ศรีโสภา โกฏคำลือ อภิปรายกรณีทุจริตของบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนไทยอย่างรุนแรง เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางป้องกันการทุจริตซ้ำ พร้อมเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงโทษผู้กระทำผิดในคดีหลักทรัพย์และบัญชีเท็จ และนำเสนอแนวทางพัฒนาตลาดทุนให้ทันสมัยเทียบเท่าประเทศพัฒนา เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติและสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เขต ๑๐ อำเภอฮอด อำเภออมก๋อย อำเภอดอยเต่า และอำเภอแม่แจ่ม วันนี้ดิฉันจะมา อภิปรายหัวข้อเกี่ยวเนื่องกับญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมการวิสามัญ ศึกษาแนวทางการแก้ไขป้องกันปัญหาการทุจริตฉ้อโกงกรณี บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ท่านประธานคะ การทุจริตที่เกิดขึ้นกับบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นั้นเป็นเรื่องอื้อฉาวที่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุนไทยอย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยเคยมีมา และผู้เสียหาย จำนวนมากทั้งผู้ถือหุ้นสามัญ ผู้ถือหุ้นกู้ ผู้ถือหุ้นหน่วยลงทุน แม้แต่กองทุนขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงยังตกเป็นผู้เสียหายในกรณีนี้ ท่านประธานคะ การกระทำความผิดในคดี บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกอบไปด้วยการตกแต่งบัญชีการสร้างข้อมูลเท็จการสร้างยอดขายปลอม ทั้งหมดนี้เป็น การกระทำแบบแนบเนียนถึงขั้นที่บริษัทยอมจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มจากยอดที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพื่อไม่ให้ถูกตรวจสอบได้ โดยตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเราประมาณสูงถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อย รวมถึงนักลงทุนสถาบันตกเป็นเหยื่อในการฉ้อโกงในครั้งนี้ก็เพราะว่างบการเงิน ของบริษัทถูกเซ็นรับรองโดยบริษัทตรวจสอบบัญชีที่มีชื่อเสียง ๑ ใน ๔ ของโลก หรือเรียกว่า บริษัท Big four จนมีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลายคนก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ในแวดวงธุรกิจ ผู้ลงทุนที่ตกเป็นเหยื่อจึงไม่เคยเกิดความระแวงหรือสงสัยใด ๆ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการหลอกกันตั้งแต่ต้นจนจบ และที่เลวร้ายที่สุดหลังจากที่เรื่องใกล้ จะแดงแล้วผู้บริหารคนสำคัญที่เป็นคนก่อเหตุก็ได้หลบหนีออกนอกประเทศไทย โดยโอนเงิน เข้าบัญชีส่วนตัวไปล่วงหน้าก่อนแล้ว ๑,๔๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคะ ทั้งหมดนี้ที่ดิฉัน กล่าวมาเป็นข้อมูลสาธารณะทั่วไปที่ทุกคนเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่สังคม วงกว้างยังไม่อาจทราบได้คือความคืบหน้าของการฟ้องร้องดำเนินคดีโดยเป็นกลุ่มผู้เสียหาย โดยล่าสุดผู้ถือหุ้นกลุ่ม บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รวมตัวกันฟ้อง ในคดีลักษณะ Class Action Law suit หรือเป็นการฟ้องร้องแบบกลุ่ม เพื่อเอาผิดบุคคลที่มี ส่วนเกี่ยวข้อง และมีการพิจารณาคดีครั้งแรกที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ท่านประธานคะ การฟ้องร้องคดีกลุ่มลักษณะนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย เพราะแต่เดิมเองเราไม่มีกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้เสียหายไม่กี่คนเป็นตัวแทนในการยื่นฟ้อง และเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายรายอื่น ๆ มารวมตัวกันทีหลัง โดยไม่จำเป็นแยกฟ้องกันเอง นี่ถือว่าเป็นเรื่องดีแม้ว่ามันจะไม่ชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วจะร้องเรียนเอาทรัพย์สินคืนมาได้ มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากตัวการสำคัญเขาขนเงินหนีไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตามดิฉันคิดว่าถึง เวลาแล้วที่เราในฐานะผู้แทนราษฎรต้องออกมาร่วมหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำ ผิดเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก ท่านประธานคะ อันที่จริงแล้วกรณี บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่คดีทุจริตคดีแรกที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตรงกัน ข้ามเลยที่ผ่านมามีการกระทำความผิดหลายรูปแบบ โดยบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตตกแต่งบัญชี การสร้างข่าวปลอม การให้ข้อมูลเท็จ หรือการ Syphon เงินที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้อภิปรายไป และยังมีอื่น ๆ อีกมากมาย และสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย ที่สุดก็คือ การกระทำความผิดที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการจงใจปั่นหุ้น สร้างราคาหุ้น หรือที่เรียกว่าการปั่นหุ้น รวมทั้งการใช้ข้อมูลภายใน หรือที่เรียกว่า การใช้ Inside ในการซื้อหุ้น หลายกรณีหน่วยงานกำกับดูแลกลับไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำ ความผิดได้ หรือไม่ก็ดำเนินความดีล่าช้าจนผู้กระทำความผิดได้ถ่ายเททรัพย์สินหรือ หนีออกนอกประเทศไปแล้ว ท่านประธานคะ ดิฉันอยากให้ประชาชนทั่วไปที่ฟังดิฉันอยู่ ในขณะนี้ โดยเฉพาะคนที่ลงทุนในหุ้นไทยลองนึกดูสิคะว่าจะมีสักกี่คนในประเทศไทย ที่ปั่นหุ้น ใช้ข้อมูล Inside แล้วต้องเข้าคุก ดิฉันรับประกันได้เลยว่านึกอย่างไรทุกคนก็คง นึกไม่ออก เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นเลย ต่างจากตลาดหุ้นประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีผู้กระทำ ความผิดเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์หรือลักทรัพย์เดินเข้าเรือนจำให้เห็นแล้วมากมาย การป้องกันและการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องพิจารณากันอย่างถ้วนถี่และรอบคอบ สำหรับตัวดิฉันเองแล้วดิฉันได้ปรึกษานักลงทุนที่มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้หลายท่านหนึ่งในนั้น ก็คือคุณชัชวนันท์ สันธิเดช เป็นผู้ก่อตั้งคลับ VI จนได้ข้อสรุปว่า สิ่งหนึ่งที่ควรกระทำ เป็นอย่างยิ่งคือการแก้ไขกฎหมายบางมาตรา เพื่อให้ผู้ที่คิดที่จะทำความผิดเกิดความเกรงกลัว ตัวอย่างของกฎหมายที่ควรได้รับการแก้ไข อย่างเช่น มาตรา ๓๑๗/๗ ของพระราชบัญญัติ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ฉบับที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งกำหนดช่องให้ผู้กระทำผิด สามารถยอมรับมาตราการลงโทษทางแพ่งโดยไม่ต้องดำเนินคดีอาญา หรือพูดง่าย ๆ คนที่กระทำความผิดเกี่ยวกับหุ้น เช่น เป็นผู้บริหารแต่มีเจตนาปั่นหุ้นตัวเอง หรือใช้ข้อมูลที่รู้ ไม่กี่คนรู้ว่าบริษัทตัวเองกำลังจะเข้าซื้อธุรกิจใหม่จึงไปซื้อหุ้นของบริษัทตัวเองไว้ล่วงหน้ารอ จนกว่าข้อมูลถูกเปิดเผยต่อหน้าประชาชนทั่วไป และราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นถึงค่อยขายทิ้ง เพื่อเอากำไร แต่สุดท้ายก็ถูก ก.ล.ต. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ชี้มูลความผิด เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้บริหารคนนั้นก็สามารถจะชดเชยค่าเสียหาย พร้อมจ่ายค่าปรับอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งเป็นจำนวน ๓ เท่าของประโยชน์ที่ได้รับ และไม่จำเป็นต้องติดคุกและไม่มีคดีติดตัว การที่มีกฎหมายในลักษณะ เจอ จ่าย จบ เช่นนี้ ทำให้ผู้กระทำความผิดกล้าเสี่ยง กล้าทำอะไรซ้ำ ๆ อยู่เสมอ ถึงถูกจับไปก็แค่จ่ายเงินคืน บวกกับค่าปรับอีกเล็กน้อย ถ้าจับไม่ได้ก็สบาย นี่จึงเป็นตัวอย่างกฎหมายที่ควรได้รับ การแก้ไขอย่างเร่งด่วนค่ะท่านประธาน อย่างไรก็ตามดิฉันเห็นว่าคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่โดยตรงอยู่แล้วในการ ดำเนินการรับเรื่องร้องเรียน ศึกษา และหาแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จึงไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพิ่มเติมขึ้นมาอีก โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สามารถเชิญหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตลอดจนถึงผู้ที่มีความรู้ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ก็ตาม เข้ามาให้ข้อมูลเพื่อผลักดันให้เกิดตลาดทุนเท่าเทียม สร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรม ให้เกิดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งเสริมเงินทุนจากในไทยให้น่าดึงดูดมากขึ้น เพื่อให้คนต่างประเทศได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
สุดท้ายจะทำให้ตลาดของเราทันเท่าเทียมกับตลาดหลักทรัพย์กับประเทศ ที่พัฒนาแล้ว หากทำเช่นนี้ได้จะเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการดึงดูดเงิน ต่างชาติเพื่อเข้ามาลงทุนในประเทศ เสริมสร้างความเติบโตในเศรษฐกิจของประเทศเรา ในท้ายที่สุด ขอบคุณค่ะ