วรศิษฎ์ ชี้วิกฤตกุ้งล้นโลก กระทบเกษตรกร 22 จังหวัด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๖ กันยายน ๒๕๖๖

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ หารือปัญหาราคากุ้งตกต่ำที่กระทบเกษตรกรใน 22 จังหวัดชายฝั่งและทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง จากวิกฤตกุ้งล้นตลาดทั้งในระดับโลกและภายในประเทศ พร้อมเน้นย้ำความสำเร็จของอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเสนอแนวทางแก้ปัญหาระยะยาวโดยการลดต้นทุนการผลิตผ่านการนำเทคโนโลยี IoT พลังงานทดแทน และการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้ามาใช้ร่วมกับการสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พร้อมทั้งเสนอให้ทบทวนคุณภาพอาหารกุ้งและปัญหาพันธุ์กุ้งที่อ่อนแอ โดยเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนการนำเข้าพันธุ์กุ้งต่างประเทศและให้กรมประมงดูแลค่าใช้จ่ายการตรวจสอบพันธุ์กุ้ง รวมถึงผลักดันการบริโภคในประเทศและการส่งออกกุ้งพรีเมียมไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมกุ้งไทย

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สตูล

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย ก่อนที่ผมจะเริ่ม การเสนอญัตติแล้วก็การอภิปราย ผมอยากจะขอความกรุณาจากท่านประธานสักนิดหนึ่งผม อาจจะใช้เวลาเกินไปบ้าง เพราะว่าข้อมูลที่ทางพี่น้องเกษตรกรหรือว่าคนที่เดือดร้อน ส่งมาให้ผมเยอะเหลือเกิน และเขาก็อยากจะให้ผมนำข้อมูลเหล่านี้นำเสนออภิปราย ในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นต้องขอความกรุณาจากท่านประธานด้วยความเห็นใจจริง ๆ วันนี้ผมเองได้เป็นหนึ่งในตัวแทนเพื่อนสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยได้ร่วมกันที่จะเสนอญัตติ ให้สภาแห่งนี้ได้ศึกษาปัญหาเรื่องของราคากุ้งตกต่ำ และส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่ผมจะพูดถึงเรื่องปัญหา ผมอยากจะให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตลาดกุ้งโลกและ ของไทยเสียก่อน เพื่อที่ทุกคนจะได้มีความเข้าใจที่ตรงกัน แล้วก็จะนำไปสู่ปัญหาได้เข้าใจ ตรงกันนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพ)

ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากผมเอง ได้รับการประสานงานจากทางสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสตูล นำโดยท่านประธานก็คือ ท่านเชาวลิต แสงฉาย ทางท่าน สส. สังคม แดงโชติ ก็ประสานทางสมาคมผู้เลี้ยงกุ้ง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้ข้อมูลเข้ามา รวมถึงท่าน สส. พิบูลย์ รัชกิจประการ ว่าตอนนี้ พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีปัญหาเรื่องของการขาดทุน และถ้าเกิดว่าเราดูนี่มันอาจจะเป็น ปัญหาของกลุ่มอาชีพเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วผมอยากจะเรียนว่าวันนี้ มันเป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะว่าทุกคนที่เลี้ยงกุ้งวันนี้อยู่ในพื้นที่ ๒๒ จังหวัดชายทะเล ถ้าพูดกันง่าย ๆ ก็คืออยู่ในพื้นที่ประมาณ ๑ ใน ๓ ของประเทศไทยซึ่งถือว่าสูงมาก และไม่ได้กระทบเฉพาะเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้ง กระทบทั้งอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง ตั้งแต่คนเลี้ยง ตั้งแต่คนคัดกุ้ง ตั้งแต่แรงงานที่ดูแลฟาร์มกุ้ง รวมไปถึงแพที่จับกุ้ง การแปรรูป ห้องเย็น รวมไปถึงการส่งออก จะเห็นว่ามันเกิดผลกระทบทั้งระบบ ก่อนที่จะเข้าในส่วนของปัญหา กุ้งในตลาดโลก ณ ตอนนี้ต้องบอกว่ามีกลุ่มผู้ผลิตหลักอยู่ประมาณ ๖-๗ ประเทศ ซึ่งมีกำลัง การผลิตในระดับโลกอยู่ที่ประมาณ ๕.๖ ล้านตัน ซึ่งไทยก็อยู่ในลำดับที่ ๕ ก่อนหน้านี้ไทยอยู่ อันดับต้น ๆ แต่ว่าโดนแซงไปหมดแล้ว และในส่วนของผู้ที่ต้องการบริโภคก็อยู่ที่ประมาณ ๔.๙ ล้านตัน ทีนี้ ๒ ตัวเลขนี้ทำให้เรา เห็นว่ามันมีช่องว่าง มีความแตกต่างอยู่ เมื่อไรก็ตามตามหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ถ้าเกิดว่า คนซื้อน้อยกว่าคนขาย ราคามันต้องลงอยู่แล้ว ซึ่งเรากำลังอยู่ในภาวะแบบนั้น หรือว่าภาวะ ที่เราเรียกว่า ภาวะกุ้งล้นโลก และยิ่งมาประสบกับปัญหาโควิดอีกทำให้เศรษฐกิจถดถอย กำลัง การซื้อลดลงก็เลยทำให้เกิดสภาวะราคากุ้งตกต่ำที่สุดในประวัติการณ์ ๖๘๐,๐๐๐ ตัน ท่านประธานดูตัวเลขนี้ให้ดีครับ เป็นตัวเลขที่เรียกว่า Over Supply ที่น่าจะเป็นต้นเหตุ ของปัญหาหลัก ๆ ในวันนี้ที่เราอภิปรายกันเลยนะครับ

ต่อไปในส่วนของในประเทศวันนี้ไทยเราผลิตกุ้งได้อยู่ที่ประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ ตัน แล้วก็ส่งออกประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ตัน แล้วก็ใช้ในประเทศประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ตัน จะเห็นว่าตัวเลขที่ใช้ในประเทศค่อนข้างน้อย และผมอยากจะย้ำว่าจริง ๆ แล้วกุ้งไทย ที่เลี้ยงในประเทศไทย เป็นกุ้งที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพดีที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรสสัมผัส เขาถือว่าของไทย เป็น Premium Product ที่ดีที่สุดในโลกนะครับ

ท่านประธานครับ มาถึงปัญหา ผมขอจำแนกขอบเขตของปัญหาออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ ข้อที่ ๑ ก็คือปัญหาที่อยู่ในระดับโลกที่เกิดขึ้นนะครับ ข้อที่ ๒ ก็คือปัญหา ที่เกิดขึ้นในประเทศ ถามว่าวันนี้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย เกิดสภาวะกุ้งล้นโลก แน่นอนครับ Demand มันลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการซื้อลดลง ราคาก็ลดลง อันนี้เป็นเงาตามตัวอยู่แล้วนะครับ แต่ในส่วนของในประเทศเองวันนี้ต้องยอมรับครับว่า กุ้งไทยมีคุณภาพสูงจริงครับ แต่ในขณะเดียวกันกุ้งไทยก็มีต้นทุนที่สูงเหมือนกัน ถ้าเกิดเทียบกัน ในกลุ่มผู้ผลิตหลักจะบอกว่าไทยมีต้นทุนการผลิตอยู่อันดับต้น ๆ ของโลกเช่นกัน ทีนี้ผม ถามว่าในปัญหา ๒ กลุ่มนี้เราควรที่จะเลือกแก้ปัญหากลุ่มไหน และการแก้ปัญหากลุ่มไหน เป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากกว่ากัน ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ถามว่าจะสามารถ ที่จะไปเพิ่มกำลังซื้อกุ้งของโลกได้ไหม อันนี้ผมมองว่ายาก ผมก็เลยมองว่าวันนี้เราควรที่จะ มาโฟกัสปัญหาที่อยู่ในพื้นที่ ที่อยู่ในประเทศมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องของต้นทุน จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา จากปัญหาที่เกิดขึ้นต้องขอบคุณทางรัฐบาลนะครับที่เข้ามาดูแล เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง รัฐก็ได้เข้ามาช่วยเหลือ เข้ามาชดเชยราคาให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง อยู่ที่กิโลกรัมละ ๒๐ บาท แต่ประเด็นก็คือยังไม่ได้ทุกคน ได้แค่บางช่วงของคนที่ลงกุ้งไป กิโลกรัมละ ๒๐ บาท ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะได้ไปประมาณ ๕,๐๐๐ ตัน แต่ถ้าเราต้องการที่จะ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั้งหมด ๒๘๐,๐๐๐ ตัน คูณ ๒๐ ตกอยู่ประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินที่มหาศาลมากนะครับ การชดเชยราคาเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าการชดเชยราคาเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ คำถามของผมก็คือว่าเราจะต้องชดเชย ราคาไปถึงเมื่อไร เราจะต้องใช้เงินมากขนาดไหนในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ทำไมเรา ถึงไม่ตั้งตัวตั้งสติที่จะเริ่มแก้ปัญหาทั้งระบบได้แล้ว ให้มันมีความยั่งยืนในอนาคตครับ ผมขออนุญาตเสนอแนวทางแก้ปัญหาทั้งหมด ๓ แนวทางด้วยกัน

