พชร ชี้ปัญหาสุขภาพไทย ผัก-ออกกำลังกายต่ำ วอนรัฐเร่งสร้างวินัยอาหาร-กิจกรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๗ กันยายน ๒๕๖๖

พชร จันทรรวงทอง ชื่นชมผลการดำเนินงานของ สสส. ที่ได้รับคะแนนสูงถึง 4.76 จาก 5 แต่แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการบริโภคผักและผลไม้ที่ต่ำกว่าเกณฑ์ การออกกำลังกายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนของเด็กและเยาวชนที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งกายและใจ จึงเรียกร้องให้มีแผนส่งเสริมสุขภาพอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นทางถึงผู้บริโภค พร้อมเน้นบทบาทการสื่อสารเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน รวมถึงวอนรัฐบาลส่งเสริมการบริโภคอาหารสุขภาพและการออกกำลังกายผ่านกิจกรรมรณรงค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

นายพชร จันทรรวงทอง นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพชร จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๓ พรรคเพื่อไทย จากการที่กระผมได้อ่านรายงานนะครับ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชม ทาง สสส. ที่ได้จัดทำรายงานให้อ่านง่าย สบายตา และที่สำคัญต้องขอชื่นชมที่สามารถ ทำผลการดำเนินงานในปี ๒๕๖๕ ได้คะแนนถึง ๔.๗๖ คะแนน จากคะแนนเต็ม ๕ ถือเป็นผลประเมินที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยเมื่อ ๓ ปีก่อน ในปีที่ผ่านมา สสส. สามารถ ดำเนินงานได้ตามเป้าประสงค์ ๖ ประการ ของหน่วยงานตามความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริม และสร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชาชนชาวไทย แต่จากสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ ตามที่ได้กล่าวมาในรายงาน กระผมจึงมีข้อกังวลบางประการที่อยากจะฝากให้ทางหน่วยงาน ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานการณ์ดังกล่าวดีขึ้นในปีถัดไป

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประการที่ ๑ สถานการณ์ โรคไม่ติดต่อ พบว่าคนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคที่ไม่ติดต่อถึง ๔๐๐,๐๐๐ คนต่อปี คิดเป็น ๗๔ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด โดยมีปัจจัยเสี่ยงคือพฤติกรรม การกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งการกินผักและผลไม้ที่ไม่เพียงพอถูกจัดอยู่ในอันดับ ๕ ของปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด และจากในรายงานจะเห็นได้ว่าคนไทย บริโภคผักและผลไม้ลดลง จาก Slide นะครับ กราฟทางด้านซ้ายพบว่าปริมาณของชาวไทย ที่อายุ ๑๕ ปีขึ้นไปที่บริโภคผักและผลไม้เพียงพอ พบว่ามีแค่ ๓๖.๕ เปอร์เซ็นต์ และจากกราฟทางขวาคือปริมาณการบริโภคผักและผลไม้ของชาวไทยพบว่าอยู่ที่ประมาณ ๓๗๒ กรัม ต่อวันซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่องค์การอนามัยโลกได้แนะนำ ก็คือ ๔๐๐ กรัมต่อวัน ในส่วนนี้ทางหน่วยงานได้เตรียมแผนงานไว้อย่างไรเพื่อส่งเสริมให้คนไทยมาทานอาหาร เพื่อสุขภาพให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อ เพราะการแก้ไขปัญหานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้พลังของการสื่อสารเพื่อสร้างค่านิยม สร้างทัศนคติที่ดี ต่อการบริโภคเพื่อสุขภาพให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ทั้งจะต้องอาศัยการทำงานที่ประสาน ความร่วมมือร่วมกันทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทางการผลิต ขนส่ง จำหน่าย ไปจนถึงการประกอบอาหารเพื่อการบริโภค เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถเข้าถึง ผักและผลไม้ หรืออาหารที่มีคุณภาพ รวมไปถึงลดความเสี่ยงในการบริโภคอาหารที่มีรสจัด เช่น หวาน มัน เค็ม

