ร่มธรรม เปิดปัญหาที่ดินทับซ้อน-เรียกร้องผู้ตรวจฯ รับเรื่องด่วน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๘ กันยายน ๒๕๖๖

ร่มธรรม ขำนุรักษ์ หารือปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำ การจัดการที่ไม่เป็นระบบ และการทับซ้อนของพื้นที่ป่ากับที่ดินสาธารณะ พร้อมเรียกร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งตรวจสอบและผลักดันการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้พัทลุงเป็นกรณีศึกษาในการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม รวมถึงเร่งพัฒนาระบบข้อมูลกลางและปรับปรุงแนวเขตป่าเพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผม ขออภิปรายให้ความเห็นในวาระรับทราบรายงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน ประจำปี ๒๕๖๕ ท่านประธานครับ ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหน่วยงานที่สำคัญในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการทำงานของภาครัฐ ทั้งการตรวจสอบข้อกฎหมาย การปฏิบัติงานและการใช้อำนาจหน้าที่ที่ไม่เป็นธรรม และเมื่อพบว่ามีผู้ได้รับความทุกข์ร้อน ผู้ตรวจการแผ่นดินก็มีหน้าที่ที่สำคัญเป็นผู้แสวงหาข้อเท็จจริง วินิจฉัย และหาแนวทางแก้ไข ปัญหาเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการต่อไป ที่ผ่านมาในปี ๒๕๖๕ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ดำเนินการในหลายประเด็นที่เป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน โดยหนึ่งในผลงานที่ผมขอชื่นชมก็คือการศึกษาประเด็นปัญหา ความเสื่อมโทรมของทะเลสาบสงขลาตามคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี ๒๕๖๓ คือนายนริศ ขำนุรักษ์ โดยพื้นที่ทะเลสาบพัทลุง หรือ Thai Lagoon มีอยู่หลายปัญหา ที่ต้องเร่งแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหามลพิษน้ำเสีย ปัญหาการตื้นเขิน การบุกรุกพื้นที่ และการประมงที่ผิดกฎหมาย กระผมต้องขอขอบคุณที่ท่านได้ลงไปศึกษาปัญหาอย่างจริงจัง และได้มีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานรัฐอย่างถี่ถ้วน ผมคิดว่าผลงานของท่านจะเป็นประโยชน์ และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องคนพัทลุง คนนครศรีธรรมราช และคนสงขลา ได้อย่างแน่นอนครับ ในส่วนเรื่องร้องเรียนอื่น ๆ ของพี่น้องประชาชน ผมก็ขอให้ท่าน ดำเนินการให้แล้วเสร็จหรือตามตัวชี้วัดให้ได้ เพราะความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ต้องพึ่งความหวังของผู้ตรวจการแผ่นดินครับ

ท่านประธานครับ สำหรับวันนี้ผมมีประเด็นที่ใหญ่ในระดับชาติให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน พิจารณารับเป็นคำร้อง คือปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ที่มีทั้งความขาดแคลน มีความเหลื่อมล้ำ มีปัญหาทางกฎหมาย ปัญหาทางนโยบาย และการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยประเทศไทยมีที่ดินจำนวน ๓๒๐.๗ ล้านไร่ เป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต และถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พี่น้องประชาชน ควรได้รับการครอบครองและใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม แต่ในปัจจุบัน ก็มีปัญหามากมาย เช่น ปัญหาไร้ที่ดินทำกิน ปัญหาการออกเอกสารสิทธิ ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน แนวเขตที่ดินของรัฐที่ไม่ชัดเจน ไปจนถึงปัญหาการถือครองที่กระจุกตัว ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อ ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน หากมองในภาพรวมแล้วจะเห็นว่าปัญหาที่ดินเป็นปัญหา ในการบริหารจัดการที่ขาดแนวทางที่มีประสิทธิภาพ ขาดการบริหารจัดการที่คิดแบบองค์รวม แบบบูรณาการอย่างเป็นระบบ กระผมจึงขอความกรุณาผ่านท่านประธานไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อรับคำร้องของกระผมในการศึกษาตรวจสอบ และแสวงหาข้อเท็จจริงในประเด็นดังนี้ครับ

๑. ปัญหาการประกาศเขตที่ดินโดยหน่วยงานของรัฐที่ทับซ้อนที่ดินทำกิน ของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเขตป่าสงวน เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตอุทยานแห่งชาติ ทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ และพื้นที่สาธารณประโยชน์ ไปจนถึงการบริหาร จัดการที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยผมขอเสนอให้ใช้พัทลุง เป็น Model เป็นกรณีศึกษา เพราะมีปัญหานี้ในหลากหลายแห่งครับ ยกตัวอย่างในพื้นที่ ของผมทั้งในอำเภอกงหรา อำเภอบางแก้ว อำเภอตะโหมด อำเภอป่าบอน และอำเภอ ปากพะยูน ในพื้นที่เหล่านี้พี่น้องประชาชนล้วนประสบปัญหาที่ดินทำกิน โดยนี่เป็นเพียง ตัวอย่างกว้าง ๆ หากให้ผมพูดเฉพาะจุดวันนี้ก็คงไม่จบครับ ท่านประธานครับ และเท่าที่ผมทราบ ทั่วประเทศไทยพี่น้องประชาชนก็ได้รับความเดือดร้อนที่คล้าย ๆ กัน โดยจังหวัดพัทลุง อาจเป็นกรณีศึกษา เป็นการย่อส่วนประเทศไทยในการตรวจสอบและเสนอแนะการแก้ไข ปัญหาที่ดินทำกินอย่างเป็นระบบต่อไปครับ

