพากษาจะบันทึกคำเบิกความของพยาน ใส่เครื่องบันทึกเสียง และปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ผู้พิพากษาบางท่าน ขอย้ำว่าบางท่าน อาจบันทึกคำเบิกความโดยละเอียดทุกคำพูด แต่ผู้พิพากษาบางท่านอาจบันทึกคำเบิกความ โดยสรุปตามความเข้าใจของตัวเองหรือไม่ ซึ่งอันที่จริงผู้พิพากษาควรจะบันทึกเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในขณะที่พยานเบิกความโดยละเอียด ไม่ว่าพยานจะเบิกความโดยการร้องไห้ พยานเบิกความโดยการตอบไม่ตรงคำถาม โดยทั่วไปแล้วปัญหาในการสังเกตพฤติกรรม ต่าง ๆ ของพยานในระหว่างเบิกความของศาลชั้นต้นอาจไม่เกิดขึ้นมากนัก เพราะผู้พิพากษา ศาลชั้นต้นได้นั่งพิจารณาคดีด้วยตัวเอง และได้เห็นการสืบพยานทุกขั้นตอน เห็นกิริยาท่าทาง หรือข้อพิรุธต่าง ๆ ของพยาน แต่ในการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา จะพิจารณาคดีจากเพียงเอกสารในสำนวน และคำเบิกความที่ถูกบันทึกเป็นข้อความเท่านั้น อีกทั้งไม่มีโอกาสได้เห็นกิริยาท่าทาง หรือข้อพิรุธต่าง ๆ ในระหว่างการสืบพยาน ของศาลชั้นต้นเลย เราจะเห็นได้ว่าหลาย ๆ ประเทศมีการบันทึก Video การพิจารณาคดีไว้ แม้กระทั่งคดีอื่นนอกจากในคดีอาญาด้วยซ้ำครับ เพราะหลักสำคัญในการพิจารณาคดี ของศาลควรจะเป็นไปอย่างเปิดเผย เพื่อแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีเป็นไปด้วย ความถูกต้องและเป็นธรรมต่อคู่ความทุกฝ่าย จริง ๆ แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา คดีอาญามาตรา ๑๗๒ วรรคสี่ และ วรรคห้า ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ให้มี การบันทึก Video คำเบิกความของพยานบุคคลในการสืบพยานคดีอาญาแล้ว และประธาน ศาลฎีกาก็ได้มีการออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบันทึก Video คำเบิกความของพยานบุคคล ในการสืบพยานคดีอาญาดังกล่าวเมื่อปี ๒๕๖๔ ให้สำนักงานศาลยุติธรรมเร่งจัดสรร งบประมาณ และอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอต่อการดำเนินการดังกล่าว ผมจึงขอถาม ผ่านท่านประธานไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมว่าปัจจุบันท่านได้ดำเนินการตามข้อบังคับ ดังกล่าวไปถึงไหนแล้ว ปัจจุบันมีศาลที่มีความพร้อมต่อการบันทึก Video ในขณะที่มี การเบิกความของพยานบุคคลในคดีอาญาแล้วบ้างหรือไม่ นี่ก็เป็นระยะเวลากว่า ๑๕ ปีแล้ว นับแต่มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้มีการบันทึก Video การสืบพยานในคดีอาญา ผมจึงอยากเรียนถามท่านว่าเราจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน กว่าที่ศาลยุติธรรมทั้งประเทศจะพร้อมบันทึก Video ในการพิจารณาคดีอาญาได้ทุกศาล และจากที่ผมตรวจสอบดูงบประมาณของสำนักงานศาลยุติธรรมพบว่างบประมาณ น่าจะเพียงพอต่อการจัดหาอุปกรณ์ในการบันทึก Video การพิจารณาคดีอาญาตามกฎหมาย ผมอยากฝากผ่านท่านประธาน ขอให้สำนักงานศาลยุติธรรมดำเนินการตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและข้อบังคับของประธานศาลฎีกาด้วยครับ เพราะไม่เพียง แค่ผู้เสียหายเท่านั้นที่ต้องการได้รับความยุติธรรม แต่ผู้ต้องหาและจำเลยซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา ก็ต้องการได้รับความยุติธรรมด้วยเช่นกัน อย่าให้ประชาชนในประเทศนี้จะต้องกังวล ว่าวันหนึ่งจะต้องตกเป็นแพะ และต้องเข้าคุกเข้าตะรางจากความไม่พร้อมของกระบวนการ ยุติธรรมเลยนะครับ ขอบคุณครับ