ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ กล่าวถึงกรณีทุจริตของบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น โดยเรียกร้องให้ ก.ล.ต. ดำเนินการอย่างเด็ดขาดและยกตัวอย่างกรณี Enron และ Arthur Andersen เพื่อชี้ให้เห็นความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ทั้งเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ระบบการเงินและคุ้มครองผลประโยชน์ของนักลงทุนอย่างแท้จริง
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอหนองเสือ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขออภิปรายญัตติ เกี่ยวกับปัญหาการทุจริตของ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อราว ๆ ๖ เดือนที่ผ่านมา ผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนเก่าก็แจ้งปัญหาเรื่องของหุ้นกู้ STARK ตั้งแต่ตอนนั้นยังไม่เป็นข่าวดัง ทางเพื่อนก็บอกว่ามันจะมีปัญหาเรื่องการไม่จ่ายเงิน ตามกำหนดของหุ้นกู้ไม่มาไถ่ถอน ผมก็ได้ศึกษา ค้นหาข้อมูล แล้วก็รับทราบหลักฐาน จากเพื่อนเก่ารายนี้ แล้วก็ทราบว่ามีปัญหาจริง ๆ หลังจากนั้นก็มีการร้องเรียนมาถึง พรรคก้าวไกล เราก็รับหนังสือเมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว มูลค่าความเสียหายแล้วก็ การหมกเม็ดบัญชี หรือว่าการทำบัญชีรายได้ รายจ่ายปลอมเพื่อนของเราก็ได้พูดกันหลายคน แล้วผมก็จะข้ามไปเพื่อความรวดเร็ว ตอนนี้ก็เกิดปัญหาขึ้นว่าเมื่อเจอปัญหานี้ ก.ล.ต. บอกว่า จะปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อยกระดับกำกับดูแลบริษัทหลักทรัพย์ให้เข้มข้นขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผมมองว่าไม่ได้แก้ปัญหาทั้งในปัจจุบันและอนาคต เหมือนการเล่นแมวจับหนู เหมือนเล่นขายของจับเท่าไรก็ไม่หมด เพราะว่าเราจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ไม่ได้ เราควรจะต้องวางหลักเกณฑ์ที่มันถูกต้องตั้งแต่แรก เพื่อจะได้จัดการให้ถูกต้อง และ ก.ล.ต. ไม่เป็นเพียงแค่เสือกระดาษต้องทำงานจริงจังและเด็ดขาด อันนี้ผมก็จะไม่พูด มากถึงเรื่องของ STARK แต่ก็จะพูดในเรื่องของ Case ตัวอย่างในต่างประเทศ เรามาดู ประเทศที่เขาเป็น World Financial คือประเทศที่มีการเงินระดับโลกกันอย่างสหรัฐอเมริกา คดีที่เคยโด่งดังมาก ๆ เลยก็คือคดีของนาง MS ผมขอใช้ตัวย่อนะครับ จริง ๆ คดีนี้ ก็พูดถึงชื่อได้ เพราะว่าเป็น Case study ในแบบเรียนทางเรื่องของธุรกิจมาจำนวนมาก แต่ผมใช้ชื่อย่อ แล้วกัน นาง MS เป็นคนดังมาก ๆ ในสหรัฐอเมริกา เรียกได้ว่ารู้จักกันทุกคน แล้วเธอเป็น เจ้าของธุรกิจ เป็นเจ้าแม่ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับการทำอาหาร ๓๐ กว่าเล่ม เธอถูกสอบสวน ในคดีของการใช้ข้อมูลภายในในการซื้อขายหุ้นที่เรียกว่า Insider Trading เหตุการณ์ก็คือว่า เธอขายหุ้นจำนวน ๔,๐๐๐ หุ้นของบริษัทยาแห่งหนึ่ง แล้ววันรุ่งขึ้นหุ้นนั้นก็ตกฮวบเลย ดิ่งฮวบ เนื่องจากว่าบริษัทยาแห่งนี้กำลังขออนุญาตยารักษาโรคมะเร็งเข้าไปกับ FDA หรือว่า องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา แต่เหมือนกับจะรู้ว่ายาตัวนี้จะไม่ผ่านการอนุมัติ เธอจึงขายหุ้นไปก่อน แล้ววันรุ่งขึ้นหุ้นก็ดิ่งเหวเลย มูลค่าที่เธอขายไปประมาณ ๒๓๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ ซึ่งก็ประมาณ ๘ ล้านบาท แต่จริง ๆ แล้วเป็นจำนวนเพียงน้อยนิดในมูลค่าหุ้น ของเธอ เธอมีเงินใน Port ของเธอจริง ๆ แล้วก็เป็นหลัก Billionaire ก็ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าเทียบเป็นเงิน เธอมีเงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มูลค่าหุ้นที่ขายไปแค่ ๘ ล้านบาท เท่านั้น แล้วระหว่างการสอบสวนเธอถูกจำคุก ติดคุกจริง ๕ เดือนไม่รอลงอาญา ยื่นอุทธรณ์ ก็ไม่ผ่าน ติดคุกจริงนะครับ ไม่ใช่ติดคุกแล้วไปนอนรอในโรงพยาบาล อันนี้ไม่ใช่ เธอติดคุก ไม่ใช่เพราะ Insider Trading ด้วย เธอติดเพราะเธอโกหกระหว่างสอบสวน โกหก ๒ วาระ ติดคุก ๕ เดือน ติดจริง เจ็บจริง ไม่มีตัวแสดงแทน อันนี้จะเห็นว่า ก.ล.ต. ของนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เอาจริง แค่โกหกก็เอาติดคุกแล้ว ไม่สนใจว่าคุณจะเป็นดารา เป็นคนดัง เป็นคนรวยระดับประเทศไม่สนใจนะครับ ยิ่งคุณดังเท่าไรยิ่งควรจะต้องติดคุกมากเท่านั้น เพื่อเป็นการส่งสัญญาณไปให้ตัวเล็กตัวน้อยรู้ว่าถ้าคุณโกงคุณไม่รอดแน่นอน
เอาอีกกรณีหนึ่งเป็นบริษัทที่ตรวจสอบบัญชี ชื่อว่า Arthur Andersen ถือว่า เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ เรียกว่า Big five ของบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลก มูลค่ารายได้ ปีหนึ่ง ๙,๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท Arthur Andersen ตรวจสอบบัญชีให้กับบริษัท Enron ท่านคงเคยได้ยินชื่อนะครับ บริษัทพลังงานรายใหญ่ ของสหรัฐอเมริกา มีรายได้ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญต่อปี หรือ ๓.๖ ล้านล้านบาท ประมาณ GDP ของประเทศไทยเลยทีเดียว ปัญหาก็คือว่าบริษัท Enron มีการทำรายรับ รายจ่าย ปลอมเหมือนกับ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นี้เลยนะครับ แล้วหลังจาก นั้นก็ถูกจับได้ว่ามีการตรวจสอบแล้วพบว่า Arthur Andersen มีส่วนรู้เห็นด้วย หลังจากนั้น บริษัทนี้ก็ถูกยกเลิกการจ้างงานจากบริษัทต่าง ๆ จนสุดท้ายบริษัทนี้ก็คือเจ๊งไปเลย ปิดตำนาน Big five ของโลกไป สิ่งเหล่านี้จะทำให้เห็นว่าบริษัทที่เป็น World Financial เขาเอาจริงเอาจังกับผู้ตรวจสอบบัญชี เอาจริงเอาจังกับคนที่ปั่นหุ้น คนที่หลอกลวงประชาชน สิ่งเหล่านี้ถ้าเกิดว่าประเทศไทยเราทำตามเราก็จะได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเป็นเสือกระดาษ เราไม่เคยจับใครติดคุกเลยเราจะไปได้แค่ไหน เราก็จะอยู่ของเราอยู่อย่างนี้ครับ นักลงทุนก็ไม่ให้ความเชื่อถือทั้งคนไทยคนต่างประเทศ ถามเพื่อนแล้วเพื่อนก็บอกว่าต่อไปนี้ก็จะไม่เล่นหุ้นแล้วเจอมา Case เดียวแทบหมดตัว เพื่อนที่โทรศัพท์มาหาผมตั้งแต่ ๖ เดือนที่แล้วเจอไป Case เดียวแทบหมดตัวบอกว่าไม่เล่น หุ้นแล้วนะครับ นี่คือปัญหาของ Finance ของเมืองไทย ระบบตลาดทุนของเรา ถ้าเรายัง ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเราไปไม่ถึงไหนแน่นอน ผมจึงอยากฝากไว้นะครับ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยถ้าคุณไม่ทำจริงจัง คุณไม่จับจริง คุณไม่ให้ติดคุกจริง ไม่มีทางช่วยเหลือ ประชาชนได้เลย แล้วไม่ได้รับความเชื่อมั่นด้วย ฝากท่านประธานไว้เพียงเท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