ข้อที่ ๑ ก็คือการเพิ่มอัตราการบริโภคกุ้งในประเทศ สมาคมผู้เลี้ยงกุ้ง รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวันนี้ควรจะต้องจับมือกันได้แล้วครับ แล้วก็หาวิธีการรณรงค์ เพิ่มการบริโภคในประเทศ สินค้าเกษตรทุกชนิดที่พึ่งพิงการส่งออก ท่านจะเห็นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นยาง ไม่ว่าจะเป็นปาล์ม เมื่อไรก็ตามถ้าตลาดโลกมีปัญหาเมื่อไร แน่นอนทุกคน ก็จะบอกว่าต้องแปรรูปในประเทศเพิ่มขึ้น ต้องใช้ในประเทศเพิ่มขึ้น หลักการก็คือหลักการ เดียวกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำให้ราคามันกระโดดสูงปรี๊ดขึ้นไป แต่อย่างน้อยที่สุดมันสร้าง เสถียรภาพทางราคาให้กับกุ้งในประเทศไทยได้

ข้อที่ ๒ คือการสร้างการรับรู้คุณภาพของกุ้งไทยในเวทีโลก ซึ่งเป็นกุ้งที่มีคุณภาพ ดีที่สุด วันนี้เราคือ Premium Product ผมไม่ได้บอกว่าวันนี้เราเป็นสินค้าที่คุณภาพดี แล้วเราจะต้องเพิ่มราคาไม่ใช่นะครับ ในสถานการณ์แบบนี้เราขายราคาเท่าเขา แน่นอนครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเขาจะต้องซื้อสินค้าของเราก่อน ก่อนที่จะซื้อของคนอื่น และเมื่อไรก็ตามถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น เราค่อยขยับราคาเพื่อเพิ่มกำไรให้กับเกษตรกรก็เป็นไปได้ และยิ่งไปกว่านั้นเราควรที่จะมุ่งไปหากลุ่มตลาดเป้าหมายที่ต้องการ Premium Product โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นตลาดที่น่าสนใจมากก็คือตลาดตะวันออกกลาง ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งตอนนี้เองก็มีความสัมพันธ์กับไทยดีวันดีคืน และเขาก็มีกำลังที่จะซื้อนะครับ

