สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ หารือปัญหาราคากุ้งตกต่ำจากผลผลิตล้นตลาดและความต้องการบริโภคลดลง กระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในกว่า 30 จังหวัด โดยยกกรณีจังหวัดตรังเป็นตัวอย่าง ชี้ปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นขณะที่ราคาขายลดลงจนขาดทุน รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้ากุ้งต่างประเทศที่ฉุดตลาดภายใน จึงเสนอทั้งมาตรการระยะสั้น เช่น การชดเชยราคาและจำนำกุ้ง และมาตรการระยะยาว เช่น การลดต้นทุนพลังงานและส่งเสริมตลาดในประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญหรือส่งเรื่องถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อเร่งแก้ไขและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งว่าในช่วงตั้งแต่เดือนเมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม และช่วงเดือนสิงหาคมไปจนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี จะเป็นช่วง ที่ผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้เป็นปีที่มีสภาพอากาศ แปรปรวน ร้อนสลับฝน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายทำให้เกษตรกรต้องเร่งระบายผลผลิต ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคทรงตัว และการส่งออก ชะลอตัว เหตุจากคำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลง และมีการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศมากขึ้น จึงส่งผลโดยตรงกับราคากุ้งตกต่ำ หากภาครัฐไม่มีมาตรการในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม อาจส่งผลให้ปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงมากขึ้นได้ เนื่องจากเป็นเรื่อง เกี่ยวกับประโยชน์สำคัญและเร่งด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจโดยรวม ของประเทศอย่างยั่งยืน ดิฉันจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวผ่านสภาผู้แทนราษฎร ขอให้พิจารณา ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาในเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำ เพื่อประโยชน์ ของประชาชน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ โดยมีข้อมูลที่จะนำเสนอต่อสภาดังต่อไปนี้ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ จากการฟังอภิปรายของเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ที่นำปัญหาเรื่องเดียวกันเข้าสู่สภาในวันนี้ สังเกตได้ว่าเป็นเพื่อนสมาชิกที่มาจาก หลายพรรคการเมืองซึ่งอาศัยอยู่ต่างภูมิภาคกัน การนำเสนอไปในทิศทางเดียวกันเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจเลี้ยงกุ้งทะเลเป็นภาคส่วนหนึ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขเยียวยา อย่างเร่งด่วน เพราะกระทบต่อการดำรงชีวิตของพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมากกว่า ๓๐ จังหวัดทั่วประเทศ สำคัญไม่น้อยไปกว่าปัญหาเรื่องราคายางพาราและราคาปาล์มน้ำมัน ตกต่ำ ที่ท่าน สส. ร่มธรรม ขำนุรักษ์ ได้เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอไปแล้ว ก่อนหน้า ปัญหาภาพรวมใกล้เคียงกันกับที่ทางท่านสมาชิกท่านก่อนหน้าได้นำเสนอไป เพื่อเป็นการประหยัดเวลาของสภาแห่งนี้ ดิฉันจึงขออนุญาตยกตัวอย่างแบบรวบรัด โดยยกพื้นที่จังหวัดตรังบ้านเกิดของดิฉันขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา ส่วนของจังหวัดตรังค่ะ ทราบมาว่ามีการเดินขบวนเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือเยียวยา
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพ)
โดยการรวมกลุ่มเข้ายื่นหนังสือ ต่อท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันต้องขอบคุณ กระทรวงพาณิชย์ที่ได้เข้าช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นผ่านกองทุนช่วยเหลือเกษตรกร โดยช่วย ชดเชยราคากุ้งในราคากิโลกรัมละ ๒๐ บาท แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเกษตรกรกลุ่มดังกล่าวยังคงเดือดร้อนอยู่ ทำให้เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคมที่ผ่านมา ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนมาจากคณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดตรัง ที่เป็นการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งของผู้แทนเกษตรกร ผู้เลี้ยงกุ้ง ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง ๕ อำเภอ ได้แก่ อำเภอย่านตาขาว อำเภอปะเหลียน อำเภอหาดสำราญ อำเภอกันตัง และอำเภอสิเกา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผลผลิตสูงสุดติดอันดับที่ ๓ ของประเทศ จากการประชุมแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ดิฉันขออนุญาตเป็นตัวแทน ในการนำเสนอให้เห็นถึง ๒ ปัญหาหลัก และ ๓ ทางออกต่อสภาดังต่อไปนี้
