ชุติมา คชพันธ์ หารือปัญหายางพาราที่รุมเร้าเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง โดยท้วงติงรัฐบาลถึงความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาราคารับซื้อน้ำยางที่ตกต่ำกว่าต้นทุน พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแทนการพูดซ้ำ ทั้งการปรับบทบาทเป็นผู้นำตลาดโลก กำหนดราคาและทิศทางอุตสาหกรรมเอง เร่งวิจัยพัฒนายางสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและทางการแพทย์ ส่งเสริมการตลาดเชิงรุก ขยายความตกลงการค้า สนับสนุนเกษตรกรเข้าถึงกองทุนอย่างแท้จริง และผลักดันนวัตกรรมการใช้ยางในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและทำให้เกษตรกรยิ้มได้ในระยะยาว
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎร ดิฉัน ชุติมา คชพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากภาคใต้จังหวัดพัทลุงค่ะ ดิฉันเกิดที่จังหวัดพัทลุง ดิฉันเป็นลูกหลานชาวใต้ ที่เห็นสวนยางพารามาตั้งแต่เด็ก วันนี้ดิฉันขอมุ่งเน้นไปที่เรื่องยางพาราเป็นหลักเลยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพ)
เนื่องจากว่าดิฉันทนไม่ได้ ที่จะเห็นพี่น้องประชาชนของเราต้องหลั่งน้ำตาซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดมา ตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมาเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่มีอยู่ประมาณ ๑.๗ ล้านคนทั่วประเทศได้ผลิต ยางพาราออกสู่ตลาดประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในแต่ละปี แต่ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราก็ยังคงต้องอยู่อย่างยากลำบาก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทำไมประเทศนี้ถึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้สักที กลับมามองที่พวกเรา ในฐานะของผู้แทนราษฎรที่เป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นที่หวังของพี่น้องเกษตรกร ปรากฏว่า ดิฉันพบว่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมา ๓๑ ปีผ่านไป เราพูดถึงเรื่องยางพารา ดิฉันเน้นเรื่อง ยางพารา เรายื่นญัตติถึง ๒๒ ครั้ง เป็นกระทู้ถามอีก ๘๑ ครั้ง รวมแล้วเป็น ๑๐๓ ครั้ง เราพูดกันแต่เรื่องยางพารานี่ละค่ะ แล้วทำไมมันถึงไม่ดีขึ้นเลย ถ้าเป็นบริษัทบริษัทหนึ่งนะคะ และปัญหาเดิม ๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก รวมแล้ว ๓๑ ปีเลยนะคะท่านประธาน บริษัทนี้ ใกล้จะเจ๊งแล้วค่ะ ดิฉันเจอหน้าของพี่น้องเกษตรกรทุกครั้ง เจอด้วยความทุกข์ระทม เช่นเดียวกัน
Slide ถัดไปเลยค่ะ ดิฉันอยากจะเสนอให้เพื่อน ๆ สมาชิกในที่นี้ได้รับฟังนะคะ พี่น้องชาวจังหวัดพัทลุง อำเภอควนขนุน บอกดิฉันว่าตัดยางได้วันละ ๖ กิโลกรัม กิโลกรัมละ ๔๐ บาท ให้ลูกไปโรงเรียนก็ ๒๕๐ บาทแล้ว ถามว่าเอาอะไรมากินในแต่ละวัน ค่ากับข้าว ก็ไม่พอกินแล้ว ค่าน้ำ ค่าไฟอีกจะอยู่กันอย่างไร คนต่อไปนะคะ พี่น้องดิฉันบอกว่าตัดยาง ครั้งหนึ่งแบ่งกันคนละไม่ถึง ๖๐ บาท ชีวิตอยู่ขนาดไหน น่าเอ็นดูขนาดไหน ไม่พอก็ติดลบกัน ไปก่อน ก็อยู่กันแบบนี้ขาดทุนกันไปก่อนอยู่แบบนี้ ติดลบไปเรื่อย ๆ
ในส่วนของผู้ประกอบการรับซื้อน้ำยาง ดิฉันทราบมาว่าเมื่อก่อนจากที่เคย รับซื้อน้ำยางวันละ ๔ ตัน ตอนนี้แค่ให้ได้วันละ ๔๐๐ กิโลกรัมก็ต้องชะเง้อคอกันคอแทบหัก นี่คือสภาพความเป็นอยู่ในพื้นที่จริง ถ้าใครที่ไม่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้หรือพื้นที่ที่มียางพารา คงจะไม่เข้าใจ น้ำตาของพี่น้องชาวสวนยางของดิฉันหลั่งรินซ้ำแล้วซ้ำอีกทุกปี แล้วเราจะเป็น อย่างนี้ไปถึงเมื่อไรคะ ดิฉันจำได้ว่าในสมัยประชุมสภาครั้งที่แล้วดิฉันเคยได้ยิน สส. เจนวิทย์ ไกรสินธุ์ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามนะคะ เพราะท่านพูดด้วยความรักและห่วงใยเกษตรกร ชาวสวนยางพาราแบบที่ดิฉันพูดนี่ละค่ะ ตอนนั้นท่านอยู่อดีตพรรคอนาคตใหม่ และตอนนี้ วันนี้ดิฉันก็ต้องมาพูดเรื่องเดิมเหมือนกัน เราจะพูดเรื่องนี้ไปอีกถึงเมื่อไร เรื่องนี้เราแก้ไขกัน เสียทีได้ไหมคะ โดยที่ไม่ต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะการที่พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกถึง ๑๐๓ ครั้ง แปลว่าการทำงานของเราไม่มีประสิทธิภาพ และการทำงานของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ๓๑ ปี ไม่มีประสิทธิภาพเอาเสียเลยนะคะ
