ประภาพร ห่วงราคาโคกระบือร่วง ร้องรัฐแก้ลักลอบนำเข้า-เร่งเจรจาส่งออก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๖ กันยายน ๒๕๖๖

ประภาพร ทองปากน้ำ หารือปัญหาราคาโคกระบือและหมูตกต่ำจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสัตว์เถื่อนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนและเกิดความเสี่ยงด้านโรคระบาด พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งควบคุมชายแดน เจรจาเพิ่มโควตาส่งออก และตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์ลักลอบเข้าประเทศ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำปัญหาราคาปุ๋ยยูเรียที่สูงขึ้นจนกระทบต้นทุนการผลิตของเกษตรกร จึงเสนอให้รัฐบาลควบคุมราคา พัฒนาแหล่งผลิตภายในประเทศ และพิจารณาพักชำระหนี้เกษตรกรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้น

นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ สุโขทัย

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต ๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันขออภิปรายญัตติเรื่องราคาสินค้าทางการเกษตรคือ โคกระบือ สุกร ตกต่ำค่ะ และดิฉันขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาโค กระบือ ตกต่ำ ราคาโคจากเดิมเกษตรกรเคยขายได้ในราคา ๑๒๐ บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันคงเหลือ ราคา ๘๘ บาทต่อกิโลกรัม และคงราคานี้มานานกว่า ๙ เดือนแล้วค่ะ โดยดิฉันได้สอบถาม เบื้องต้นจากเกษตรกรพบว่าจุดคุ้มทุนของการเลี้ยงโค อย่างน้อยจะต้องขายโคได้ในราคา ๑๐๐ บาทต่อกิโลกรัมขึ้นไป ผู้เลี้ยงจึงจะเพียงพอที่จะอยู่ได้ แต่ปัจจุบันราคาขาย ๘๐ บาท จึงเป็นราคาที่ขาดทุน ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคประสบปัญหาหนี้สินรุมเร้าจากราคาที่ตกต่ำ

และอีกประการหนึ่ง รัฐบาลยังต้องเร่งแก้ปัญหาโค กระบือเถื่อน ซึ่งซ้ำเติม เกษตรกรเพิ่มขึ้น ดิฉันได้รับข้อร้องเรียนมาจากพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงว่ามีกระบวนการนำเข้า โคเถื่อนโดยผ่านช่องทางพิเศษ และยังมีการสวมสิทธิการนำเข้า โดยช่องทางพิเศษที่กล่าวถึง เป็นช่องทางธรรมชาติผ่าน ๒ จังหวัด ช่องทางแรกอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ช่องทางที่ ๒ จังหวัดตาก ท่านประธานทราบไหมคะ เขาเล่าลือกันว่ามีค่าใช้จ่ายพิเศษ ต่อเที่ยวกว่า ๘๐,๐๐๐ บาท จนเป็นที่โจษจันว่า ๘๐,๐๐๐ ครบจบในที่เดียว นี่ใช่ไหมคะ จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาโค กระบือตกต่ำ เพื่อจะครอบคลุมครบทุกหน่วยงาน ใน ๘๐,๐๐๐ บาทนี้นะคะ แม้ไม่มีใบอนุญาตแต่สามารถบินไปได้ทั่วประเทศ ส่งผลให้ โคกระบือที่ไม่ได้ทำวัคซีนเหล่านี้นำโรค Foot and Mouth หรือว่าโรคปากเท้าเปื่อย โรค Hemorrhagic Septicemia หรือโรคคอบวม และโรค Lumpy skin มาติดกับ โคกระบือในประเทศ ซ้ำเติมปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยง ดิฉันขอเสนอให้มีการกักโรค อย่างน้อย ๑ เดือน และต้องทำวัคซีนให้ครบ ปลอดโรคอย่างจริงจัง จึงจะสามารถแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ได้

และสิ่งสำคัญอีกประการค่ะ รัฐบาลต้องเร่งเจรจาการค้ากับประเทศต่าง ๆ ทั้งตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย บรูไน เวียดนาม หรือจีน เพราะมีความต้องการ เนื้อโคจำนวนมาก เพราะทุกวันนี้เกษตรกรไทยจะขายโคกระบือไปประเทศจีน ต้องผ่านโควตา สปป. ลาว ให้เขากินหัวคิวเกษตรกรไทยฟรี ๆ ท่านประธานทราบไหมคะเพราะอะไรรัฐบาล ของ สปป. ลาวจึงสามารถส่งโคไปประเทศจีนได้ แม้ว่าตัวเองไม่ได้เลี้ยง เพราะว่ารัฐบาลเขามีความสามารถมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาของเรา รัฐบาล สปป. ลาว มีการเจรจาไปส่งโควตาโค กระบือได้ถึง ๕๐๐,๐๐๐ ตัวต่อปี โดยที่ สปป. ลาวไม่ได้เลี้ยง โค กระบือค่ะ แต่โค กระบือทั้งหมดมาจากประเทศไทย ดังนั้นรัฐบาลใหม่ต้องเร่งเจรจา กับประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะดิฉันมุ่งเน้นเรื่องประเทศจีนเพราะว่าอยากให้ รัฐบาลเจรจาส่งออก ๑ ล้านตัวต่อปี จึงจะทำให้พี่น้องเกษตรกรได้ขายตรง ไม่ผ่านคนกลาง ไม่ถูกกินหัวคิว และไม่ถูกกดราคาค่ะ

