รอมฎอน จี้รัฐบาลทบทวนกฎหมาย 3 ฉบับ คืนนิติธรรม ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๑ กันยายน ๒๕๖๖

รอมฎอน ปันจอร์ ตั้งกระทู้ถามสดต่อรองนายกรัฐมนตรีเพื่อสอบถามเจตจำนงรัฐบาลในการขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและการลดระดับพื้นที่ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งอภิปรายปัญหา "กฎหมายผิดปกติ" 3 ฉบับที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและสร้างวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด รอมฎอน ปันจอร์ เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนกฎหมายชุดนี้เพื่อคืนนิติธรรม และหารือเรื่องการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและกฎอัยการศึก รวมถึงสอบถามมาตรการปฏิบัติเกี่ยวกับการสังหารนอกกฎหมายและการคืนทรัพย์สินที่ถูกอายัด

นายรอมฎอน ปันจอร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ตั้งกระทู้ถามสด ด้วยวาจาในวาระโอกาสนี้ ผมมีเรื่องที่จะขออนุญาตตั้งกระทู้ถามท่านรองนายกรัฐมนตรี ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และทิศทาง การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล คือผมต้องเกริ่นเท้าความนิดหนึ่งก่อนที่ จะไปสู่คำถามนะครับท่านรองนายกรัฐมนตรีแล้วก็ท่านประธานครับ จากคำแถลงของรัฐบาล ที่สภาแห่งนี้ได้มีการเปิดอภิปรายกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการเน้นย้ำคำสำคัญอันหนึ่ง ในนโยบายที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งอาจจะไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจน แต่ก็พบว่ามีการระบุถึงถ้อยคำหรือว่าคำสำคัญอย่างคำว่า นิติธรรมที่เข้มแข็ง ในฐานะที่เป็น พื้นฐานของการสร้างสันติสุข สร้างสันติภาพ และการพัฒนาประเทศ ในคราวนั้นผมก็ตั้ง คำถาม ผมไม่มั่นใจครับว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นจริงจัง มีเจตจำนงในการที่จะแก้ไขปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ขนาดไหน ก็เลยยึดเอาคำถามนี้ เอาคำนี้นะครับ แล้วก็ตั้งคำถาม ในช่วงตอนท้ายของการอภิปราย โดยตั้งคำถามว่า ครม. ของรัฐบาลเศรษฐาจะมีการต่ออายุ ขยายการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงซึ่งจะหมดลงในวันที่ ๑๙ กันยายน ที่ผ่านมานี้หรือไม่ อันนั้นก็เป็นคำถามที่ผมตั้งเอาไว้คราวที่แล้ว แล้วก็บวกอีกคำถามหนึ่ง ด้วยครับ ก็คือว่าท่านจะยกเลิกกฎอัยการศึกที่ประกาศใช้อย่างต่อเนื่องเกือบ ๒๐ ปีในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ นั่นคือคำถามตั้งต้น ก็เป็นโอกาสดีเลยครับ ในสัปดาห์ถัดมาก็มีการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๑๘ กันยายน ก็มีมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งสาธารณชนก็รับรู้รับทราบจากการแถลงของโฆษกรัฐบาล แล้วก็ ตามข่าวสารที่มี ผลสรุปว่ามีการขยายการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เป็นครั้งที่ ๗๓ ทุกท่านครับ นี่คือสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เป็นการฉุกเฉินที่ต่อกันมาเป็น ครั้งที่ ๗๓ แต่ครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งก่อน ๆ ๗๒ ครั้งก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมา ครม. เศรษฐามีการต่ออายุก็จริง แต่ต่ออายุเพียง ๑ เดือนเท่านั้น นั่นหมายความว่าวันแรก ที่จะนับคือตั้งแต่วันที่ ๒๐ กันยายน จนกระทั่งถึงวันที่ ๒๐ ตุลาคม และในขณะเดียวกัน ก็จะมีการลดระดับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ว่านี้ลดลงอีก ๑ อำเภอ คืออำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ทำให้สถานการณ์ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนนี้ใน ๓๓ อำเภอ มีประมาณ ๑ ใน ๓ คือ ๑๑ อำเภอที่จะมีการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปแล้ว ล่าสุดคืออำเภอกะพ้อ วันเดียวกันนั้นก็มีประกาศให้อำเภอกะพ้อประกาศใช้กฎหมาย ด้านความมั่นคง กฎหมายพิเศษอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งก็เป็นแบบแผนที่เคยใช้ คือยกเลิกประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แล้วก็ประกาศ พ.ร.บ. ความมั่นคงที่ระบุว่าอำเภอนี้เป็นพื้นที่ปรากฏ เหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ก็มีอายุจนถึงวันที่ ๓๐ กันยายนนี้ แล้วก็มีเนื้อหาสาระอีกอย่างหนึ่งซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับท่านรองนายกรัฐมนตรีด้วย ก็คือว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมศักดิ์ก็ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ กบฉ. ทำหน้าที่ในการที่จะกลั่นกรองดูแล ประเด็นนี้ก่อนที่จะเข้าสู่วาระการประชุมของ ครม. นี่คือที่มาของมันนะครับ

