วรายุทธ เสนอปรับกฎหมายสถานบันเทิงลดดุลยพินิจเกินขอบเขต

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๗ กันยายน ๒๕๖๖

วรายุทธ ทองสุข อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทบทวนกฎหมายสถานบันเทิงที่มีมากกว่า 73 ฉบับ ซึ่งมีความซับซ้อนขัดแย้งกัน และนำไปสู่การบังคับใช้ที่ไม่เป็นธรรม เปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลยพินิจเกินขอบเขตและปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ โดยเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน คำนึงทั้งการรักษาศีลธรรมอันดีและสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ พร้อมผลักดันการกระจายอำนาจการตัดสินใจไปยังท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นและลดการควบคุมแบบรวมศูนย์ที่เกินจำเป็น

นายวรายุทธ ทองสุข จันทบุรี

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวรายุทธ ทองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดจันทบุรี พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงให้สอดคล้องกับ สภาพจริง ป้องกันปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์และคอร์รัปชัน ท่านประธานครับ เมื่อเรา พูดถึงคำว่า สถานบริการ คำนี้เปรียบเสมือนเหรียญ ๒ ด้านที่แตกต่างกันแต่ต้องอยู่ด้วยกัน ขอ Slide ที่ ๑ ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพ)

เหรียญด้านแรกคือความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน กล่าวคือถ้าเราจะแก้ไขกฎหมายก็ต้องคำนึงว่าจะต้อง ไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตอันเป็นปกติสุขของประชาชนโดยทั่วไป ต้องไม่อนุญาตให้เยาวชน เข้าไปใช้บริการ และต้องไม่เป็นแหล่งมั่วสุมเพื่อสร้างปัญหาสังคมในด้านต่าง ๆ เหรียญอีกด้านคือสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพของประชาชน เรื่องนี้ก็สำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ช่วงที่มีการระบาดของ COVID-19 ผมมีโอกาสไปรับฟัง แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับบรรดาพ่อแม่พี่น้องที่อยู่ในแวดวงธุรกิจนี้ ก็ต้องยอมรับครับว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้อง กับธุรกิจนี้เยอะมาก และผมพูดได้อย่างเต็มปากว่าคนส่วนใหญ่ในธุรกิจนี้อยากทำ ทุกอย่างให้สุจริต ขอ Slide ที่ ๒ ครับ จาก Slide จะเห็นได้ว่ากฎหมายสถานบันเทิงปัจจุบัน ให้น้ำหนักไปในเรื่องศีลธรรมอันดีมากกว่าสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐ มีดุลยพินิจมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดช่องให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ หรือเลี่ยงกฎหมาย จนนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ที่อาจย้อนกลับมากระทบกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ของประชาชนได้ ดังนั้นถ้าจะแก้กฎหมายเกี่ยวกับสถานบริการเพื่อลดปัญหาการเรียกรับ ผลประโยชน์ก็ต้องหาสมดุลระหว่างความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีกับสิทธิเสรีภาพ ในการประกอบอาชีพให้ได้ และอย่าเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ผมโชคดีไปเจอ หนังสือเล่มหนึ่ง คู่มือปฏิบัติงานกฎหมายสถานบริกา รฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๓ จัดทำโดย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย คู่มือเล่มนี้เป็นข้อมูลอ้างอิงที่ใช้ในการทำงานที่ดี และมีประโยชน์มาก พอผมดูภาพรวมของคู่มือทั้งฉบับจำนวน ๓๘๔ หน้า ต้องบอกว่ามี กฎหมายและแนวนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เยอะมาก ซึ่งผมแบ่งเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับกฎหมายออกมาให้เห็นภาพได้ทั้งหมด ๓ ส่วน

ส่วนที่ ๑ กฎหมายหลัก มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ๑๕ ฉบับ แต่กฎหมายหลัก จริง ๆ จะมี ๓ ฉบับ คือ พ.ร.บ. สถานบันเทิง พ.ศ. ๒๕๐๙ และประกาศคำสั่ง คณะรัฐประหารอีก ๒ ฉบับ ส่วนที่เหลือคือกฎหมายระดับรองลงมา ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. สถานบันเทิง ออกระเบียบและคำสั่งต่าง ๆ

ส่วนที่ ๒ แนวนโยบายที่ต่อเนื่องจากกฎหมายหลัก มีการออกหนังสือ ๔๓ ฉบับ ซึ่งเป็นแนวนโยบาย แนวปฏิบัติ ข้อสั่งการโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย หรืออธิบดี กรมการปกครอง เพื่อเป็นแนวทางให้เจ้าหน้าที่รัฐทั่วประเทศใช้ในการควบคุมสถานบันเทิง ในพื้นที่