ในส่วนข้อที่ ๓ ก็คือเรื่องของการบริหารต้นทุน การลดต้นทุน ทำอย่างไร เราถึงจะสามารถเข้าไปเรียนรู้และลดต้นทุนการผลิตกุ้งได้ทั้งหมด ซึ่งในการผลิตเลี้ยงกุ้ง ออกมา ๑ Crop ๑ ฟาร์ม ผมขออนุญาตให้ข้อมูลในเรื่องของโครงสร้างต้นทุนก่อนว่า ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง อันนี้เป็นข้อมูลที่ทางเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเป็นคนหยิบยกมาให้ผม ก็คือมีส่วนของค่าแรง ๗ เปอร์เซ็นต์ ค่าพลังงาน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อาหารกุ้ง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดนะครับ เคมีภัณฑ์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ พันธุ์กุ้ง ๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อื่น ๆ อีก ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตลงรายละเอียดครับว่าในแต่ละปัจจัยเราจะมี แนวทางในการลดต้นทุนให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อย่างไร เขาบอกว่าในเรื่องของค่าแรง เราจะเห็นครับว่า ณ ตอนนี้ในภาคเกษตรกรรมของไทย เราได้มีการนำระบบ IoT หรือว่า เป็นระบบ Automatic เข้ามาช่วยค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผลไม้ มีการให้ปุ๋ย ทุเรียน การให้น้ำ เพิ่มความแม่นยำ ลดภาระงาน ลดความผิดพลาด และที่สำคัญถ้าเกิดเรา มีการส่งเสริมให้นำระบบ IoT มาใช้ในการเลี้ยงกุ้งมากขึ้น ผู้ประกอบการจะไม่ต้องปวดหัว กับปัญหาแรงงานต่างด้าวเยอะเหมือนทุกวันนี้ บางทีเอามาปุ๊บทำเอกสารให้ ทำบัตรให้ ทำใบอนุญาตให้ อยู่กับเรา ๒ เดือนเพื่อนชวนไปอ้าวไปแล้ว สุดท้ายค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการ ต้องรับภาระก็ต้องรับภาระฟรี แล้วยังต้องไปหาลูกน้องใหม่มาทำงานอีกด้วย อันนี้คือข้อที่ ๑ ครับ

ในส่วนของข้อที่ ๒ เรื่องของพลังงาน คนเลี้ยงกุ้งบอกผมว่าตอนนี้โดนคิด ค่าไฟอยู่ในระบบของอุตสาหกรรม เป็นไปได้ไหมครับ ถ้าเกิดว่ากระทรวงพลังงานจะเข้ามาดู และเปลี่ยนวิธีการคำนวณให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเป็นแบบอื่นได้ไหม ที่มันมี ความเหมาะสมมากกว่านี้ รวมไปถึงรัฐบาลจะสามารถสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนให้กับ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้หรือเปล่า อย่างเช่น Solar Cell ผมเชื่อเหลือเกินในระยะยาวสามารถที่จะ แก้ปัญหาเรื่องของค่าไฟได้ และที่สำคัญที่สุดถ้าเกิดใครไม่มีทุน รัฐบาลก็ต้องเข้าไปสนับสนุน ในเรื่องของเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้เข้าถึง Solar Cell ได้มากขึ้นด้วย

ส่วนที่ ๓ เรื่องของอาหาร ผมมีประเด็นที่สนใจอยู่ ๒ เรื่องด้วยกันก็คือ

ข้อที่ ๑ เขาบอกว่าโปรตีนที่ถูกกำหนดไว้ในระเบียบของกรมปศุสัตว์ ในอาหารกุ้งมันมีโปรตีนกำหนดอยู่ เขาบอกว่ามีงานวิจัยที่เคยวิจัยของต่างประเทศ และให้ ข้อมูลมาว่าจริง ๆ แล้ว โดยเฉพาะในกุ้งใหญ่นะครับ กรมปศุสัตว์กำหนดว่าจะต้องมีโปรตีน ขั้นต่ำในอาหารอยู่ที่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ งานวิจัยนั้นบอกว่าจริง ๆ แล้วกุ้งนี่ไม่ได้จำเป็นที่จะต้อง ใช้โปรตีนถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเอาไปใช้ไม่หมดนะครับ โปรตีนที่จำเป็นจริง ๆ อยู่ที่ ประมาณไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ผมจึงขอตั้งสมมุติฐานและขอสื่อไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง อยากจะให้มีการศึกษาเรื่องนี้แบบจริงจังครับ ถ้าเกิดว่ามันไม่จำเป็นถึงขนาดนั้น ก็ขอให้ลดเสีย เพราะผมเชื่อว่ามันจะลดราคาของอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อที่ ๒ คือเรื่องแหล่งที่มาของโปรตีนที่เอามาใส่ในอาหารกุ้ง เขาบอกว่า บางทีทุกคนพยายามที่จะทำให้ต้นทุนถูกที่สุดเพื่อให้กำไรสูงที่สุด ไปเอาโปรตีนมาจาก แหล่งต้นทุนที่ไม่มีคุณภาพ ทำให้กุ้งนี่เอามากินปั๊บแล้วมีปัญหา บางชนิดกินไปแล้ว ไม่ย่อย บางชนิดกินแล้วเป็นโรค ทำให้กุ้งอ่อนแอ สุดท้ายกุ้งตายสิ่งที่ตามมาก็คือต้นทุน ที่เพิ่มสูงขึ้น

