สรวงศ์ เทียนทอง เสนอญัตติด่วนให้สภาฯ พิจารณาแนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ เพื่อคุ้มครองรายได้เกษตรกร โดยชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเกษตรกรรมไทยที่ผลิตเพื่ออุตสาหกรรมมากกว่าการบริโภคภายในประเทศ และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบด้วยการจำแนกตลาดเป็น Mass และ Niche Market พร้อมผลักดันการพัฒนาผลผลิต การผลิต การตลาด และการวิจัยอย่างยั่งยืน รวมถึงการปรับนโยบายรัฐ เช่น การแก้ พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ. 2489 และส่งเสริมระบบสัญญาความร่วมมือแบ่งปันผลกำไร เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้เกษตรกรและแก้ปัญหาตลาดผลไม้ ปศุสัตว์ และสินค้าเกษตรอื่นอย่างรอบด้าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ สรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องกราบ ขอบพระคุณสภาแห่งนี้ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้เสนอญัตติ ซึ่งเป็นญัตติด่วนเกี่ยวกับ ความเป็นอยู่ ปากท้องของพี่น้องประชาชน ขออนุญาตท่านประธานอ่านญัตติให้กับที่ประชุม แล้วก็พี่น้องประชาชนให้ได้รับทราบครับ เรื่องขอเสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรร่วมกัน พิจารณาหามาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหา และป้องกันราคาพืชผลทางการเกษตร และสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ เพื่อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการ ต่อไป เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร เนื่องด้วยประเทศไทยถือเป็นประเทศเกษตรกรรม กว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรมีอาชีพเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรมเพื่อการบริโภค หรือเกษตรกรรมเพื่อการอุตสาหกรรม รวมถึงการทำปศุสัตว์เพื่อการพาณิชย์ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพหลักซึ่งสร้างรายได้ให้กับประเทศมหาศาล อย่างไรก็ตามเกษตรกร มักไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปัญหาต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ ดังนั้นกระผมขอเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรช่วยกัน ระดมความคิดเห็น เสนอปัญหา และวิธีการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหามาตรการในการป้องกันและแก้ปัญหาพืชผลและสินค้าทางการเกษตรตกต่ำต่อรัฐสภา เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป ท่านประธานครับ ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าประเทศไทยคือประเทศเกษตรกรรม มากกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรมีอาชีพเป็นเกษตรกร สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมหาศาล แต่ในขณะเดียวกัน ภาครัฐเองก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเช่นกัน ในการดูแลเยียวยาให้กับพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นราคาพืชผลตกต่ำแต่ละปี ๆ ผมมั่นใจว่ารัฐบาล โดยการนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และคณะรัฐมนตรี จะนำพา ประเทศไทย และช่วยกันแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ผมขออนุญาต ที่จะเข้าไปสู่ Slide ที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพ)