ประการที่ ๒ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ดิฉันทราบมา ว่ามีการลักลอบนำเข้าโค กระบือชำแหละเถื่อนหรือโคกล่องค่ะ ถูกนำเข้ามาจากทาง ชายแดนภาคใต้ มีทั้งมาจากประเทศอินเดียและประเทศบราซิล นั่นจึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ไทยมีโรคระบาดไม่จบไม่สิ้น และยังส่งผลกระทบให้ราคาโค กระบือตกต่ำ รวมถึง ทำให้ประเทศต้องสูญเสียเงินภาษีประชาชนอย่างมหาศาล เพื่อมาเป็นค่าวัคซีนป้องกันโรค เหล่านี้ ซึ่งดิฉันเห็นว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจากปัญหา ซ้ำซากที่กล่าวมา ดิฉันเชื่อว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของท่านนายกเศรษฐา จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือได้อย่างแน่นอนค่ะ อนาคตประเทศเรา จะสามารถส่งออกโค กระบือไปได้ทั่วโลก เกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือจะจับเงินแสน มีเงินล้านหมดนี้หมดสินได้อย่างแน่นอนค่ะ

และลำดับถัดมาเรื่องหมูเถื่อนค่ะ ปัจจุบันเป็นข้อกังวลใจของผู้เลี้ยงสุกร ทั้งประเทศ ดิฉันย้ำว่าทั้งประเทศนะคะ เราทราบกันดีว่ากว่า ๒ ปีที่ผ่านมาเกษตรกร ผู้เลี้ยงสุกรประสบปัญหาสุกรเป็นโรค ASF หรือว่าโรคอหิวาต์แอฟริกา และด้วยการ แก้ปัญหาที่ล่าช้าไม่ยอมรับความจริง กล่าวอ้างว่าสุกรเป็นโรค PRRS ไม่ร้ายแรง จนส่งผลให้ ผู้เลี้ยงสุกรกว่าหลายแสนรายถูกโรค ASF เล่นงานจนหมดเนื้อหมดตัว แทบจะขายชีวิต มาใช้หนี้ใช้สินแล้วค่ะท่านประธาน ปัจจุบันพอสถานการณ์เริ่มจะดีขึ้นเกษตรกรผู้เลี้ยง เริ่มจะกู้ชีวิตกลับมาเริ่มต้นใหม่ กลับยังต้องประสบปัญหาถูกหมูเถื่อนมาทำให้ราคาหมู ในตลาดตกต่ำ ท่านประธานทราบไหมคะ หมูเถื่อนถูกนำเข้ามาในประเทศเราและตกค้าง อยู่ที่ท่าเรือกว่า ๑,๐๐๐ ตู้ มูลค่ากว่า ๔๐๐ ล้านบาท โดยที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนิ่งนอนใจ ไม่เร่งแก้ไขปัญหา และจากการที่รัฐบาลปล่อยปละละเลยให้หมู่เถื่อนเข้ามาในประเทศ โดยไม่ผ่านการตรวจสอบโรคและคุณภาพ จึงทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงในประเทศได้รับ ผลกระทบเป็นวงกว้าง พอจะกู้วิกฤติฟื้นชีวิตขึ้นมากลับโดนหมูเถื่อนเล่นงาน ต้องตายซ้ำ ตายซาก พวกท่านพอใจหรือยังคะ

และปัญหาที่สำคัญถัดมา ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดิฉันขอยกตัวอย่างค่ะ ปี ๒๕๖๔ ราคาปุ๋ยอยู่ที่กระสอบละ ๕๘๐ บาท แต่ปัจจุบันราคาอยู่ที่ ๗๕๐-๑,๐๕๐ บาทต่อกระสอบ และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากปุ๋ยยูเรียเป็นวัตถุดิบหลักที่ต้องใช้ ทางการเกษตร ปัญหาราคาปุ๋ยยูเรียที่เพิ่มสูงขึ้นจึงกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรทุกกลุ่ม และส่งผลให้ต้นทุนเกษตรกรสูงขึ้น แต่ราคาสินค้าเกษตรกลับตกต่ำลง ซึ่งสวนทางกันค่ะ จึงส่งผลให้เกษตรกรมีอัตราหนี้สินเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ดังนั้นดิฉันเห็นว่าแนวทางการพักชำระหนี้ เกษตรกรของพรรคเพื่อไทยที่จะพักทั้งต้น พักทั้งดอก จึงเป็นมาตรการเร่งด่วนเพราะช่วย ต่อลมหายใจชั่วคราวให้กับพี่น้องเกษตรกร แต่ดิฉันขอเสนอการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน อีกประการหนึ่งคือ รัฐบาลต้องแก้ไข ควบคุมราคาปุ๋ยยูเรียให้มีเสถียรภาพ หาแหล่งผลิต ภายในประเทศเพื่อสามารถควบคุมราคา นี่จึงเป็นการแก้ปัญหาราคาปุ๋ยให้เกษตรกรได้ อย่างยั่งยืน ขอบคุณค่ะ