สิริน หารือวิกฤตสุขภาพจิต-ปัญหาสายด่วน-งบลด-อุบัติเหตุคนเดินเท้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๗ กันยายน ๒๕๖๖

สิริน สงวนสิน หารือปัญหาสุขภาพจิตที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและครู พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ ปรับปรุงระบบสายด่วน 1323 ที่ยังมีข้อจำกัด รวมถึงผลักดันนโยบายดูแลสุขภาพจิตแบบครบวงจรที่เน้นการเพิ่มบุคลากร ขยายบัญชียา และใช้เทคโนโลยีสนับสนุน ท่ามกลางความกังวลต่อการลดลงของงบประมาณในขณะที่จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำปัญหาความปลอดภัยของคนเดินเท้า โดยเสนอให้มีการบูรณาการมาตรการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมสร้างวินัยจราจร ใช้เทคโนโลยี และปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เด็ก เพื่อลดอัตราอุบัติเหตุให้ใกล้ศูนย์

นายสิริน สงวนสิน กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สิริน สงวนสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา พรรคก้าวไกล วันนี้ผมมี ๒ ประเด็นหลัก ๆ ครับ

ประเด็นแรก เกี่ยวกับการดำเนินงานและนโยบายสุขภาพสาธารณสุข ส่วนของสุขภาพจิตที่มีผู้ดำเนินการหลักก็คือ สสส. และกรมสุขภาพจิต ปัจจุบัน ด้วยสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจและสภาพการเมืองที่ไม่มั่นคงส่งผลให้คนไทยมีความเครียด และความกดดันในครอบครัวและภายนอก โดยจากเพื่อนและจากตนเองนะครับ อ้างอิงจาก โรงพยาบาลพญาไท ตอนนี้คนไทยเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน หรือคิดเป็น ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยนะครับ แต่ก็ยังมีคนที่ป่วยและยังไม่ได้เข้ารับการรักษาอีก เป็นจำนวนมาก แล้วก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ซึ่งเราเห็นได้จาก ข่าวที่มีข่าวนักเรียนมัธยมกระโดดตึกฆ่าตัวตายบ้าง เนื่องจากโรคซึมเศร้าจากกลุ่มอาชีพครูเอง ก็น่าเป็นห่วง จากงานวิจัยที่ศึกษาคุณครูในโรงเรียน กทม. กว่า ๗๖ เปอร์เซ็นต์มีสุขภาพจิต อยู่ในระดับที่ไม่ดี และมีเพียงแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ที่อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ ซึ่งตัวเลขนี้ค่อนข้าง น่าเป็นห่วงมาก ๆ ครับ แม้สังคมจะมีการเปิดรับผู้ป่วยทางจิตเวชมากขึ้น แต่ก็ยังมีการเข้าใจ ผิดอยู่ในสังคมจำนวนมาก อาจจะคิดว่าคนที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชนั้น อาจจะต้องเป็นคนที่มีสติ ไม่สมประดีหรือเป็นบ้า หรือเป็นคนที่มีปัญหาในสังคม สาเหตุอาจจะมาจากการประชาสัมพันธ์ ที่ไม่ดีพอ ไม่ทั่วถึงเพียงพอที่ทำให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจถึงอาการป่วยทางจิตเวช เพราะจริง ๆ แล้วเพียงแค่เรามีอาการเครียดหรือว่าเรานอนไม่หลับ เราก็ควรจะเข้ารับ คำปรึกษาจากแพทย์เพื่อที่จะไม่ให้อาการกำเริบและรุนแรง

อันต่อไปที่ผมจะพูดถึงก็คือเกี่ยวกับสายด่วน ๑๓๒๓ ดูเผิน ๆ โครงการนี้ ก็เป็นโครงการที่ดีมาก ๆ แต่ถ้าลองโทรศัพท์เข้าไปใช้งานดู เวลาผมโทรศัพท์ไป ผมและ ทีมงานโทรศัพท์ไปขั้นต่ำรอสายมีเป็นครึ่งชั่วโมง บางครั้งโทรศัพท์ไป ๓-๔ ชั่วโมงยังไม่มี การรับสายนะครับ ถ้ามันติดง่าย ๆ เหมือน ๑๑๑๒ ก็คงจะดีนะครับ เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ เพราะเพียงแค่เราช้าเพียง ๑ นาทีบางครอบครัวอาจจะสูญเสียคนที่เรารักไปก็ได้นะครับ ผมถึงอยากจะสอบถามถึงปัญหาว่าทำไมเจ้าหน้าที่ถึงรับสายช้า เป็นเพราะบุคลากร ไม่เพียงพอหรือเปล่า หรือเป็นเพราะว่าการจัดการระบบที่ไม่ดี ยิ่งไปกว่านั้นในการที่ให้คำปรึกษา กับผู้ที่ขอคำปรึกษา ในโครงการนี้ส่วนใหญ่คำปรึกษาก็จะเป็นการประเมินแบบกว้าง ๆ ไม่ได้ครอบคลุมต่อสภาวะปัจจุบันที่มีโรคจิตเวชที่มันหลากหลายมากขึ้น ทั้งโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคสมาธิสั้น หรือเรียกว่า ADHD นะครับ ซึ่งในรายงานนี้ก็ดูเหมือนจะไม่มี ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ข้างต้นเลยครับ ผมจึงอยากจะเสนอให้ท่านศึกษาข้อมูล โรคดังกล่าวเพื่อพัฒนา และปรับปรุงโครงการสุขภาพจิตของท่านในปีถัดไปด้วยครับ