ดิฉันจึงอยากจะขอนำเสนอนะคะ วันนี้ดิฉันจะให้เห็นก่อนว่าตอนนี้ราคา น้ำยางพารา ณ วันที่ ๓๐ สิงหาคมที่ดิฉันดูมา น้ำยางสดอยู่ที่ประมาณ ๔๓ บาท กลายเป็นว่า ยังต้องขาดทุนอยู่ ๒๑ บาท ต้นทุน ๖๑ บาทเข้าไปแล้วค่ะท่านประธาน ดิฉันรับไม่ได้จริง ๆ ที่เราต้องอยู่กันแบบนี้ต่อไป ดิฉันขอเสนอค่ะ ขอเสนอให้ไทยเราเป็นผู้นำในตลาดโลก รัฐบาลต้องกล้าที่จะเป็นผู้นำ ทุกวันนี้กลไกของตลาดโลกคือเราต้องตามอยู่นะคะ เวลาที่ ถามว่าทำไมราคายางพาราเป็นแบบนี้ ๆ ดิฉันถามใครก็ตาม ตอบคำตอบเดียวกันเลยคือ เราต้องดูราคาตลาดโลก เราต้องอิงตลาดโลก และทำไมเราต้องอิงล่ะคะ ทำไมเราต้องเป็นอิง สิงคโปร์ มาเลเซีย ทำไมเราไม่เป็นผู้นำเสียเอง เราต้องผ่าตัดใหญ่ ประเทศเราป่วยมากแล้ว โดยเฉพาะในวงการยางพารา ดิฉันขอฝากไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนที่เข้ารับหน้าที่ทุกวันนี้ที่เพิ่งรับหน้าที่ไป แล้วก็กระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ดิฉันขอฝากให้ทำหน้าที่ตรงนี้ด้วย ขอให้ท่านกล้าที่จะวาง Vision ใหม่ วางตำแหน่งใหม่ในเวทีโลก ไทยจะต้องเป็นศูนย์กลางยางพาราโลก และเป็นผู้กำหนดราคา เป็นผู้กำหนดทิศทางเสียเอง ท่านต้องท้าทายตัวเองให้ได้ และดิฉันมั่นใจว่าถ้าพรรคก้าวไกล เป็นรัฐบาล เรากล้าที่จะทำ เรากล้าที่จะปรับโครงสร้างใหม่ เรากล้าที่จะรื้อ เรา Challenge พอที่จะแก้ปัญหานี้ได้แน่นอน ขอให้เร่งหาตลาดรองรับก็คือว่าให้รัฐร่วมลงทุนในการวิจัย และพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะยางรถยนต์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้ใช้ปริมาณยางมากขึ้น แล้วก็ในส่วนของการแพทย์ต่าง ๆ แล้วก็ในชีวิตประจำวันนะคะ
Slide ถัดไปเลยนะคะ เนื่องจากเวลามีน้อย ขอให้มีการทำงานในเชิงรุก มากขึ้นแบบเชิงรุกจริง ๆ ที่ไม่ใช่ทำไปวัน ๆ แล้วก็ Matching กันแล้วก็จบ ขอให้มีการ Matching แล้วเกิดผลจริง ๆ มีการติดตามจริง ๆ และขยายมิตรประเทศ FTA มากขึ้น รวมถึงให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อมคือ FSC และ EUDR เพราะสิ่งเหล่านี้ เขาจะมากีดกันทางการค้ากับเรา ถ้าเราไม่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้นะคะ
ในประเทศก็ขอให้นำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ แล้วก็ในชีวิตประจำวันมากขึ้น อะไรที่เป็นสินค้าในชีวิตประจำวันที่เราใช้กันอยู่ขอให้นำมาใช้มากขึ้น และที่สำคัญในตอนนี้ ดิฉันเห็นมีกองทุนต่าง ๆ เยอะแยะมากมายเลยค่ะ กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร กองทุน ต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือเกษตรกร ขอให้เกษตรกรเข้าถึงกองทุนเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น และเข้าถึงได้ จริง ๆ ที่ไม่ใช่ไปปล่อยให้กับหน่วยงานต่าง ๆ โดยที่เกษตรกรเข้าไม่ถึงแบบที่ผ่านมา
ในเรื่องของ Startup แล้วก็ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมแปรรูปยางพารา ขอให้ส่งเสริมมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้เกิดการนำยางพารามาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น
โดยสรุปนะคะ สิ่งที่ดิฉันอยากจะนำเสนอก็คือว่าขอให้รัฐบาลใหม่ และรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวง ทำทันทีแล้วก็รวดเร็วด้วยนะคะ ไม่เอาแบบ ลูบหน้าปะจมูกแบบที่ผ่านมาแล้ว ดิฉันไม่ต้องการเห็นสภาชุดต่อไปที่ต้องเห็นพวกเรามาพูด เรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นแปลว่าปัญหายังไม่หมดไป ดิฉันต้องการเห็นพี่น้องเกษตรกร ชาวสวนยางของพวกเราทุกคนทั่วประเทศยิ้มได้ ดิฉันขอฝากประเด็นนี้ไว้กับรัฐบาลใหม่ ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