ปัญหาหลักเกิดจากปัจจัยการผลิตทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ราคาอาหารกุ้ง เคมีภัณฑ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ค่าไฟฟ้า รวมถึงแก๊สซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ ในการประกอบอาชีพปรับตัวสูงขึ้น ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ราคาก๊าซหุงต้มก้าวกระโดด เห็นภาพชัด ๆ จากราคาถังละ ๒๘๐ บาท ปัจจุบันเป็นราคาถังละ ๔๐๐ บาท เห็นภาพว่า ราคาปรับสูงขึ้นเท่าตัว แต่ราคากุ้งนั้นกลับสวนทางกัน ต้นทุนการผลิตและราคากุ้ง ณ ขณะนี้ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ ถ้าท่านประธานเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกุ้งจนมีขนาด ๙๐ ตัวต่อกิโลกรัม ปัจจุบันต้นทุนการผลิตจะอยู่ที่ขั้นต่ำ ๑๓๑ บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรขาย ราคาขายปากบ่อจะอยู่ที่ ๑๐๕ บาทต่อกิโลกรัม บวกลบกันคิดแล้วขาดทุน กว่ากิโลกรัมละ ๒๖ บาท ถ้าเกษตรกรเลี้ยงกุ้งมี Size ขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อยหนึ่ง จะกลายเป็นขนาดกุ้ง ๘๐ ตัวต่อกิโลกรัม ปัจจุบันต้นทุนการผลิตขั้นต่ำจะอยู่ที่ ๑๓๔ บาท ต่อกิโลกรัม เกษตรกรขายราคาปากบ่อ ๑๑๕ บาทต่อกิโลกรัม คิดแล้วขาดทุนกิโลกรัมละ เกือบ ๒๐ บาท ทราบมาว่าเกษตรกรบางรายจับแต่ละครั้งขาดทุนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต่อบ่อ หากเกษตรกรรายนั้นมีจำนวน ๑๐ บ่อ เห็นได้ว่าก็มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า ๒ ล้านบาทต่อครั้ง ถ้าบ่อยครั้งเข้าก็จะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกร ส่งผลให้ไม่เหลือเกษตรกร ผู้เลี้ยงกุ้งอยู่รอดในอนาคตแม้แต่รายเดียว
ปัญหาต่อมาค่ะ ทราบว่ามาจากการนำเข้ากุ้งจากประเทศเอกวาดอร์ และประเทศอินเดียมาขายในประเทศไทย โดยมีต้นทุนที่ต่ำกว่าทำให้ผลผลิตในประเทศ ล้นตลาดและไม่มีที่ระบาย ซึ่งในเรื่องนี้ดิฉันคิดว่าคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่ การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ หรือ Shrimp Board ต้องออกมาชี้แจงต่อสังคมให้กระจ่างชัด และเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา หลังจากพบว่าเป็นผู้อนุมัติการนำเข้ากุ้งทั้งหมด
สำหรับ ๓ ทางออกที่ว่าค่ะ ดิฉันขอนำเสนอทางแก้ระยะสั้นโดยการผลักดัน นโยบายรัฐผ่านโครงการเร่งด่วนชดเชยราคากุ้ง โดยเน้นชดเชยในราคาที่เหมาะสม เสมือนว่า ราคาขายไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต รวมถึงเยียวยาเกษตรกรเพิ่มเติมในการสนับสนุน ค่าอาหารกุ้ง หรืออาจจะเป็นการผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำนโยบายจำนำกุ้ง โดยนำกุ้งเข้าไปฝากในห้องเย็น เมื่อกุ้งราคาดีอยู่ในจุดที่คุ้มทุนจึงค่อยนำออกมาขาย ส่วนมาตรการในระยะยาว ดิฉันขอสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานกับผู้ผลิต หาทางออกในการลดต้นทุนสินค้า โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงาน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ป้ายแดง ดิฉันขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเศรษฐา ทวีสิน ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจน เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าพร้อมที่จะลดราคาพลังงานทันทีหลังจากมีการประชุม ครม. นัดแรก ดิฉันเชื่อว่าเป็นสัญญาณที่ดี และดิฉันเชื่อว่าทุกท่านกำลังจับตามอง มากกว่านั้นรัฐบาล จะต้องปฏิเสธการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ ในขณะเดียวกันต้องส่งเสริมการตลาดภายในประเทศ เพื่อกระจายสินค้าให้คนไทย ทั่วประเทศได้บริโภคกุ้งกันอย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวดิฉันเชื่อว่าเป็นเรื่อง ละเอียดอ่อนที่ต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการแก้ปัญหา ดิฉันจึงขอให้ สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไข ปัญหาราคากุ้งตกต่ำเพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร แต่ดิฉันก็ไม่ได้ขัดข้องนะคะ ถ้าทุกท่าน ในที่นี้จะเห็นพ้องต้องกันว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องด่วนที่ควรส่งตรงถึงมือท่านนายกรัฐมนตรี เพราะดิฉันก็เชื่อเช่นกันว่าถ้าหากทำได้จะเป็นช่องทางที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่เดือดร้อนในขณะนี้ได้เร็วที่สุด ขอบคุณค่ะ