ร่มธรรม ขำนุรักษ์ หารือเกี่ยวกับกองทุนการออมแห่งชาติเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยเน้นความสำคัญของการส่งเสริมการออมสำหรับแรงงานนอกระบบและผู้ไม่มีสวัสดิการรัฐ พร้อมเสนอให้ขยายเงื่อนไขการเข้าร่วมกองทุน ประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวาง และส่งเสริมความรู้ด้านการเงินตั้งแต่เด็ก รวมถึงเสนอแนวทางสะสมออมผ่านภาษีมูลค่าเพิ่ม 1 เปอร์เซ็นต์ และให้รัฐจัดตั้งกลไกกลางเพื่อบริหารรายได้ยามเกษียณอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับทุกกลุ่มประชาชน
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผม ขออภิปรายให้ความเห็นในวาระรับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๕ ของกองทุนการออม แห่งชาติ หรือ กอช. ท่านประธานครับ กองทุนการออมแห่งชาติถือเป็นกลไกหนึ่งที่ออกแบบ ให้ประชาชนได้สะสมเงินเอาไว้ใช้ในช่วงยามเกษียณ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ยังไม่มี ตัวช่วยของภาครัฐ ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ไม่ได้มีสวัสดิการบำนาญหรือสวัสดิการ ใด ๆ จากภาครัฐสามารถเก็บออมได้ตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี และเมื่ออายุ ๖๐ ปี ก็จะมีการจัดสรร เงินบำนาญนี้ให้ในช่วงหลังเกษียณ โดยรัฐจะมีส่วนช่วยสมทบเงินออมให้ประชาชน ยกตัวอย่าง เช่น หากผมเริ่มออมเงินกับกองทุนนี้ตอนอายุ ๒๕ ปี เดือนละ ๗๕๐ บาท รัฐก็จะสมทบเงินให้อีกส่วนหนึ่ง และเมื่อผมมีอายุ ๖๐ ปี ผมก็จะได้เงินบำนาญประมาณ ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน โดยจำนวนเงินจะมากน้อยก็อยู่ที่เงินจ่ายสะสมของผมและระยะเวลา การออม ซึ่งผมต้องขอเริ่มต้นด้วยการชื่นชมว่ามีจุดประสงค์ที่ดีเพื่อส่งเสริมการออม เพื่อการดำรงชีพในยามชรา การสร้างความมั่นคงในบั้นปลายชีวิต สร้างโอกาส และความเสมอภาคในสังคม โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนกลุ่มแรงงานนอกระบบ คนหาเช้า กินค่ำ กลุ่มอาชีพเกษตรกร อาชีพค้าขาย อาชีพอิสระ ไปจนถึงนักเรียนและนักศึกษา โดยกองทุนนี้มีความสำคัญในการรองรับประเทศไทยที่ได้เข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากกองทุนนี้สามารถเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยมีพฤติกรรมการออม ที่ดีขึ้นตั้งแต่วัยเด็กจนวัยทำงานได้ โดยปัจจุบันเรามีจำนวนผู้สูงอายุประมาณ ๑๒.๘ ล้านคน เฉพาะในจังหวัดพัทลุงมีประชากร ๕๒๐,๐๐๐ กว่าคน เป็นผู้สูงอายุแล้ว ๑๐๘,๐๐๐ คน หรือคิดเป็นประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าสูงมาก โดยพี่น้องประชาชนหลาย ๆ ส่วน ที่เป็นผู้สูงอายุมีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในความยากจน เพราะไม่มีช่องทางและไม่มีโอกาส ในการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ที่เพียงพอ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตถือโอกาสนี้ กราบขอบพระคุณท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ที่ได้ผลักดันให้เกิด พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ ปี ๒๕๕๔ และขอขอบคุณผู้บริหาร กองทุนการออมแห่งชาติที่ได้ดำเนินการ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ
สำหรับการดำเนินการในปี ๒๕๖๕ นี้ ผมก็ขอขอบคุณทางกองทุนที่ได้มี ความพยายามในการส่งเสริมการออมที่เพิ่มยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ การผลักดันให้มี การปรับเพิ่มเพดานการส่งเงินออมของสมาชิกจากเดิมไม่เกิน ๑๓,๒๐๐ บาทต่อปี เป็น ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี และมีการปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบของรัฐให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม กระผมเชื่อว่ากองทุนนี้ยังสามารถทำอะไรให้ประชาชนได้มากกว่านี้ อย่างแน่นอน ก็เพราะศักยภาพของผู้บริหารกองทุนและองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่สามารถนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนากองทุน ทั้งนี้ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยผมมีข้อเสนอแนะดังนี้
๑. กองทุนการออมแห่งชาติหรือ กอช. ควรให้ความสำคัญในการส่งเสริม ความรู้ ทักษะการวางแผนการเงิน การวางแผนการออมเพื่อการเกษียณ ไม่เพียงเฉพาะ สำหรับสมาชิก แต่บุคคลและประชาชนทั่วไปด้วย ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็กและเยาวชน เพื่อให้ คนไทยทุกคนมีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งจะนำไปสู่วิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ของกองทุน คือการส่งเสริมการออมเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างทั่วถึงและยั่งยืน อีกทั้งยังควรส่งเสริมความรู้ให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี ทางการเงิน และรู้เท่าทันภัยการเงินทุกรูปแบบใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ทั้งนี้เพื่อเป็น การช่วยส่งเสริมเกราะป้องกันทางการเงินให้กับประชาชนได้
๒. กอช. ควรแก้ไขและลดเงื่อนไขข้อจำกัดต่าง ๆ ในการเข้าเป็นสมาชิก ของกองทุน ควรแก้ไขให้มีคุณสมบัติของผู้สมัครเป็นสมาชิกให้ครอบคลุมกลุ่มคน หลายช่วงวัยมากยิ่งขึ้น เช่นกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยและหลากหลายอาชีพมากยิ่งขึ้น โดยการขยายกลุ่มอาชีพ แม้ว่าจะเป็นอาชีพที่มีระบบบำเหน็จบำนาญในสายอาชีพของตัวเอง อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ก็ควรจะสมัครสมาชิกได้ด้วย คิดภาพตามง่าย ๆ ท่านประธานครับ คือทุกวันนี้กลุ่มพนักงานออฟฟิศทั่วไปที่ได้รับสิทธิประกันสังคม ก็ไม่สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ ทั้ง ๆ ที่เขาก็ควรจะเข้าถึงการออมที่ได้รับเงินสมทบ จากภาครัฐด้วย รวมถึง กอช. ก็ควรจะขยายช่วงอายุสมาชิก จากเดิมอายุ ๑๕-๖๐ ปี ควรจะ ขยายให้ไม่มีกำหนดอายุ เพื่อส่งเสริมการออมส่วนบุคคล ช่วยประชาชนวางแผนทางการเงิน ในระยะยาว และลดภาระในวัยเกษียณของประชาชนได้
๓. กอช. ควรจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ผลประโยชน์ ผลตอบแทน จากการเข้าร่วม กองทุนการออมแห่งชาติผ่านช่องทางสื่อสาร ทั้งช่องทาง Offline และ Online ให้ทั่วถึง มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกองทุนการออมแห่งชาติให้ครอบคลุม ทุกกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเพิ่มสมาชิกให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแรงงานนอกระบบ เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และรับจ้างทั่วไป เป็นต้น โดยจากข้อมูลในรายงานนี้ ก็พบว่าถิ่นที่อยู่อาศัยของสมาชิกส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็นกว่า ๔๔ เปอร์เซ็นต์ บางภาคก็ยังมีสัดส่วนที่เป็นสมาชิกที่น้อยอยู่ ควรจะมีสมาชิกหรือประชาชน ที่อยู่ในกองทุนนี้กระจายอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ
