สิริลภัส ตั้งข้อสังเกตประสิทธิภาพแคมเปญลดดื่มเหล้า เสนอเน้นรับผิดชอบแทนกลัว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๗ กันยายน ๒๕๖๖

สิริลภัส กองตระการ ตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพและคุ้มค่าของงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทที่ใช้ในแคมเปญลดการบริโภคแอลกอฮอล์ ชี้แม้อัตราการดื่มลดลงเพียงเล็กน้อยแต่ตัวเลขการเสียชีวิตกลับเพิ่มสูงขึ้น พร้อมตั้งคำถามถึงแนวทางการสื่อสารที่เน้นความกลัวจนอาจดูถูกผู้บริโภค และเสนอให้เปลี่ยนมาเน้นการดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ รวมทั้งเรียกร้องให้ขยายบทบาทการรณรงค์ไปยังสารเสพติดอื่นอย่างกัญชาและน้ำกระท่อม พร้อมท้วงติงความไม่สอดคล้องของข้อมูลในรายงานงบประมาณที่ส่งผลต่อความโปร่งใสในการใช้จ่ายภาษีของประชาชน

นางสาวสิริลภัส กองตระการ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร บางกะปิ วังทองหลาง แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ จากพรรคก้าวไกล วันนี้ก็มีประเด็นที่จะขอมา อภิปรายกับ สสส.

ประเด็นแรก คือการตั้งคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความคุ้มค่า ของการใช้เงินลงทุนไปกับ Campaign รณรงค์เรื่องของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค่ะ ขอ Slide นะคะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพที่ท่านได้รายงานมาในหน้าที่ ๑๒ ข้อ ๒ เรื่องของการบริโภคเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ข้อมูลนี้ท่านชี้แจงมาว่าในปี ๒๕๔๔ อยู่ที่ ๓๒.๗ เปอร์เซ็นต์ เรื่อยมาจนถึง ปี ๒๕๖๐ อยู่ที่ ๒๘.๔ เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา ๑๖ ปีตัวเลขลดลงมาแค่ ๔.๓ เปอร์เซ็นต์ มาถึงปี ๒๕๖๔ เหลือ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ๔ ปีผ่านไปลดลงไปเพียงแค่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในรายงานก็ระบุเอาไว้ว่าอยู่ในอัตราค่อนข้างคงที่และลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ว่า เมื่อดูจากตัวเลขในรายงานดิฉันถือว่าอยู่ในตัวเลขที่น้อยมาก เพิ่มเติมจากรายงานอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รายงานในนี้อยู่ที่หน้าที่ ๓๑ ก็ระบุไว้ว่ามีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น จากตัวเลขที่ท่านรายงานมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ จนถึงปี ๒๕๖๒ เฉลี่ยอยู่แล้วประมาณ ๙,๕๖๓ คนต่อปี สอดคล้องกันกับ ตัวเลขการเจ็บป่วยที่มีสาเหตุจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซ้ำร้าย ไปกว่านั้นเทียบกันจากปี ๒๕๕๘ จนถึงปี ๒๕๖๒ กลับกลายเป็นว่าปี ๒๕๖๒ ที่เป็นปีล่าสุด ที่อยู่ในรายงานมีผู้ป่วยที่นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมากที่สุด และจากรายงานในหน้า ถัดไปเรื่องของปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ท่านก็ระบุไว้ในรายงานนะคะว่า ปริมาณการบริโภคลดลง เพราะการออกพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี ๒๕๕๑ และการประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตปี ๒๕๖๐ แล้วตัวเลขก็กลับมา สูงขึ้นอีกครั้งเมื่อผู้ผลิตและผู้บริโภคปรับตัวได้ อีกทั้งยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี ๒๕๖๔ นี่จะเป็น ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นแล้วหรือยังคะว่าเมื่อภาคธุรกิจกับภาคประชาชนปรับตัวได้แล้ว พฤติกรรมการบริโภคแอลกอฮอล์ของประชาชนก็แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย จากข้อมูลที่ดิฉันนำมาในรายงานเล่มนี้ก็อยากจะเชิญชวนประชาชนที่ชมอยู่ แล้วก็ทุกท่านที่ อยู่ในนี้มาช่วยกันตั้งคำถามว่าตัวเลขที่มันขึ้น ๆ ลง ๆ ของอัตราการเสียชีวิต อัตรา การเจ็บป่วย หรือการบริโภคแอลกอฮอล์ขึ้นลงแบบนี้หรือคงที่แบบนี้เป็นผลงานมาจาก สสส. จริงหรือไม่ และ Campaign ต่าง ๆ ที่ท่านได้รณรงค์มามันคุ้มไหมกับการใช้เงินไปกว่า ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะว่าตรงนี้ก็อยากจะตั้งคำถามว่าท่านรณรงค์ไปเพื่อที่ปีหน้าก็จะ ได้กองทุนเท่าเดิมหรือเพิ่มเติมมากขึ้น เพราะจำนวนผู้บริโภคก็แทบไม่ได้ลดลงเลยนะคะ นอกจากนี้ยังมี Campaign อีก Campaign หนึ่งนะคะที่ดิฉันรู้สึกว่าเป็นการแปะป้าย ให้กับผู้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าคนกลุ่มนั้นเป็นคนบาป เป็นคนไม่ดี Slide ถัดไป คือ Campaign นี้ค่ะ ให้เหล้าเท่ากับแช่ง มีรายงานฉบับสมบูรณ์ของการวิจัยให้เหล้า เท่ากับแช่ง การสร้างสรรค์ การรับรู้ การตอบสนองของสื่อภาพยนตร์รณรงค์งดดื่มสุรา ของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณของเดือนตุลาคม ๒๕๖๓ มีส่วนหนึ่งของผลวิจัยชี้ให้เห็นว่าความคิดเห็นต่อการสร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณาในช่วง ๑๐ ปีแบ่งเป็น ๒ ระยะด้วยกัน ในระยะแรก คือตั้งแต่ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๖ ประชาชนยังคงเห็น ด้วยค่ะ แต่ในระยะหลังตั้งแต่ ปี ๒๕๕๗-๒๕๖๒ ผู้คนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นขัดแย้ง และวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากการนำเสนอโฆษณาไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเกี่ยวกับ พฤติกรรมการดื่มสุราในปัจจุบัน และการใช้แรงจูงใจด้านความตลกขบขัน หรือว่าการใช้ แรงจูงใจด้านความกลัว ทำให้นักดื่มถูกมองว่าเป็นการดูถูกตัวเองค่ะ ต่อไปนะคะ เรื่องของการรับรู้และการตอบสนองค่ะ แรก ๆ เช่นเดียวกันประชาชนชอบสนใจ เพราะรู้สึก ว่าเป็นประเด็นใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประชาชนที่เป็นผู้ดื่มเริ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับผลเสีย ของการดื่มสุรา และวงจรของธุรกิจผู้จำหน่ายสุรามากขึ้น ทำให้การนำเสนอเนื้อหาแบบเดิม มันเรียกได้ว่าไม่สามารถสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมหรือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานโฆษณา ได้อีก แล้วเรียกง่าย ๆ ประชาชนไม่ซื้อแล้วค่ะ Idea นี้นะคะ นี่อาจจะเป็นการส่งสัญญาณ นะคะว่าตอนนี้ทัศนคติ ความรู้ ความเข้าใจเรื่องของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของประชาชนนี่มันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว มี Campaign หนึ่งค่ะที่อันนี้ดิฉันก็เห็นว่าพอจะ สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านปัจจุบันนั่นก็คือการรณรงค์ให้ผู้บริโภคดื่มอย่างมี ความรับผิดชอบ ดื่มอย่างมีอารยะ เช่นของโครงการนี้ดื่มไม่ขับ พอจะเป็นไปได้ไหมถ้าจะ รณรงค์เรื่อง Campaign การดื่มไม่ขับ การดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ หรือการดื่มแบบ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น จะช่วยเป็นการรณรงค์ให้การดื่มสอดคล้องกับพฤติกรรม ของประชาชน และผู้บริโภคในปัจจุบันนี้ และดิฉันก็เชื่อว่ายังมีผู้ดื่มอีกหลายท่านเลยนะคะ ที่ใช้การดื่มเป็นศิลปะการใช้ชีวิต การเรียนรู้ศาสตร์และศิลป์เรื่องราว หรือประวัติศาสตร์ ผ่านทางเครื่องดื่มต่าง ๆ จากวิสัยทัศน์ของท่านนะคะที่ท่านบอกว่าอยากจะกระตุ้นให้เกิด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และความเชื่อดิฉันก็เลยอยากจะสอบถามนะคะว่าท่านจะพอมี แนวทางไหมในการที่จะเปลี่ยนทัศนคตินี้จากการแปะป้ายผู้บริโภคเครื่องดื่มว่าเป็นคนบาป เป็นคนไม่ดีเปลี่ยนมาเป็นการรณรงค์ให้การดื่มดื่มแบบมีความรับผิดชอบ ดื่มแบบมีอารยะ แล้วก็ไม่เบียดเบียนคนอื่น

ทีนี้ก็จะมีอีก ๑ ประเด็นเช่นเดียวกัน ก็คือท่านสามารถร่วมรณรงค์ ในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้นได้มากกว่านี้หรือไม่ เพราะว่าในสังคมปัจจุบันก็ไม่ได้มีเพียงเฉพาะ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กัญชาก็มี หรือตอนนี้น้ำกระท่อมเองก็มีออกมาเยอะมาก สัดส่วน ในการที่จะรณรงค์จะเพิ่มมากขึ้นได้ไหม ตอนนี้พอมันไม่ได้มีแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มันมีกัญชาอันนี้ฝากถามไปถึงท่านประธานกองทุนเลยก็ได้นะคะ พอมันเริ่มมีกัญชา เข้ามาด้วย ทีนี้ประชาชนว้าวุ่นเลยค่ะ เริ่มว้าวุ่นแล้วฝากไว้ด้วยค่ะ

อีก ๑ ประเด็น ก็คือตัวเลขในรายงานค่ะ ตัวเลขในรายงานที่ท่านได้รายงาน มาจากรายงานของท่านกับรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่มันไม่เท่ากันอยู่ ดิฉันอยากถามว่าสรุปสุดท้ายแล้วเราต้องยึดตัวเลขไหนคะ เพราะว่ามันมีความแตกต่างกัน มากเหลือเกิน อันนี้ประชาชนก็ฝากถามมาในฐานะที่เป็นคนจ่ายภาษีเช่นเดียวกัน ก็อยากจะ รู้ว่าภาษีที่ท่านใช้ไปคุ้มค่า และเราจะตรวจสอบได้อย่างไร ฝากไว้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