ในส่วนของเคมีภัณฑ์ อันนี้ก็ต้องไปดูในเรื่องของแหล่งการนำเข้าเคมี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีปัญหาอยู่พอสมควรจากสงครามยูเครนกับรัสเซีย จะไปหาแหล่งเคมีจากไหน เข้ามาเพื่อที่จะเอามาให้กับกลุ่มคนเลี้ยงกุ้งได้มีต้นทุนที่ถูกลง

เรื่องต่อไปครับ เรื่องพันธุ์กุ้งเรื่องนี้ต้นทุนอยู่ที่แค่ ๗ เปอร์เซ็นต์ แต่เป็น ๗ เปอร์เซ็นต์ที่ยิ่งใหญ่มาก ทุกวันนี้กลุ่มผู้เพาะพันธุ์กุ้งหรือว่ากลุ่มผู้ขายลูกกุ้งรายใหญ่ ในประเทศ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๕-๖ เจ้า พยายามที่จะเพาะพันธุ์กุ้งให้โตเร็วที่สุดและแข็งแรงที่สุด แต่ประเด็นก็คือว่าโตเร็วจริงครับ แต่ความแข็งแรงเขาบอกว่ายังไม่ดี ทำให้กุ้งค่อนข้างมีความเปราะบางด้วยความที่มันโตเร็ว เปราะบาง เป็นโรคง่าย ทีนี้พอเป็นโรคมันก็ตาย กลุ่มที่ให้ข้อมูลนี่เขาบอกกับผมว่าจริง ๆ บริษัทใหญ่ ๆ เหล่านี้เคยเอาลูกกุ้งไปเสนอขายประเทศผู้ผลิตหลักในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือว่าอินเดีย แต่ปรากฏว่าไม่ติดตลาด ถ้าเกิดว่าคิดแบบโง่ ๆ แบบคนไม่มี ความรู้เรื่องกุ้งแบบผมนี่นะครับ สาเหตุที่เอาของไปขายเขาแล้ว และเขาไม่ซื้อแสดงว่า เขาจะต้องมั่นใจว่าของเขาจะต้องดีกว่าของเรา เพราะฉะนั้นทำไมรัฐบาลไม่สนับสนุนให้ ผู้ประกอบการนำเข้าพันธุ์กุ้งจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศเยอะขึ้น เพื่อเป็นตัวเลือก ให้กับพี่น้องเกษตรกร ผมก็ถามต่อว่าแล้วอยากจะให้รัฐบาลสนับสนุนอย่างไร เขาบอกไม่ต้อง สนับสนุนอะไรเลย ให้ทำแบบเดิมก็พอแล้ว ในการนำเข้าพันธุ์กุ้งเข้ามามันจะต้องมี การ Audit ๒ ด่านด้วยกัน คือที่ประเทศต้นและตอนนำเข้าที่ประเทศไทย ค่าใช้จ่าย ในการ Audit ประเทศต้นทางแน่นอนครับ ผู้นำเข้าเป็นผู้จัดการ แต่เมื่อก่อนค่าใช้จ่าย ที่ Audit ในประเทศกรมประมงจะเป็นผู้จัดการ แต่ตอนนี้กรมประมงบอกว่าวันนี้คงไม่มี