๔. กอช. ควรศึกษาและหากลไกใหม่ ๆ และบริการใหม่ ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิด การออมของประชาชนให้ได้มากที่สุด หรือควรทำให้เกิดการออมอย่างถ้วนหน้า อาจจะ ดูตัวอย่างในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ซึ่งประเทศไทยก็ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย โดยสมบูรณ์แล้ว จึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญของ กอช. ที่ต้องคิดค้นอยู่ตลอดเวลาเพื่อพัฒนา กองทุนนี้ให้เติบโตและขยายตัว เป็นประโยชน์กับสมาชิกและประเทศชาติได้มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง เช่นในบางประเทศมีการออมผ่านภาษี VAT ก็คือเมื่อพี่น้องประชาชนไปซื้อ สินค้าหรือซื้อของ รัฐบาลจะต้องสะสม VAT จำนวน ๑ เปอร์เซ็นต์ ไว้ให้กับผู้ที่ซื้อของนั้น ๆ และสะสมในรูปแบบการออมไว้ให้เขาใช้จ่ายได้ในยามชรา อันนี้ผมคิดว่าเป็น Idea ที่เรา สามารถนำมาปรับใช้ในประเทศเราได้เหมือนกัน
ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจุบันนี้ประเทศของเราได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทายที่รัฐบาลจะต้องมีการวางแผนและออกแบบ นโยบายเพื่อบริหารจัดการดูแลและรองรับ โดยปัจจุบันก็มีกองทุนหรือระบบย่อย ๆ หลาย ๆ รูปแบบ แต่ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะมีคนหรือคณะกรรมการที่เป็นคนกลางในการจัดการรายได้ ยามชราที่มองภาพรวมและวาดภาพใหญ่ ไปจนถึงควรจะมองทิศทางในอนาคตว่าจะเป็น อย่างไร ทั้งนี้การวาดภาพใหญ่ก็เพื่อให้เรามั่นใจว่าเราจะสามารถกระจายรายได้ เพื่อช่วยเหลือให้คนที่มีรายได้ต่ำ รวมถึงมีการประกันความเสี่ยงสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่ยืนยาว และจัดสรรเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เป็นภาษีของพี่น้องประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปัจจุบันการดูแลเจ้าหน้าที่ของรัฐในยามเกษียณถือว่าเป็นที่น่าพอใจอยู่พอสมควรแล้ว แต่ประชาชนส่วนอื่น ๆ ล่ะครับ ส่วนใหญ่แล้วยังไม่มีความพร้อมด้านการเงินเพื่อการเกษียณ เสียด้วยซ้ำ โดยสำหรับบุคคลที่ไม่มีตัวช่วยของภาครัฐ ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมใด ๆ ก็มีกองทุนการออมแห่งชาตินี่ละที่เป็นอีก ๑ กลไกที่ช่วยส่งเสริมการออมเพื่อดำรงชีวิต ในยามชราที่ดีขึ้น นอกจากนี้มาตรการที่รองรับสังคมผู้สูงวัยก็มีอีกหลากหลายที่รัฐบาลยังต้องผลักดันต่อไป เช่น การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ มีรายได้เสริม มีสุขภาพที่ดี และมีกิจกรรมยามว่าง รวมไปถึงควรจะมีสวัสดิการเบี้ยผู้สูงอายุที่เพียงพอต่อการดำรงชีพของทุก ๆ คน เพราะสุดท้ายแล้วคำถามที่สำคัญที่สุดคือรัฐบาลจะมีการดูแลประชาชนที่ครอบคลุม ทั้งกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้ต่ำ คนหาเช้ากินค่ำ และประชาชนคนไทยทุกคนให้ดีขึ้น ถ้วนหน้าอย่างไร และทั่วถึงอย่างไรในยามที่พวกเขาเกษียณและถึงวัยชรา ขอบคุณ ท่านประธานครับ