๒. ปัญหาที่ประชาชนได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินของรัฐไปแล้ว ทั้งในรูปแบบ สทก. ส.ป.ก. คทช. หมู่บ้านป่าไม้ หรือได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ ป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ในรูปแบบใดก็ตาม โดยที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานไหนที่จัดทำ ระบบข้อมูลกลางเพื่อรวบรวมรายชื่อกรณีดังกล่าวไว้ เพราะประชาชนบางคนได้เข้าทำกิน แล้วนำไปขายต่อ แล้วไปบุกรุกพื้นที่ใหม่ ซึ่งควรจะมีมาตรการในการจัดการที่มีประสิทธิภาพ มากกว่านี้ครับ

๓. ปัญหาประชาชนหรือเอกชนถือครองที่ดินแทนเจ้าของสิทธิตามกฎหมาย เช่นบุคคลหรือกลุ่มทุนที่ไปกว้านซื้อที่ ส.ป.ก. หรือที่ดินรัฐไว้ครอบครองและใช้ประโยชน์ ซึ่งขัดกับนโยบายรัฐบาลและกฎหมายที่มุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับสิทธิที่อยู่อาศัยและทำกิน หากปล่อยไว้เช่นนี้จำนวนที่ดินจะไม่เพียงพอ และประชาชนจะได้รับความเดือดร้อนครับ

๔. ปัญหากรณีที่ดินที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ และได้มอบให้ ส.ป.ก. ไปดำเนินการปฏิรูปเพื่อการเกษตรกรรมให้กับเกษตรกรที่ลำบาก ยากจน หากพบว่าที่ใดไม่สามารถทำการเกษตรได้ เช่น อาจจะเป็นแหล่งน้ำ ภูเขา หรือโขดหิน หรือดินทราย ก็ขอให้ส่งคืนกลับกรมป่าไม้เพราะอาจจำเป็นต้องใช้ประโยชน์ ในด้านอื่นต่อไปได้ครับ เช่น เพื่อการอุตสาหกรรม หรือเพื่อการท่องเที่ยว เป็นต้นครับ

๕. ปัญหาการจัดทำแนวเขตป่าและแผนที่ One Map ที่ไม่แล้วเสร็จ ซึ่งใช้เวลาการดำเนินการมานานมากแล้วครับ หากยังไม่แล้วเสร็จการออกเอกสารก็ล่าช้า ประชาชนก็เดือดร้อน และจะมีความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนที่ไม่สิ้นสุด

๖. ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรของกรมที่ดิน ขาดแคลนงบประมาณ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อใช้ในการสำรวจและออกเอกสารสิทธิในขณะที่มีปริมาณ งานที่มาก ทำให้เกิดความล่าช้าและประชาชนได้รับความเดือดร้อน

๗. ปัญหาการใช้ที่ดินที่ไม่คุ้มค่า เนื่องจากสถานการณ์การถือครองที่ดิน และการใช้ประโยชน์ในปัจจุบันมีการนำไปใช้ผิดประเภท ใช้ไม่เหมาะสม หรือใช้ไม่คุ้มค่า โดยพื้นที่เหล่านี้บางพื้นที่เท่ากันสามารถสร้างรายได้มากกว่าได้หลายเท่าครับ

๘. ปัญหากรณีการถือครองที่ดินที่กระจุกตัวสูง ที่ดินส่วนใหญ่ในประเทศนี้ อยู่ในการครอบครองของคนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ หรืออยู่ในการครอบครองของรัฐ ทำให้ผู้คน จำนวนมากขาดแคลนที่ดินทำกิน เกิดความเหลื่อมล้ำ บางคนมีพื้นที่เป็นหมื่นไร่ แต่อีกหลายคนไม่มีที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียวครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ หนึ่งในปัญหาที่พี่น้องประชาชนฝากให้ผมช่วย ผลักดันและแก้ไขปัญหามากที่สุดคือปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย และจากที่ผมพูดมา ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นปัญหาที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของภาครัฐ โดยตรง ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งครับว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อทุ่มเทศึกษาและแสวงหาข้อเท็จจริงในประเด็นเหล่านี้ และหาแนวทางให้หน่วยงาน ที่รับผิดชอบได้ดำเนินการต่อไป ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งครับว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะเป็น ความหวังในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของพี่น้องประชาชนบนผืนแผ่นดินนี้ได้อย่างแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ประเทศของเราจะไม่สามารถพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ หากประชาชนยังไม่มีแม้ที่อยู่อาศัย ไม่มีแม้ที่ดินและที่ทำกิน เพราะที่ดินเปรียบเสมือนหัวใจ ของคนจน เปรียบเสมือนชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะทำให้พวกเขา มีชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง ขอบคุณท่านประธานครับ