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของงบประมาณ งบประมาณของกองบริหารสุขภาพจิต ที่ได้รับน้อยลงเรื่อย ๆ สวนทางกับจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้นทุกปีนะครับ เห็นตัวเลขแล้ว ค่อนข้างน่าตกใจนะครับ ปี ๒๕๖๒ เราได้งบเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอในปีถัดมา ก็โดนตัดงบกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๙๕๐ ล้านบาท ปีถัดมา ก็โดนตัดอีกเหลือ ๖๕๐ ล้านบาท ปีถัดมาก็โดนตัดเหลือ ๖๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๖ มีงบ ๖๑๐ ล้านบาท ถ้าเทียบกับในปี ๒๕๖๒ เราถือว่าเราโดนตัดมากว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งงบประมาณมีทิศทางที่จะลดน้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งสวนทางกลับกลุ่มผู้ป่วยมากนะครับ ถ้าผมเป็นผู้ป่วยผมก็คงคิดว่าทำไมคนที่วางนโยบายไม่ได้ตระหนักหรือให้ความสำคัญ ไม่เห็นอกเห็นใจพวกเขาหรือเปล่า ทำไมต้องตัดลดนโยบายกันขนาดนี้นะครับ ทั้ง ๆ ที่ การฆ่าตัวตายของคนไทยมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับงบประมาณสุขภาพจิต ที่ลดน้อยลงนะครับ อันนี้ผมอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารโลกเมื่อปี ๒๕๕๖ ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คนมีคนฆ่าตัวตาย ๗.๕ คน และในปี ๒๕๖๒ ประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน มีคนฆ่าตัวตาย ๘.๘ คน ซึ่งจากสถิติเราเห็นว่ามันเพิ่มขึ้นนะครับ แต่พอเรามาดูสถิติ ของกองยุทธศาสตร์มันก็ไม่ตรงกับของธนาคารโลกนะครับ ซึ่งมันมีตัวเลขน้อยกว่านะครับ ซึ่งในรายงานของปัญหาการฆ่าตัวตายของคนไทยปี ๒๕๖๕ ที่รวบรวมโดยศูนย์เฝ้าระวัง การฆ่าตัวตายในสังคมก็ได้ยอมรับว่าการจัดทำข้อมูลเป็นการจัดทำข้อมูลค่อนข้างล่าช้า แล้วก็ตัวเลขมันยังน้อยกว่าความเป็นจริงอยู่มากนะครับ ผมจึงรู้สึกกังวลแล้วก็หนักใจ ต่อสุขภาพจิตของคนไทย แล้วก็อยากจะนำเสนอนโยบายของพรรคก้าวไกล การดูแล สุขภาพจิตแบบครบวงจรโดยการเพิ่มบุคลากร ขยายบัญชียา แล้วก็การใช้เทคโนโลยี การเพิ่มบุคลากรเราก็ควรจะเพิ่มบุคลากรจิตแพทย์ แล้วก็นักจิตวิทยาให้ครอบคลุม แล้วเราก็ต้องทบทวนบัญชียาหลักในระบบให้เท่าทันกับวิทยากรทางการแพทย์ในยุคปัจจุบัน พัฒนาบริการสุขภาพจิตรูปแบบใหม่ อาจจะเป็นการแพทย์ทางไกลหรือว่ามี Platform สุขภาพจิต รวมไปถึงการกำหนดให้มีการตรวจสุขภาพจิตฟรี เข้าไปใน Package ของการตรวจสุขภาพประจำปีครับ

