กฤษฐ์หิรัญ สนับสนุนตั้งกรรมาธิการแก้กฎหมายที่ดิน-เร่งพิสูจน์สิทธิ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๕ ตุลาคม ๒๕๖๖

กฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี หารือปัญหาที่ดินในจังหวัดนครสวรรค์ที่ได้รับผลกระทบจากพระราชกฤษฎีกาปี 2479 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนสูญเสียที่ดินทำกิน และเกิดข้อพิพาทเรื้อรังมายาวนาน รวมถึงกรณีพื้นที่ถูกอ้างเพื่อใช้เป็นสนามซ้อมยิงปืนใหญ่ทับที่ดินชุมชน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขและคุ้มครองสิทธิชุมชน สนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการออกเอกสารสิทธิที่ดินในพื้นที่สูงและเกาะ เสนอให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาปี 2479 เพื่อเร่งการพิสูจน์สิทธิ พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ ทั้งการเพิ่มงบประมาณและบุคลากรด้านการสำรวจ การเร่งประชุมคณะอนุกรรมการพิสูจน์สิทธิ การปรับระบบภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า และการให้ส่วนลดภาษีสำหรับพื้นที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนไร้ที่ดินได้รับสิทธิอย่างเป็นธรรม

นายกฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี นครสวรรค์

เรียนท่านประธาน กระผม กฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ เขตเลือกตั้งที่ ๑ คนปากน้ำโพ พรรคก้าวไกล ผมขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอภิปรายเพื่อสนับสนุนให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาแนวทางการปรับปรุงแก้ไข กฎหมายและนโยบายที่ห้ามหรือเป็นอุปสรรคต่อการออกเอกสารสิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย บนพื้นที่สูงและเกาะ และญัตติที่ดินของเพื่อนสมาชิกได้นำเสนอนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำ การครอบครองที่ดิน โดย ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของที่ดินทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ที่คนรวยที่สุด ๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ปัญหา การออกกรรมสิทธิ์ที่ดินในปัจจุบัน จากเอกสารประกอบการพิจารณานี้ในปี ๒๕๖๔ ประเทศไทยมีพื้นที่ถือครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ๑๔๙ ล้านไร่ ประชาชนที่มีที่ดิน เป็นของตัวเองประมาณ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๗๒ ล้านไร่ และกว่า ๗๗ ล้านไร่เป็นที่ดิน ที่ต้องเช่าผู้อื่น ในส่วนปัญหาการไร้ที่ดินทำกิน มีผู้ไร้ที่ดินทำกินขึ้นทะเบียน ส.ป.ก. กว่า ๘๒๓,๐๐๐ ราย

ผมขอสื่อสารปัญหานี้โดยยกตัวอย่างปัญหาในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ เป็นปัญหาเรื่องแรก เป็นกรณีพิพาท เป็นที่ดินจากพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง อำเภอพยุหะคีรี อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ กว่า ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๗๙ นั่นคือเป็นกฎหมายที่ประกาศยึดที่ดิน ของประชาชนก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ อีก กว่า ๘๗ ปีล่วงมาแล้ว และจากข้อมูล พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ก็มีอยู่ในหลายพื้นที่ที่มีการใช้ที่ดินโดยกองทัพ ยกตัวอย่าง อันนี้เป็น ประกาศพระราชกฤษฎีกา อันนี้เป็นแผนที่ที่พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ผมได้ซ้อนทับกับแผนที่ ของกรมที่ดินในปัจจุบัน สังเกตเส้นสีแดงเล็ก ๆ เป็นการออกเอกสารสิทธิได้ พื้นที่ตอนบนสุด ก็คือตั้งแต่สะพานเดชาติวงศ์ลงมาจนถึงด้านล่างสุด บริเวณอำเภอพยุหะคีรี อันนี้เป็น Timeline ของปัญหาที่เกิดขึ้นจากพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ยกตัวอย่าง ใน ๑๐ ปีมานี้มีกรณี ที่ทหารมีการซ้อมยิงปืนใหญ่ และกระสุนตกไปทับรถของประชาชนเสียหายในปี ๒๕๕๖ แต่เคราะห์ดีไม่มีใครได้รับอันตราย และอีกกรณีหนึ่งในปี ๒๕๖๔ มีการชุมนุมประท้วง ของประชาชนตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ที่ทหารเตรียมออกหนังสือ น.ส.ล. หรือหนังสือสำคัญที่หลวงกว่า ๓,๐๐๐ ไร่ นำไปใช้ เพื่อเป็นสนามซ้อมยิงปืนใหญ่ ซึ่งทับที่ดินทำกินของประชาชนจนต้องร้องเรียนไปเกือบ ทุกหน่วยงาน แล้วก็มาร้องเรียนกับคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ในสมัยประชุมที่ผ่านมาของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ปัจจุบันโครงการ ดังกล่าวเหมือนจะถูกชะลอไป แต่ประชาชนในพื้นที่ก็ยังไม่ไว้วางใจ อันนี้เป็นภาพกรณี เหตุการณ์ในปี ๒๕๕๖ ที่กระสุนตกบนรถของประชาชน กรณีถัดไป อันนี้เป็นภาพของแผนที่ หลังมหาวิทยาลัยมหิดลที่จะออกหนังสือเอกสารสิทธินี้