ปัญหาอยู่ตรงนี้ที่จะนำมาซึ่งคำถามของผม ถอยกลับมาจากสถานการณ์ ล่าสุด ปัญหาของกฎหมายพิเศษครับท่านประธาน กฎหมายพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จริง ๆ แล้วเป็นกฎหมายที่เพิ่มเติมเข้ามาด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ผมไม่อยากจะเรียก กฎหมายพิเศษเท่าไรแล้วนะครับ ผมอยากจะเรียกมันว่ากฎหมายผิดปกติ แต่เป็นกฎหมาย ผิดปกติที่เป็นตระกูลของมัน มี ๓ ฉบับ เป็น ๓ พี่น้อง เป็นกฎหมายผิดปกติ ๓ พี่น้อง เราไม่อาจจะพิจารณาแยกแยะ พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้เท่านั้น เพราะว่ามันสัมพันธ์กับ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร อย่างที่เมื่อสักครู่ได้เกริ่นกล่าวไป คือลดระดับด้านหนึ่ง แต่ก็ไปแปะไว้ในกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง กฎหมาย ๓ พี่น้องนี้มีอะไรบ้าง มีกฎอัยการศึก อันนี้อายุเยอะที่สุด เป็นพี่คนโต อายุตอนนี้ถ้านับรวม ๆ ก็อายุ ๑๐๙ ปีแล้ว ให้อำนาจฝ่ายทหารอย่างสูงสุด เข้มข้นที่สุด เป็นยาแรงที่สุด และเหตุผลในการที่รัฐบาลทักษิณ ในปี ๒๕๔๘ บัญญัติ พ.ร.ก. ฉุกเฉินขึ้นมา ก็เพื่อทดแทนการใช้ ก็คือบัญญัติพี่คนรอง คือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตอนนี้ในกฎอัยการศึกยังมี การประกาศใช้คลุมทั้ง ๓๓ อำเภอใน ๓ จังหวัด แต่ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พี่คนรอง ซึ่งเดี๋ยว เราจะอภิปรายกัน ตั้งคำถามในเรื่องนี้เป็นตัวต้นนะครับ มีการประกาศใช้อยู่ใน ๓ จังหวัด เหลืออีก ๒๒ อำเภอ มีการต่ออายุมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ๑๘ ปีแล้ว มีสัญญาณบวกนิด ๆ จากมติ ครม. คราวที่ผ่านมา ลดจากกรอบเวลา ๓ เดือน เป็น ๑ เดือน แต่ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พี่คนกลางนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่สำคัญและถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด เพราะว่าคือ รากของวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดที่บรรจุอยู่ในข้อบัญญัติ อยู่ในมาตราหนึ่งของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ที่ทำให้เจ้าหน้าที่พ้นจากการเอาผิดในทางอาญา ทางแพ่ง และในทางวินัย อันนี้ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกบัญญัติเอาไว้ น้องคนสุดท้องมาในปี ๒๕๕๑ ก็คือพระราชบัญญัติ การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หลังรัฐประหารปี ๒๕๔๙ ก็มีเครื่องมือที่เข้มข้น น้อยกว่า แล้วก็มีเครื่องมือที่เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างมาตรา ๒๑ หรือว่า เป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับกึ่ง ๆ นิรโทษกรรม แต่หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ก็คือ การจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกกันในเวลานี้ว่า กอ.รมน. นั่นเอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร อิทธิฤทธิ์ของ ๓ พี่น้องนี้มีเยอะแยะเลยครับ ตลอด ๑๘ ปีที่ผ่านมา มีการวิพากษ์วิจารณ์ มีสภาพปัญหาเยอะแยะมากมาย แต่เรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้อง กับรัฐบาลก็คือว่าถ้าหากรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะสร้างนิติธรรมที่เข้มแข็ง กฎหมายพิเศษ กฎหมาย ผิดปกตินี้ต้องได้รับการทบทวนยกชุดเลยนะครับ ต้องได้รับการทบทวนยกชุด เพราะนี่คือมีความเสี่ยงในการที่จะละเมิดสิทธิมนุษยชน ซ้ำร้ายทำลายความชอบธรรม ของอำนาจรัฐด้วยตัวมันเอง ไม่แปลกที่เรามีเพิ่มเส้น เพิ่มไข่เจียวที่เฉพาะ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ มันไม่แปลกที่จะทำให้ผู้คนที่นั่นรู้สึกว่าพวกเขาอยู่ภายใต้การปกครองแบบอาณานิคม ที่แตกต่างไปจากพื้นที่อื่น ๆ ทั่วทั้งประเทศ วงจรที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอภิสิทธิ์เหนือกลไก ต่าง ๆ เหนือประชาชนมันสะท้อนภาพให้เห็น ผมมีคำถามที่จะขออนุญาตสอบถาม ท่านรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย แล้วท่านก็ต้องดูแลรับผิดชอบ ด้านหนึ่งก็คงมีมิติในด้านความมั่นคงอยู่ด้วย

