ชยพล วิจารณ์กฎหมายสถานบันเทิงล้าสมัย ชี้เอื้อผลประโยชน์ทับซ้อน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๗ กันยายน ๒๕๖๖

ชยพล สท้อนดี หารือการปรับปรุงกฎหมายสถานบันเทิงและสถานบริการที่ยังอิงกับ พ.ร.บ. 2509 ซึ่งมีความกำกวม ทำให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากการใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชัดเจน การกระจายน้ำอำนาจที่ยังเน้นส่วนกลาง และการขาดบทบาทของท้องถิ่นในการกำกับดูแล จึงเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน กำหนดเกณฑ์ชัดเจน คืนอำนาจการควบคุมให้ท้องถิ่น และปรับขั้นตอนการอนุญาตให้มีประสิทธิภาพ ลดภาระซ้ำซ้อนและป้องกันการละเมิดหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

นายชยพล สท้อนดี กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตหลักสี่ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล สำหรับในเรื่องของญัตติการเสนอปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิง และแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานบันเทิงให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ในตัวรายงานนี้ ถ้าเกิดเราเปิดมาในบทแรก ๆ จะมีเรื่องของบทสรุปของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขียนอยู่ ซึ่ง List ปัญหาไว้ให้เราเห็นอย่างชัดเจนนะครับ ปัญหา ๕ ข้อ

ปัญหาประการที่ ๑ คือ ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการกำหนดหลักเกณฑ์ ในการขอใบอนุญาต

ปัญหาประการที่ ๒ คือ เรื่องของการกำหนดอายุของพนักงานในสถาน บันเทิง

ปัญหาประการที่ ๓ คือ เรื่องของการกำหนดระยะเวลาในการให้บริการ สถานบันเทิงนะครับ

ปัญหาประการที่ ๔ คือ การกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสม

ปัญหาประการที่ ๕ คือ ปัญหาเรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ ของเจ้าหน้าที่ พนักงาน ซึ่งเรื่องปัญหาตอนนี้นะครับ มันมีต้นเหตุอยู่ง่าย ๆ อยู่ไม่กี่อย่าง หรอกครับ ต้นเหตุของมันอย่างแรกเลย คือตัว พ.ร.บ. สถานบันเทิง พ.ศ. ๒๕๐๙ ที่ในตัว กฎหมายนี้ไม่มีความชัดเจนในตัวมันเอง เป็นกฎหมายที่ยังคงมีการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ พนักงานในการบังคับใช้ ซึ่งการที่เรามีข้อกฎหมายที่อาศัยอ้างอิงจากดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ พนักงานนี่มันมีความไม่เท่าเทียมกันในแต่ละพื้นที่ และมันไม่เท่ากันในแต่ละคน แต่ละเจ้าหน้าที่อยู่แล้วในตัวนะครับ ขอยกตัวอย่างเช่นเรื่องของ Zoning Zoning ของตัว ร้านสถานบันเทิงระยะห่างจากที่อยู่อาศัย ศาสนสถานอย่างนี้นะครับ ไม่ได้มีการกำหนด ระยะทางที่ชัดเจน แต่ให้ใช้เป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ แล้วเราก็คงต้องตั้งคำถามนะครับว่า ไกลแค่ไหนมันถึงใกล้ ใกล้แค่ไหนมันถึงจะไกล ๑๐,๐๐๐ ลี้ ๔ ศอก ๒ เมตร หรือ ๔ กิโลเมตร มันก็ไม่ได้มีกำหนดอะไรไว้ ไม่มีคำตอบอยู่ในกฎหมายนี้ เพียงแต่ต้องอ้างจากดุลยพินิจ ของตัวเจ้าหน้าที่นะครับ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาในพื้นที่ของผมเองด้วยเหมือนกันที่เขตจตุจักร และเขตหลักสี่ที่มีคนต้องการจะเปิดสถานบันเทิง แต่ว่าไม่สามารถที่จะขอจดจัดตั้งได้อย่าง ถูกกฎหมาย เพราะว่าพื้นที่ตรงนั้นใกล้เคียงกับโรงเรียน พอผมถามว่าใกล้เคียงกับโรงเรียน อันไหน เขาก็ชี้ไปที่ตึกตึกหนึ่ง ซึ่งตึกนั้นเป็นโรงเรียนที่ไม่ได้ใช้ทำการสอนนะครับ ล้อมรั้ว อะไรไปเรียบร้อยแล้ว เป็นแค่ตึกร้าง ๆ ไม่มีคน แล้วก็มีพี่ รปภ. คอยนั่งเฝ้าทางเข้า อยู่ด้านหน้าเท่านั้นเอง แต่เรื่องตรงนี้ Zoning ยังคงมีผลอยู่ทำให้ร้านค้าในพื้นที่ตรงนั้น ไม่สามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้อง ก็เป็นช่องว่างในการที่จะให้เรียกหาผลประโยชน์ จากตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อีกเหมือนกันนะครับ