เรื่องที่ ๒ ผมขอพูดเรื่องทางม้าลาย เรื่องทางเท้า แม้เราจะเกิดความตื่นตัว ในสังคมจากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นบนท้องถนน แล้วก็ความพยายามในการรณรงค์ ผ่านโครงการหลาย ๆ โครงการของ สสส. แต่ผู้เสียชีวิตในทางเท้าถ้าเราเทียบระหว่าง ปี ๒๕๖๕ กับปี ๒๕๖๔ มันลดลงจริง แล้วก็ลดลงประมาณ ๘๐ กว่าราย แต่ก็ยังมีผู้เสียชีวิต อยู่มาก นั่นละครับมันอาจจะเป็นเพราะว่าพวกเราคนไทยเราค่อนข้างจะลืมง่ายนะครับ อย่างในรายงานของท่านเองก็เขียนไว้เหมือนกันนะครับว่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ ของหมอกระต่ายผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ชะลอหยุดรถให้คนเดินเท้า โดยเฉพาะ รถจักรยานยนต์ไม่หยุดถึงร้อยละ ๙๒ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่ากังวลมากนะครับ คำถามคือมาตรการที่สนับสุนความปลอดภัยของคนเดินเท้าในปัจจุบันมันเพียงพอแล้ว หรือเปล่านะครับ ผมขอตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ครับว่า มาตรการของท่านดีแล้ว แต่เราไม่ควรพึงพอใจกับรายงาน ที่บอกว่าอุบัติเหตุทางเท้าลดน้อยลง ในปี ๒๕๖๔ มีผู้เสียชีวิต ๖๒๙ ราย แต่ในปี ๒๕๖๕ มีผู้เสียชีวิต ๕๔๘ ราย มันลดลง ๘๑ ราย แต่ก็ยังมีคนเสียชีวิตถือว่าเป็นเสียชีวิตรายวันอยู่ดี เราควรมองนะครับว่าเราควรทำอย่างไรให้อัตราการเสียชีวิตของกลุ่มคนเดินเท้าเป็น ๐ หรือใกล้เคียง ๐ ให้ได้มากที่สุดนะครับ นั่นหมายความว่าเราต้องมีการจัดการใหม่ทั้งระบบ โดยมีการบูรณาการร่วมกันจากทุกภาคส่วน อย่างแรก คือการบูรณาการร่วมกับการบังคับใช้ กฎหมายกับตำรวจ คือมันต้องมีความสม่ำเสมอ ย้ำว่าสม่ำเสมอ เพราะว่าพวกเราต่างเห็น ความตื่นตัวหลังจากเกิดอุบัติเหตุบ่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเราก็ลดความสนใจบ้าง แล้วก็ลืมกันนะครับ เราจึงอยากสนับสนุนให้มีการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวด ไม่เป็นเพียงแค่มาตรการเท่านั้นแต่ต้องทำจริง ๆ และมีบทลงโทษที่รุนแรงและเด็ดขาด รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการจับ ที่ทำได้ก็ทำอยู่แล้ว แต่ว่าเราไม่ควร จะทำแค่ความเร็วอย่างเดียว แต่ควรจะกวดขันวินัยการจราจรทุกอย่างครับ อย่างที่ ๒ เราควรจะบูรณาการร่วมกับกรมการขนส่งให้มีการอบรมอย่างเข้มงวด เพื่อให้ผู้ขับขี่เข้าใจ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดและต้องกลัวการถูกเพิกถอนใบขับขี่ด้วยครับ อย่างเช่นในประเทศญี่ปุ่นคนญี่ปุ่นเขาค่อนข้างเข้มงวดกับการทำใบขับขี่มากครับ และมีบทลงโทษที่ค่อนข้างหนักสำหรับคนที่ทำผิดจราจรนะครับ อย่างที่ ๕ ในภาคสังคม ในปีที่ผ่านมาเราก็มี Platform อยู่แล้วสำหรับคนที่สามารถแจ้งได้ว่าใครทำผิดกฎ แต่ว่าเวลา แจ้งเข้าไปเราก็ถูกปฏิเสธค่อนข้างหลายครั้ง ตัวผมเองผมก็เคยลองแจ้งเข้าไปมันก็มีข้อจำกัด หลายข้อครับ ก็เลยอยากจะให้ช่วยพัฒนาระบบ Platform ตรงนี้ให้คนสามารถมีส่วนร่วม แล้วก็ได้รางวัลนำจับจริง ๆ นะครับ ในส่วนที่ ๕ เราต้องบูรณาการร่วมกับกระทรวงศึกษา ให้ความรู้ความปลอดภัยตั้งแต่เด็ก ๆ ควรสร้างทัศนคติให้กับเด็ก ๆ และเยาวชนว่าการทำผิด กฎจราจรเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะได้เป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตสำนึกมากขึ้น เพราะการที่จะสร้างจิตสำนึกมันต้องสร้างจิตสำนึกตั้งแต่ในช่วงเติบโต อย่างในประเทศญี่ปุ่น เขามีการปลูกฝังตั้งแต่เด็กวัยอนุบาล และผมก็ขออนุญาตยกตัวอย่างในพื้นที่ตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา ก็ยังมีคนที่ขับรถมอเตอร์ไซค์ย้อน Lane เป็นประจำนะครับ