คำถามแรก ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าการต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน การประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงแบบนี้คือต่อแค่ ๑ เดือน แล้วก็มี Pattern แบบเดิม คือลดอำเภอบางอำเภอลง ซึ่งก็เป็นข้อเสนอของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ของ กอ.รมน. ให้มีการลด การต่อไปอีก ๑ เดือน ซึ่งต่างไปจากก่อนหน้านี้ก็คือ ๓ เดือน จริง ๆ แล้วมันหมายความว่าอย่างไรครับ ทิศทางของรัฐบาลชุดนี้กำลังจะแก้ไขปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้อย่างไร ไปทางไหน ท่านกำลังจะยกเลิกการเพิ่มเส้น เพิ่มไข่เจียว เพิ่มไข่ดาว ในมาตรการพิเศษเหล่านี้ลงหรือไม่ อย่างไร อยากให้ท่านช่วยแจกแจงครับว่ามีทิศทาง จะเป็นอย่างไร เพราะว่ามันจะสัมพันธ์กับประเด็นย่อย ๆ ซึ่งผมขออนุญาตถามไปเลยแล้วกัน ถามแปะไปด้วยเลยครับ นอกจากจะยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ท่านจะยกเลิกกฎอัยการศึกเมื่อไรด้วย เพราะนี่คือพี่คนโตครับ และนี่คือเหตุผล จริง ๆ แล้ว ที่เรามี พ.ร.ก. ฉุกเฉินมา ๑๘ ปี แต่พี่คนโตก็ยังอยู่ ถ้าท่านมุ่งไปสู่การสถาปนานิติธรรม ที่เข้มแข็งจริง ๒ ฉบับนี้ท่านจะเอาอย่างไร

ประเด็นต่อมา คือท่านมีแผนเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารภายใต้ กฎหมายพิเศษแบบนี้อย่างไร ผมเข้าใจว่าคงต้องมีแผนแน่ ๆ เหมือนกับว่ากำลังมีแผน บางอย่าง ผมอยากให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีช่วยแจกแจงในสภาแห่งนี้ว่ามีแผนในการที่จะ ลดระดับการบังคับใช้กฎหมาย ทั้ง พ.ร.ก. ฉุกเฉินและกฎอัยการศึกอย่างไร มันจะสัมพันธ์กับ ๓-๔ เรื่องนี้คือมาตรการในระดับปฏิบัติ ซึ่งผมก็กังวลว่าทั้งประชาชนในพื้นที่เองก็ไม่รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงตรงนี้จะส่งผลต่อชีวิตเขาอย่างไร เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ จะส่งผลอย่างไร ศูนย์ซักถามที่ค่ายอิงคยุทธบริหารที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดน ภาคใต้จะเอาอย่างไร จะยังอยู่ไหม การสังหารนอกกฎหมายซึ่งเป็นปฏิบัติการทางการทหาร ที่ทำกันอยู่ในระยะหลัง ๒-๓ ปีมานีจะยังมีอีกหรือไม่ การตั้งด่านตรวจด้านความมั่นคง ที่กระจายตัวอยู่ใน ๓ จังหวัด และ ๔ อำเภอนี้จะมีอยู่อีกหรือเปล่า ตรงด่านตัวนั้นจะยังมี การตรวจบัตรประชาชนอีกไหม จะมีการตรวจเก็บ DNA ประชาชนต่ออีกหรือไม่ และสุดท้าย อันนี้มีคนฝากถามครับ การเก็บอายัดทรัพย์สินของประชาชนในระหว่าง การควบคุมตัวภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้จะมีการคืนกันเมื่อไร ขอคำถามแรกประมาณนี้ ก่อนครับท่านประธาน