ส่วนที่ ๓ กฎหมายเสริม มีกฎหมายและหนังสือที่เกี่ยวข้อง ๑๕ ฉบับ โดยจะแบ่งเป็น ๓ ประเด็น

ประเด็นแรก กฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันนี้อยู่ใน อำนาจนายกรัฐมนตรีโดยตรง

ประเด็นที่ ๒ กฎหมายที่เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ซึ่งจะกำหนด วิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่และการอุทธรณ์โต้แย้งของประชาชน

ประเด็นที่ ๓ กฎหมายที่เกี่ยวกับการขออนุญาตกิจการร้านวีดิทัศน์ มีการเปิด คาราโอเกะ อันนี้อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นี่คือภาพรวมทั้งหมด ของกฎหมายและเอกสารที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานบันเทิง ซึ่งมีถึง ๗๓ ฉบับ ซึ่งเยอะมากจนน่ากังวลว่าเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการจะจำได้อย่างไร ผมขอยกตัวอย่างปัญหาเรื่องการสั่งลงโทษสถานบริการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย มีกฎหมายให้ อำนาจ ๓ ฉบับ พ.ร.บ. สถานบันเทิง ประกาศคณะปฏิวัติของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ คำสั่งหัวหน้า คสช. ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งแต่ละฉบับกำหนดฐานความผิด กำหนดระยะเวลาและผลทางกฎหมายในการลงโทษแตกต่างกัน พ.ร.บ. สถานบริการ กำหนดให้แค่เพิกถอนใบอนุญาต แต่คำสั่ง พลเอก ประยุทธ์กำหนดว่านอกจากเพิกถอน ใบอนุญาตแล้วยังห้ามไม่ให้ใช้สถานที่นั้นเพื่อประกอบกิจการ ประกอบสถานบริการอีก ๕ ปี ส่วนประกาศของ จอมพล สฤษดิ์กำหนดว่าถ้าผิดครั้งแรกให้ปิด ๓๐ วัน ผิดครั้งที่ ๒ ให้ปิด ๖๐ วัน แล้วผิดครั้งต่อไปปิดโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ปัญหาคือมีความคลุมเครือ ซ้ำซ้อนเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลยพินิจได้อย่างกว้างขวาง เช่นความผิด เรื่องเดียวกันอาจลงโทษคนนี้อีกอย่าง แต่ใช้กับอีกคนอีกอย่างหนึ่งซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุ ที่เกิดการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการได้

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน อำนาจในการตัดสินใจประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับสถานบริการควรอยู่ที่ใคร ตัวอย่างเช่นเพื่อนนักดนตรีของผมที่จังหวัดจันทบุรีบอกว่า อยากให้มีการขยายเวลา เพื่อจะได้มีรอบเล่นดนตรีมากขึ้น เมื่อมีรอบเล่นดนตรีมากขึ้นก็จะมี รายได้มากขึ้น ซึ่งถ้าอยากจะแก้เรื่องนี้ต้องรอให้พวกเราที่สภาแก้กฎหมาย หรือไม่ก็ต้องรอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงใหม่เท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะ นำเสนอก็คือบางเรื่องเราไม่จำเป็นต้องกระจายอำนาจการตัดสินใจไปให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในท้องถิ่นขออภัยครับ บางเรื่องเราจำเป็นต้องกระจายอำนาจการตัดสินใจไปให้ผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้องในท้องถิ่นได้มีส่วนในการตัดสินใจมากขึ้น เช่นเรื่องวันเวลาเปิดปิด เรื่อง Zoning เรื่องค่าธรรมเนียมในการอนุญาต เพราะแต่ละพื้นที่มีมุมมองทางความคิดแตกต่างกัน จันทบุรี พัทยา เชียงใหม่ หาดใหญ่ แม่ฮ่องสอน แต่ละคน แต่ละพื้นที่มีแนวคิดแบบนี้ มีแนวคิดต่อเรื่องนี้ไม่เหมือนกันแน่นอน ดังนั้นเราจะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตัดสินใจคนเดียวไม่ได้

สุดท้ายครับท่านประธาน ที่ผ่านมาจะเห็นว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายแต่ละฉบับ ใช้แนวคิดความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีมาเป็นกรอบในการออกกฎหมายเพื่อควบคุม กำกับดูแลสถานบริการจนกระทบสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพของประชาชน มากเกินสมควร รวมทั้งการรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจที่กระทรวงมหาดไทย และการให้ ดุลยพินิจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างกว้างขวางก็เปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ และปิดกั้น โอกาสทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ดังนั้นต้องคิดใหม่ แม้ว่ามาตรการควบคุมเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ จำเป็นต้องนึกถึงเศรษฐกิจ ปากท้องของคนทำมาหากินควบคู่ไปด้วย ขอบคุณครับ