ตัวต้นเหตุต่อมาที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีอำนาจในการกำหนดพื้นที่ แล้วเวลาเปิดปิดตามกฎหมายอันนี้เลยนะครับ ตัวกฎหมาย ตรงนี้ควบคุมอำนาจทั้งหมดอยู่ที่ตัวศูนย์กลาง คือคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนท้องที่ รู้ดีกว่าคน ในพื้นที่ตรงนั้น รู้ดีกว่าคนที่เขามีญาติ มีเพื่อน มีพ่อแม่พี่น้อง รู้จักกับป้าข้างบ้าน สนิทกับยาย ข้างรั้ว คือคิดว่ารู้ดีกว่าเขา แล้วก็ให้อำนาจเขาในการกำหนดอะไรใด ๆ ทั้งสิ้นเลย แล้วก็ กำหนดคลอดออกมาเป็นกฎหมายที่ทำให้เกิดปัญหาจนถึงทุกวันนี้ นี่ละครับคือปัญหาหนึ่ง คือเราไม่ยอมกระจายอำนาจ เราหวงอำนาจมากเกินไป ยึดติดให้มันต้องอยู่ที่ศูนย์กลาง และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ตามท้องถิ่นก็เลยไม่มีอำนาจในการที่จะดูแลจัดการอะไรใด ๆ เท่าไรเลย มิหนำซ้ำอีกตัวการหนึ่ง คือเรื่องของกฎหมาย ป. วิ. อาญา ที่ให้อำนาจกับพนักงาน ฝ่ายปกครอง ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตำรวจตั้งแต่ชั้นร้อยตรีขึ้นไป ปลัดอำเภอ ผบ. ตำรวจ ปลัดกระทรวงมหาดไทย สามารถที่จะแวะเวียนเข้าไปเคาะประตูร้านสถานบริการร้านไหน แล้วก็ขอตรวจสอบได้ตลอดเวลาครับ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าอะไรเลย นึกสนุกอะไร ก็อยากจะจ๊ะเอ๋ ก๊อก ๆ ขอตรวจดูร้านค้าหน่อยสักนิดหนึ่งก็ได้เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องตรงนี้ก็เป็นปัญหาเหมือนกันที่ทำให้แต่ละคนก็แวะเวียน ผลัดเปลี่ยนกันเข้า มาผลัดเวรกันเข้ามาเรียกหาผลประโยชน์กันได้เรื่อย ๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสถานบริการหลาย ๆ ที่เองก็ให้การตรงกันว่าได้รับผลกระทบจาก สิ่งนี้นะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอที่ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อการพิจารณาตัวกฎหมาย ตรงนี้ คือการมอบอำนาจคืนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการควบคุมตัวสถานบริการ ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่นั้น ๆ ตามที่เขาเห็นสมควรและคนในพื้นที่ตรงนั้นเห็นสมควร เพราะว่าคนพื้นที่ย่อมรู้ดีที่สุด รู้ดีกว่าคนที่อยู่ส่วนกลาง มันต้องรู้ดีกว่าแน่นอนอยู่แล้วครับ คนส่วนกลางอยู่ไกลเป็น ๑๐๐ กิโลเมตรไม่มีทางที่จะไปรู้ดีกว่าคนท้องที่แน่นอน และเรื่อง ของขั้นตอนการออกใบอนุญาตที่เยอะแยะ หยุมหยิม ยุบยับ ยาวเหยียดอะไรเต็มไปหมด คือมันไม่ใช่ประตูเงินประตูทองที่เราต้องมาผ่านกันหลายด่านกว่าจะถึงเจ้าสาว อย่างไรครับ แล้วทีนี้การที่มันมีใบอนุญาตเยอะมันไม่เท่ากับความรอบคอบ มันไม่เท่ากับ ความรัดกุม เยอะนี่มันมีแค่สิ้นเปลืองครับ มันไม่ได้สะท้อนถึงประสิทธิภาพ ถ้าเกิดสุดท้าย แล้วกฎหมายยังมีช่องโหว่ทำให้เกิดปัญหาเยอะแยะขนาดนี้