ข้อ ๒ เป็นกรณีที่ดินเรือนจำกลางของจังหวัดนครสวรรค์กับประชาชนกลุ่ม นายแสวง แอบเพชร มีข้อพิพาทกว่า ๓๐ ปี แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะขาดการมีส่วนร่วมของ ประชาชนและความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา ทั้ง ๒ กรณีนี้ผมจึงขอเสนอแนวทางแก้ไข ปัญหา ขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณายกเลิกพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ปี ๒๔๗๙ ที่ครองพื้นที่ กว่า ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ ในจังหวัดนครสวรรค์ แม้ปัจจุบันการถือครองโดยกรมธนารักษ์ แต่กองทัพก็ยังอ้างสิทธิครอบครองที่ดินจากพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้อยู่ ซึ่งทำให้การพิสูจน์สิทธิ เป็นไปด้วยความล่าช้าและยากลำบาก และหากมีการพิสูจน์สิทธิแล้ว พื้นที่ของประชาชน อาจจะไม่มีหลักฐานเพียงพอในการออกเอกสารสิทธิ รัฐโดยกรมธนารักษ์ควรให้ผู้ที่มี ข้อพิพาทหรือพิสูจน์สิทธิที่ดินอยู่เดิมได้สิทธิในการเช่า ใช้พื้นที่ในราคาที่เป็นธรรม จะทำให้ ประชาชนมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง และมีการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ และการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญคือให้รัฐเพิ่มงบประมาณบุคลากร โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ สำรวจ ผมไปคุยกับกรมธนารักษ์ที่จังหวัดนครสวรรค์มา มีการฝากเรื่องนี้มา เพราะว่าคนที่ ทำหน้าที่ในการสำรวจออกเอกสารสิทธิมีน้อยเหลือเกิน เพื่อทำให้มีการพิสูจน์สิทธิที่ดิน ทำกินที่ค้างอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก

ข้อ ๓ ก็คือให้มีการเพิ่มการประชุมหน่วยงานอย่าง คพร. คพร. คือ คณะอนุกรรมการพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐของจังหวัดนครสวรรค์ นั่งโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ของทุกจังหวัด ให้ถี่ขึ้นและมากขึ้นกว่าเดือนละครั้งอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งจะทำให้คิวในการออก เอกสารสิทธิที่ดินทำกินของประชาชนเพิ่มขึ้น

ข้อเสนอสุดท้าย เป็นข้อเสนอที่จะแก้ปัญหาที่ดินทั้งระบบ ทั้ง ๓ ข้อ ๑. คือพัฒนาระบบภาษีที่ดินรวมแปลง คือรวมมูลค่าที่ดินทั้งหมดแต่ละบุคคล และนิติบุคคล ที่ถืออยู่แล้วจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ๒. คือปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดเก็บ ภาษีที่ดินรายแปลงแบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยง ๓. คือลดหย่อน หรือส่วนลดภาษีที่ดิน หรือ Negative Land Tax สำหรับพื้นที่ที่ถูกใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น พื้นที่สีเขียว พื้นที่อนุรักษ์ระบบนิเวศ ตามระยะเวลาที่ตกลงกัน อาจจะ ๓-๑๐ ปี

ท้ายนี้ผมขอสนับสนุนให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและนโยบายที่ห้าม หรือเป็นอุปสรรค ต่อการออกเอกสารสิทธิในที่ดินที่อยู่อาศัยบนพื้นที่สูงและเกาะ และญัตติของเพื่อนสมาชิก ขอบพระคุณครับ