ประการที่ ๒ จากรายงานพบว่ามีกิจกรรมทางกายหรือการออกกำลังกาย ของชาวไทยมีอัตราที่ลดลง จาก Slide พบว่าปี ๒๕๖๓ ร้อยละของการออกกำลังกาย มีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงแค่ ๕๔.๓ เปอร์เซ็นต์แต่แน่นอนอย่างที่ทุกท่านทราบว่า ทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เกิดมาตรการ ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการกักบริเวณ หรือว่ามาตรการ Lockdown แต่อย่างไรก็ดี ในปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ แล้วก็ได้มีผ่อนมาตรการ Lockdown แต่ร้อยละ ของการออกกำลังกายของชาวไทยก็ยังไม่สามารถกลับขึ้นมาสูงเท่ากับในอดีตที่ผ่านมา สาเหตุนี้น่าจะมาจากที่คนไทยส่วนหนึ่งอาจจะจัดสรรเวลาไปกับกิจวัตรประจำวันอื่น ๆ ก่อนที่จะเลือกใช้เพื่อมาดูแลสุขภาพ ยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันเช่นนี้ที่ค่าครองชีพ สูงขนาดนี้เมื่อเทียบกับรายได้พบว่าไม่เพียงพอทำให้พี่น้องประชาชนหลายคนต้องหางาน ทำเพิ่ม หรือทำงาน OT ล่วงเวลา กว่าจะเลิกงานกลับบ้านก็ค่ำแล้ว ไม่มีกะจิตกะใจที่จะ ออกกำลังกาย นี่ถือเป็นอีก ๑ รูปแบบของความเหลื่อมล้ำในการที่จะมีกิจกรรมทางกาย นอกจากนี้กลุ่มเด็กและเยาวชนถือเป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญและน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง เพราะจากข้อมูลพบว่าเยาวชนไทยมีกิจกรรมทางกาย หรือการออกกำลังกายลดลงจากเดิม มากที่สุดในรอบ ๑๑ ปี นั่นอาจเป็นเพราะการพัฒนาของเทคโนโลยี Digital และการสื่อสาร ที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันจนทำให้ Smart phone ทำได้เกือบทุกอย่างในชีวิตส่งผลให้ ระยะเวลาที่เราอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์เพิ่มขึ้น พบว่ากลุ่มคน Generation Z ใช้เวลากับ หน้าจอ Smart phone เฉลี่ยมากขึ้นปัจจุบันถึง ๙ ชั่วโมงต่อวัน ทำให้รูปแบบวิถีการเล่น ของเด็กได้เปลี่ยนไปจากอดีตถูก Smart phone เข้ามาแทนที่และมีบทบาท ในชีวิตประจำวันมากขึ้น นั่นก็เป็นเพราะว่าในขณะที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง แต่สิ่งต่าง ๆ นอกโลกกลับหยุดนิ่ง หรือมีการพัฒนาที่ถดถอยลง อย่างเช่นใน Slide จะเห็น ได้ว่ามีความแตกต่างเป็นอย่างยิ่งในการใช้เวลาว่างของเด็กเยาวชนในปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ ตั้งแต่ตื่นมาก็จะเล่นมือถือจนเข้านอน เทียบกับเยาวชนในอดีตที่เด็กจะมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ดูทีวี หรือเล่นกีฬา พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง มีกิจกรรม ที่หลากหลายกว่านำไปสู่การตั้งคำถามโครงสร้างพื้นฐานในชีวิตที่เหมาะสมต่อการพัฒนา ของเด็กและเยาวชนให้เหมาะสมตามวัยเพราะเหตุใดเด็ก ๆ จึงถึงเลือกใช้ชีวิตในโลก Online มากกว่าสังคมภายนอก นั่นก็เป็นเพราะว่าการใช้ชีวิตเพื่อออกกำลังกายมีค่าใช้จ่ายที่แพงกว่า ค่าครองชีพ และการจะออกกำลังกายในพื้นที่สาธารณะมีพื้นที่สาธารณะไม่ครอบคลุมที่เข้าถึง ได้ง่าย เพราะเขาจะไปศึกษาค้นหาความรู้จากที่อื่นทำไมในเมื่อในโลก Internet มีความรู้ ทั้งเปิดกว้างกว่ารวดเร็วกว่า ตอบโจทย์มากกว่า นี่ก็ถือเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ของเด็กและเยาวชนขาดความสมดุล ถ้าหากยังปล่อยให้เด็กและเยาวชนขาดกิจกรรม ทางกายและมีพฤติกรรมการใช้หน้าจอ Smart phone เช่นนี้ย่อมจะส่งผลเสียต่อการพัฒนา สุขภาพทางด้านร่างกายจิตใจ สังคม อารมณ์ และสติปัญญา และในการดำเนินการเพื่อแก้ไข มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้พื้นที่นอกโลก Online เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับเด็ก และเยาวชน อีกทั้งจะต้องได้รับการประสานความร่วมมือและสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งสถาบันครอบครัว โรงเรียน ชุมชนและภาครัฐ

สุดท้าย จากปัญหาดังกล่าวพ่อแม่พี่น้องประชาชนก็ได้ขอฝากความหวังไว้ กับท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ช่วยรณรงค์จัดหากิจกรรมเพื่อเพิ่มค่านิยมการบริโภค อาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายที่ดีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกหลานของเรา ทุกคน ขอบคุณครับ