ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ หารือปัญหาการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ซึ่งแม้จะเป็นสินค้าผิดกฎหมายแต่ยังขาดการกำกับดูแลที่ชัดเจน จึงเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมที่เหมาะสมและทันต่อสถานการณ์
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอเสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการการป้องกันและควบคุมผลกระทบ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้า ด้วยบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า ในราชอาณาจักร จึงเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกและปรับในอัตราที่สูง แต่กลับพบว่า มีการจำหน่ายให้แก่เด็กและเยาวชน นิสิต นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปอย่างแพร่หลาย ผ่านช่องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบ ทุกวันนี้เราจึงเห็นการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันอย่าง แพร่หลาย ทั้งในพื้นที่สาธารณะและในพื้นที่ส่วนบุคคล เนื่องจากสาร Propylene Glycol ทำให้สารนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้ามีรสชาติและกลิ่นคล้ายกับเครื่องสำอางค่ะ นั่นจึงทำให้ บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่นิยมในผู้สูบ และทำให้เกิดข้อถกเถียงกันถึงผลกระทบต่อประเทศในหลาย ประการ ดิฉันจึงขอหยิบยกประเด็นที่เป็นปัญหามาสัก ๔ ประเด็นค่ะ
ประเด็นแรก ก็คือปัญหาการบังคับใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติธรรม อย่างเคร่งครัด
ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นปัญหาด้านเศรษฐกิจที่รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษี นำเข้าและภาษีจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้
ประเด็นที่ ๓ เป็นประเด็นปัญหาด้านสังคม บุหรี่ไฟฟ้ามีการจำหน่ายกัน อย่างแพร่หลายในหมู่นิสิต นักศึกษา และเยาวชน การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะ อย่างแพร่หลายจำเป็นต้องมีข้อจำกัดหรือไม่
และประเด็นที่ ๔ ปัญหาด้านสุขภาพ รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณการรักษา ดูแลและฟื้นฟูสุขภาพของผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าและผู้ใกล้เคียง เนื่องจากการได้รับสารนิโคติน โดยไม่รู้ตัวหรือไม่
กรณีดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของแผ่นดินและความมั่นคง ทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสุขภาพ ในการกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุม ผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้า ดังนั้นดิฉันจึงขอสนับสนุนญัตติด่วน เพื่อให้มีการจัดการประชุม พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการป้องกันและควบคุมผลกระทบ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้า ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ ค่ะ และหลังจากนี้ก็จะมีเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน ลุกขึ้นมาอภิปรายเนื้อหาและรายละเอียดที่จำเป็นให้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ในอนาคตรับทราบค่ะ ท่านประธานคะ ทุกวันนี้มีใครไม่เคยพบเห็นการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในสังคมบ้านเราบ้างไหมคะ ทุกวันนี้การนำเข้า การซื้อ การขาย การสูบบุหรี่ไฟฟ้า หมุนเวียนใกล้ชิดอยู่ในชีวิตประจำวัน เราทุกคน ผู้คนทั่วไปโดยเฉพาะเด็กเยาวชนก็เข้าถึงง่าย แถมใช้กันอย่างแพร่หลายและ เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาในพื้นที่สาธารณะ ข้อมูลล่าสุดจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำรวจไว้เมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้เองคือเมษายนถึงมิถุนายน ขณะพบว่าภาพรวมของเยาวชนไทย สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ ๙.๑ ตัวเลขของเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นนี้เกือบ ๑ เปอร์เซ็นต์ จากเดิมร้อยละ ๘.๒๙ เมื่อปี ๒๕๖๔ ในระยะเวลาเพียงแค่ ๒ ปีเท่านั้น พฤติกรรมดังกล่าว มีสาเหตุมาจากการถูกชักจูงจากคนรอบข้าง การส่งต่อ การเชื้อเชิญเพื่อนเป็นร้อยละ ๙๒.๒ เปอร์เซ็นต์ ที่ทำให้ทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มากขึ้น นอกจากนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติ เคยรายงานปัจจัยของพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มเติมไว้ว่าเนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเกี่ยวข้อง กับสื่อ และความสามารถในการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าในโลก Online ง่ายขึ้นทั้งในด้านช่องทาง ของการซื้อขายและราคา สิ่งเหล่านี้มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งเดียวที่ไม่มี การเคลื่อนไหวเลยวันนี้ก็คือกฎหมายในการกำกับดูแลค่ะท่านประธาน เราคงไม่อยากเห็น ยอดของเยาวชนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ข้อมูลตัวอย่างจากประเทศอังกฤษเราพบว่าที่ประเทศ อังกฤษมีการเพิ่มขึ้นของเยาวชนสูบบุหรี่ไฟฟ้าจาก ๘ เปอร์เซ็นต์เพิ่มเป็น ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลาเพียงแค่ ๑ ปี ข้อมูลเหล่านี้เกิดขึ้นจากรายงานการสำรวจแนวโน้มการสูบบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนจากชุดข้อมูลการสำรวจประเมินผลนโยบายควบคุมยาสูบ ระหว่างประเทศ หรือตัวย่อก็คือ ITC โดยมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู ประเทศแคนาดา ที่คาดว่า จำนวนเยาวชน อังกฤษที่มีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขนาดนี้ เป็นผลมาจากการที่รัฐบาล มีท่าทีสนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้า และวันนี้ประเทศไทยเองก็กำลังจะดำเนินรอยตามประเทศ อังกฤษหรือไม่ในอนาคต ต่อจากข้อมูลเรื่องการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนไทยแล้ว ดิฉันอยากจะ พูดถึงในมิติสุขภาพด้วยค่ะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อควบคุมยาสูบ หรือว่า ศจย. เปิดเผยว่าอัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ นั้น มีอัตราการสูบยาสูบมวนลดลงอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเริ่มมีการลักลอบ นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาในไทยราวปี ๒๕๕๐ ความชันจองกราฟจำนวนคนสูบกลับลดลง สะท้อนว่าบุหรี่ไฟฟ้าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้การลดของอัตราการสูบบุหรี่ชะลอตัวลง การที่บุหรี่ไฟฟ้าที่หลายคนอ้างว่าสูบแล้วจะทำให้เลิกสูบบุหรี่มวนนั้นมันเป็นจริงแค่ไหน จากรายงานของสถาบันวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์การแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา เคยระบุไว้ว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ กลับมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าแทน และคนที่เลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้ด้วยวิธีการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีลดลง วาทกรรมเรื่องของผู้ใหญ่ จะเลิกสูบบุหรี่หากมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าจึงเป็นเพียงข้อกล่าวอ้าง เอาละค่ะบางคนอาจจะบอกว่า เลิกไม่ได้แต่อันตรายน้อยกว่า เพราะว่าในบุหรี่ไฟฟ้าอาจจะลดความเสี่ยงสารที่เป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นสารเผาไหม้บางตัว เช่น น้ำมันดินหรือ Tar หรือรวมทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งและโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ แต่สารประกอบอื่น ๆ ที่มีอยู่ในระบบของบุหรี่ไฟฟ้าก็ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกายไม่แพ้กัน คงจะไม่เป็นธรรม หากเราพิจารณาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเพียงแค่มิติสุขภาพและผลกระทบที่มีต่อเด็กและเยาวชน เพียงอย่างเดียว เราจำเป็นต้องพิจารณามิติในเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วยค่ะมีการประมาณการว่าหากเรา มีกฎหมายที่ถูกต้อง และเปิดเสรีเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจาก บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากปกติประมาณปีละ ๒,๗๖๒ ล้านบาทค่ะ หากทำให้บุหรี่ไฟฟ้า ถูกกฎหมายเราก็ควรเริ่มศึกษาได้แล้ว เพราะมันเป็นช่องทางหนึ่งเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกว่า มันอาจจะก่อให้เกิดช่องทางของการทุจริตคอร์รัปชันและเรียกรับสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ดังที่เคย ปรากฏเป็นข่าวมาแล้วถ้าเราจำกันได้กรณีของนักท่องเที่ยวไต้หวันชาวจีนที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมและปรับเงิน ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของไทยค่ะ และในมุมกลับกัน การทำให้สิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่กลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายภายใต้การควบคุมของรัฐจะสามารถ ลดอันตรายแก่ผู้สูบได้หรือไม่ โดยการออกกฎหมายที่ครอบคลุมและเหมาะสมก็ปล่อยให้ กลายเป็นธุรกิจนำเข้าสินค้าที่ผิดกฎหมายเหมือนในปัจจุบันค่ะ สุดท้ายแล้วเราควรจะมี กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะหรือไม่ หากเรามองออกไปไกลนอกประเทศเราจะ พบว่ามาตรการในการกำกับดูแลบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีความเปลี่ยนแปลง อยู่บ่อยครั้งและแตกต่างกันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจำหน่ายและการกำหนดอายุ ขั้นต่ำ การควบคุมผลิตภัณฑ์ ปริมาณและความเข้มข้นของนิโคติน ความปลอดภัย ความสะอาด และส่วนประกอบของอุปกรณ์ กลิ่นและรส รวมถึงการโฆษณาและการส่งเสริมการขาย และการให้การสนับสนุนกิจกรรมบรรจุภัณฑ์และคำเตือนด้านสุขภาพ ความปลอดภัยกับเด็ก และการขออนุญาตก่อนจำหน่าย และมาตรการทางภาษี สิ่งเหล่านี้เราจำเป็นต้องมีการศึกษา เปรียบเทียบกฎหมายให้ควบคุมและครอบคลุมที่สุดเท่าที่ประเทศเราจะทำได้ค่ะ ในฐานะ องค์กรผู้มีอำนาจนิติบัญญัติ ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่สภาผู้แทนราษฎรจะตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อพิจารณาผลประโยชน์ของการมีกฎหมายควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าให้เหมาะสมกับ บริบทและความเป็นจริงของประเทศไทย ณ ปัจจุบัน ขอบคุณค่ะท่านประธาน