ต่อมาคือเรื่องของการกำหนดเวลาเปิดปิด และตัว Zoning เอง คือบริบท ของแต่ละพื้นที่ แต่ละท้องถิ่นก็แตกต่างกันไป บางพื้นที่เขาอาจจะ OK กับการที่สถานบริการ ถ้าเกิดสามารถควบคุมได้ไม่ให้มีมลภาวะทางเสียง ไม่ให้มีรถติด ไม่ให้มีขยะ ไม่ให้มี การทะเลาะวิวาทอะไร ถ้าเกิดมันใกล้กับตัวศาสนสถานสักนิดหนึ่ง ถ้าเกิดคนในพื้นที่ตรงนั้น สามารถยอมรับได้ เป็นความตั้งใจ เป็นความยอมรับกันโดยรวมของพื้นที่ตรงนั้นมันก็ควร จะต้องมีสิทธิที่จะตั้งตรงนั้นได้เพราะเป็นความต้องการของคนพื้นที่นั้น ๆ เอง เพราะฉะนั้น เรื่องข้อเสนอถัดมาที่เกี่ยวโยงกันคือเลิกใช้ดุลยพินิจ มันต้องมันต้องเลิกได้แล้ว มันต้อง กำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนได้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็จะขออะไร จะต้องการทำอะไรก็ต้องไปหวัง พึ่งพิงความใจดีของเจ้าหน้าที่สักคนหนึ่ง ถ้าเกิดเขาเกิดใจร้ายไม่ดีขึ้นมาก็ต้องรอเขาเกษียณ แล้วขออีกรอบหนึ่งอย่างนี้หรือครับ หรือรอเขาออกเวรแล้วเปลี่ยนเจ้าหน้าที่คนใหม่ เผื่อดุลยพินิจจะเปลี่ยนอย่างนี้หรือครับ นี่มันคือช่องโหว่ที่ทำให้กฎหมายเราไม่สามารถบังคับ ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อเสนออีกอันหนึ่งก็คือการกำหนดคนที่มีอำนาจตรวจที่ชัดเจน อย่างเช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐในท้องถิ่นนั้น ๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจใน สน. ในพื้นที่ตรงนั้น มันต้องพอกันที กับคนที่ขึ้นรถทัวร์เวียนไปลงตามจุดต่าง ๆ เพื่อที่จะไปขอตรวจ แล้วก็ขอผลประโยชน์สักนิด สักหน่อยอะไรอย่างนี้นะครับ

ข้อเสนอสุดท้ายเลยนะครับ เอาจริงคือ พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. ๒๕๐๙ อีก ๓ ปีรับเบี้ยผู้สูงอายุได้แล้วกฎหมายอันนี้ คือกฎหมายที่ล้าหลังบางทีอาจจะไม่ต้องดูที่ตัว เนื้อหาเสียด้วยซ้ำ มันหยากไย่ขึ้นตั้งแต่ตัวชื่อของตัวกฎหมายแล้วละครับ มันเขียนตั้งแต่ ปี ๒๕๐๙ เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปลี่ยน มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแก้ไข ให้มันตรงตามบริบทของสังคมในยุคปัจจุบันของเรา เพื่อให้การควบคุมนั้นมีประสิทธิภาพ และมีมาตรฐาน อย่างไรก็ขอขอบคุณมากครับ