เพื่อจะให้ท่านสมาชิก แล้วก็พี่น้อง ประชาชนได้เห็นครับว่าจาก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ผมพูดถึงที่เป็นเกษตรกรนั้น ๗๗ เปอร์เซ็นต์ เพาะปลูก ไม่ว่าจะเป็นปลูกข้าว ปลูกยาง ผลไม้ต่าง ๆ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ อีก ๑๗ เปอร์เซ็นต์ จะเป็นปลูกพืชและทำปศุสัตว์ แต่ถ้าเรามองไปที่กราฟทางขวามือ นั่นจะเป็นการแยกแยะ ประเภทของพืชที่เกษตรกรปลูกครับ มากกว่าครึ่งหนึ่ง ๕๗ เปอร์เซ็นต์คือ ข้าว ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด นี่คือพืชเศรษฐกิจหลัก และเราจะเห็นได้เลยครับว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ก็คือไม่รวมพืชอื่น ๆ คือเกษตรกรรม เพื่อการอุตสาหกรรม ไม่ใช่เกษตรกรรมเพื่อการบริโภค เกษตรกรรมเพื่อการบริโภค ก็คือปลูกแล้วสามารถเก็บเกี่ยวมารับประทานได้เลย เกษตรกรรมเพื่อการอุตสาหกรรม ก็คือข้าวก็ต้องเข้าโรงสี ยางพารา มันสำปะหลังก็ต้องไปแปรรูปเป็นแป้งมัน เป็นโน่นเป็นนี่ต่าง ๆ อ้อยก็ต้องกลายเป็นน้ำตาล สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถจะบอกได้เลยว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่เป็นเกษตรกรรมเพื่อการอุตสาหกรรมเป็นส่วนมาก วันนี้ผมขอเสนอญัตตินี้ เพื่อให้พี่น้องและเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นครับ เพราะแต่ละที่ แต่ละพื้นที่ปัญหาต่างกัน วิธีการแก้ปัญหาต่างกัน เพราะฉะนั้นบอกกับท่านประธานตรงนี้ เลยครับว่าเดี๋ยวจะมีเพื่อน ๆ สมาชิกหลาย ๆ ท่านขึ้นมาอภิปรายในส่วนของรายละเอียด แต่ละพืช วันนี้ผมขอเสนอในภาพรวมให้ท่านประธานได้เห็นว่าการแก้ปัญหาจะทำไม่ได้เลย ถ้าเราไม่รู้ปัญหา
ขออนุญาตไป Slide ที่ ๓ ผมขออนุญาตอย่างนี้ครับ ผมและทีมงาน ทีมเกษตรของพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ทำการบ้าน เราจะไม่รู้ปัญหาเลยถ้าเราไม่สามารถที่จะ แยกแยะปัญหาได้ ผมขออนุญาตที่จะนำเสนอแนวคิดไปสู่รัฐบาล ก่อนอื่นเลยต้องแยกพืช ก่อนครับว่าอันไหนเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการมาก อาจจะมีมูลค่าไม่ได้สูงมาก แต่ตลาด ต้องการเยอะ กับอีกฝั่งหนึ่งก็คือตลาดต้องการน้อยแต่ราคาสูงลิบลิ่วเลย เพราะฉะนั้น ผมเอากราฟนี้ขึ้นมาให้ดูเพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นครับว่าการที่เราจะจำแนกผลิตภัณฑ์ ผลิตผล ทางการเกษตรนี่เราสามารถแยกได้ออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ก็คือเป็น Mass กับเป็น Niche Market ก็จะเป็นตลาดต้องการเยอะแต่เราผลิตได้น้อย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องนำไปสู่ การเป็นตัวตั้งในการที่จะพิจารณาการแก้ปัญหาครับท่านประธาน
Slide ถัดไปครับ นี่คือวิธีการคิดคร่าว ๆ ยกตัวอย่างถั่วเหลือง ตลาด ถั่วเหลืองความต้องการแต่ละปี ๔ ล้านตัน ผลิตได้ครับ ประเทศไทยผลิตได้ ๒๐,๐๐๐ ตัน นี่คือสิ่งที่เป็นตัวอย่าง เราผลิตได้ผลผลิตต่อไร่ ๒๓๕ กิโลกรัม ในขณะเดียวกันมาตรฐานโลก เขาผลิตกันได้ ๔๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ผมจำแนกออกมาแล้วตรงนี้เป็น M2 ครับ
Slide ต่อไปครับ ผมขออนุญาตไปเร็ว ๆ นี่คือตัวอย่างการแยกประเภท พืชไร่ พืชยืนต้น แล้วก็สัตว์ ที่ผมทำตัวเลขออกมาคร่าว ๆ ข้าวเจ้า ข้าวหอมมะลิ อ้อย นี่คือพืชไร่ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทยครับ
ต่อไปเลยครับ นี่คือวิธีการแก้ปัญหา เราเอาตัวต้นหลักของปัญหาจำแนก พืชเสร็จ เรามาจำแนกว่าในส่วนของด้านการผลิตเราต้องแก้อย่างไร ในส่วนของด้านการค้า การตลาดเราต้องแก้อย่างไร การวิจัยเพิ่มเติม วางแผนปริมาณผลผลิต บริหารปัจจัย แล้วก็ การบริหารสาธารณภัยต่าง ๆ นี่คือตัวอย่างที่กระผมได้ทำการบ้านแล้วก็อยากที่จะเสนอ ต่อรัฐบาลให้ได้ทราบว่าถ้าเรารู้ปัญหา รู้วิธีการแก้ปัญหา และจะแก้ปัญหาให้กับพี่น้อง เกษตรกรได้อย่างยั่งยืนจริง ๆ ครับ
Slide ต่อไปเลยครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตสรุปเลยนะครับว่าแนวทาง การแก้ปัญหาก็คือจำแนกประเภทสินค้า เลือกชุดนโยบายที่เหมาะสมในการที่จะแก้ปัญหา ดำเนินนโยบายให้เข้ากับลักษณะของสินค้า แล้วก็การประเมินผลิตภัณฑ์ตามผลการใช้ นโยบายต่าง ๆ ก็คือการติดตามผลงานนั่นเองครับ
ต่อไปครับท่านประธาน ผมขออนุญาตลงรายละเอียดในพืช ๒ ตัวครับ ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย จำ Slide ที่ ๑ ได้ใช่ไหมครับ ที่ผมบอกว่า ๕๗ เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกรปลูกข้าว และ Slide นี้ก็จะได้เห็นเลยครับว่าข้าวไทยกับราคา ข้าวไทยในตลาดโลกเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับตลาดเพื่อนบ้าน จะเห็นเลยว่าประเทศไทย ในตลาดโลกพร้อมที่จะจ่ายราคาข้าวไทย ทั้งข้าวหอมมะลิแล้วก็ข้าวจ้าวขาวมากกว่าในตลาด เพื่อนบ้าน
Slide นี้เป็นราคาตลาดโลกกับราคารับซื้อข้าวไทย จะเห็นว่าตลาดโลก มีแนวโน้มของราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากเรื่องสงครามยูเครน-รัสเซียด้วยอะไรต่าง ๆ แต่พอ มองดูด้านล่างเป็นสิ่งที่น่าตกใจครับ ที่กราฟมันอยู่ในแนวดิ่งลง ตลาดไทย ราคาข้าวไทย กลับตกลง ผมมองว่าอาจจะเป็นในเรื่องของการตลาด แล้วก็การดำเนินนโยบายของรัฐ ที่ไม่สมบูรณ์ ผมขออนุญาตเสนอกับที่ประชุมอย่างนี้ครับ ถ้าเป็นไปได้เราจะรู้จักกันแต่ เรื่องของการทำ Contract Farming ผมอยากให้ท่านประธานแล้วก็คณะรัฐมนตรี ได้คำนึงถึงการที่จะใช้ Profit Share Contract Farming ให้เกษตรกรเป็นเจ้าของตลาด เองด้วย ทำไม่ยากครับ เราจะเห็นว่าชาวนาลงทุน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ โรงสีลงทุน ๖ เปอร์เซ็นต์ ผู้ส่งออกลงทุน ๑๔ เปอร์เซ็นต์ แต่กำไรที่ได้ชาวนาได้กำไร ๓ เปอร์เซ็นต์ โรงสีได้กำไร ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ผู้ส่งออกเยอะสุด ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ลงทุนน้อยแต่กำไรมาก ถ้าเราใช้ Profit Share Contract Farming เข้ามา เกษตรกรจะได้กำไรเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่เขาลงทุนไป ทำง่าย ๆ เลยครับ พ.ร.บ. ข้าว ที่เราใช้กันอยู่ตอนนี้ พ.ศ. ๒๔๘๙ แก้ได้แล้วครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ ๕ ต้องมีข้าวสารในกรรมสิทธิ์ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ เมตริกตัน ภายใน ๑๕ วันที่ได้รับหนังสืออนุญาตและตลอดเวลาที่ได้รับอนุญาตการค้าข้าว อันนี้ขอฝากรัฐบาล ให้รีบแก้เลยครับ ผมหมดเวลาแล้วแต่ว่าขอฝากเพื่อน ๆ สมาชิกครับ ในเรื่องของตลาดผลไม้ ตลาดโค กระบือ ตลาดโคนม โคเนื้อ แล้วก็พืชต่อ ๆ ไป ขออนุญาตท่านประธานเสนอญัตติ ให้กับสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอกับรัฐบาลชุดนี้ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ต่อไป กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