ภัณฑิล เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาแก้กฎหมายตลาดทุน หลังกรณีสตาร์ค

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๘ กันยายน ๒๕๖๖

ภัณฑิล น่วมเจิม หารือกรณีความผิดปกติของบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ก่อความเสียหายอย่างรุนแรงต่อนักลงทุนรายย่อย พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาปรับปรุงกฎหมายกำกับดูแลตลาดทุน และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันการปั่นหุ้นและการยักยอกทรัพย์สินในอนาคต โดยขออนุญาตใช้สไลด์ประกอบการอภิปรายเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กทม. เขตวัฒนา เขตคลองเตย ขออภิปราย ประกอบญัตติเรื่องการขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลตลาดทุนของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง อันสืบเนื่องมาจากกรณี บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แต่ตอนนี้ก็น่าจะเป็น เข้าคณะกรรมาธิการสามัญการเงิน การคลัง ก็อาจจะได้นอกเหนือจากที่จะส่งไปทาง ครม. ขอ Slide ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ปัจจุบันมูลค่าความเสียหาย เพื่อนสมาชิกก็อภิปรายไปหลายท่านคาดว่าเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ มีความเสียหายเบื้องต้นก็คือผู้ถือหุ้น ๑,๐๐๐ กว่าราย ผู้ถือหุ้นกู้ ๔,๐๐๐ กว่าราย ทั้งหมด ๖,๐๐๐ กว่าราย ความเสียหายเฉพาะตรง ๆ เลย ความเสียหายเฉพาะในส่วนของหุ้น ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หุ้นสามัญ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท หุ้นกู้เกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อหลายเดือนที่แล้วก็มีประชาชน นักลงทุนรายย่อยมายื่นหนังสือร้องเรียนนะครับ ก็เป็นเงินที่เขาเก็บมาทั้งชีวิต แล้วอยู่ดี ๆ ก็หายไปโดยที่ไม่มีการชดใช้ จุดเริ่มต้น คงไม่เสียเวลามาก เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วนะครับ คือใช้คำว่า Backdoor มันก็ดู แปลก ๆ แล้วนะครับ ความจริงประตูหน้าก็มีให้เข้าแต่ทำไมไปเข้าประตูหลังก็แปลกดีเหมือนกัน แล้วก็เป็นบริษัท ทำหนังสือการ์ตูน แล้วก็ไปซื้อบริษัทที่ทำสายไฟ แล้วก็มาแปลงสภาพกลายเป็นบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แล้วก็ทำอะไรแปลก ๆ ความจริงมันควรจะต้องรู้ ตั้งแต่ต้นแล้วบอกเพิ่มทุนไปจะไปซื้อบริษัท LEONI Kabel GmbH บริษัทสายไฟของสัญชาติ เยอรมนีก็ไม่ได้ซื้อยกเลิก Deal คณะกรรมการลาออก ขาดส่งงบ คือมันต้องมีกระบวนการ ในการที่จะระงับให้ได้ทันท่วงที นี่ผ่านมากี่เดือนแล้วเรายื่นญัตตินี้ไปตั้งแต่เปิดสภาครั้งแรก ผมจำได้ผมทำ Slide นี้ตั้งแต่ ๓ เดือนอันนี้ปล่อยมาเกือบปีแล้วยังไม่ทำอะไรเลย คนผิด ก็ลอยนวลไปต่างประเทศแล้ว มันมีเงื่อนงำตั้งแต่แรกแล้วครับว่าความผิดปกติมันเกิดขึ้น ยอดขายผิดปกติ ๒๐๙ กว่าธุรกรรม ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ยอดขายสินค้าคงเหลือก็ผิดปกติ คือมันเป็นยอดขายปลอมไม่ได้มีการซื้อขายกันจริงเวียนไปเวียนมา กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา แล้วก็ยอมไปเสียภาษี อายุลูกหนี้ก็ไม่สอดคล้องบางทีมันก็วิเคราะห์ได้ถ้าเผื่อว่ามีการทำ Inner Control ให้ดี ตรวจสอบตั้งแต่ต้น มีการจ่ายเงินค่าสินค้าล่วงหน้าผิดปกติ ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็คือ Siphon เงินออกไปตามที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป มันมี Indicator ตัวชี้วัดที่บอกว่ามันผิดปกติตั้งแต่แรก ก่อน Special Audit ก็สร้างยอดขายปลอม ขึ้นมา ทำยอดขึ้นมา ก็คือปั่นหุ้นขึ้นมาทำให้ตัวเองดูมีกำไร ดูมีรายได้หลายพันล้าน แล้วก็ ระดมทุนเพิ่ม ขายหุ้นกู้ไปกู้แบงก์ แล้วพอ Special Audit ปี ๒๕๖๔ ติดลบ ๒๕๖๕ ยิ่งติดลบหนักขึ้นกว่าเดิม ต้องรู้ล่วงหน้านี่ ๒ ปีนะครับไม่ใช่เรื่องมันเพิ่งเกิด มีการตระเตรียม กันมาอย่างเป็นขบวนการ จริง ๆ เกณฑ์ในการจะเพิกถอนออกตลาดหลักทรัพย์ผมว่า มันอ่อนไป ปัจจุบันเขาพูดว่าบริษัทต้องหยุดประกอบกิจการทั้งหมด คือไม่แสดงความเห็น ต่อการงบการเงินต่อเนื่องเป็นเวลา ๓ ปี แล้วก็คือติดลบงบการเงิน มีส่วนของผู้ถือหุ้น น้อยกว่า ๐ นี่ต้องรอให้มันเละขนาดนี้หรือครับถึงจะเพิกถอนออกจากตลาด คือมันก็ช้าไป แล้วครับบริษัทก็เหลือแต่ซาก นักลงทุนก็ไม่เหลืออะไรนะครับ แล้วก็อ้างว่าการลงทุน มีความเสี่ยง คือตลาดหลักทรัพย์ต้องรับผิดชอบมากกว่านี้ ต้องแก้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทำให้รัดกุมกว่านี้ไม่ใช่ปล่อยให้มันล่วงเลยมาขนาดนี้ ด่วนมากนะความจริง ก็คือข้อสรุป สั้น ๆ ข้อเสนอแนวทางในการแก้ไข คือต้องเพิ่มคุณสมบัติกรรมการตรวจสอบ ที่บอกเป็น กรรมการอิสระส่วนใหญ่ก็คือเป็นการตอบแทนบุญคุณกัน ไปเอาผู้พิพากษา ไปเอา ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มา แล้วก็มาตั้งเป็นคนของตัวเอง ไม่ได้รู้เรื่องในเกณฑ์วิชาชีพอะไรเลย ประสบการณ์ทำงานการเงินโดยตรงก็ไม่มี ไปดูได้รายชื่อที่รีบลาออกกันไปในวันสุดท้าย เป็นใครกันบ้างผมคงไม่ต้องไปพาดพิง ความเป็นอิสระจากผู้ถือหุ้นและผู้บริหาร กรรมการอิสระเอาไว้ตรวจสอบ ไม่ใช่เพื่อนของผู้บริหาร หรือเพื่อนผู้ถือหุ้นนะครับ อันนี้ มันต้องเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงให้ได้คดีอาญานะครับ อันนี้คือการ Inside Trading คือปั่นหุ้น ยักยอกเงินของผู้ลงทุนรายย่อยแล้วก็หนีไปต่างประเทศ ต้องแก้ไขให้มีการ ทานบัญชีหรือตรวจสอบบัญชีรายไตรมาสอย่างเข้มข้นในรายการยอดมูลค่าที่สูง ต้องเปลี่ยน เรื่องกฎ ระเบียบของ ๆ ก.ล.ต. ในการกำกับดูแลบริษัทที่อยู่ในตลาดทุน ไม่อย่างนั้น นักลงทุนรายย่อยก็คงสูญเสียความเชื่อมั่น อันนี้ไม่ต้องพูดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ต่อสถาบันการเงิน ซึ่งเงียบกันหมดนะครับ ไปขายหุ้นกู้ ไปขายหุ้นให้รายย่อย แต่ตอนนี้ คือไม่ได้ดูแลอะไรเลย ก็เรียนผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ ครม. หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญในอนาคตที่จะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ ขอบคุณครับ