เลาฟั้ง ชี้ไฟฟ้าล้น-ซื้อเกิน หนักภาระ-ทำลายสิ่งแวดล้อม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล อภิปรายรายงานประจำปีของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โดยชี้ปัญหาการผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการจริงเฉลี่ยร้อยละ 35 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์สากล และตั้งข้อสังเกตถึงความสูญเปล่าจากการซื้อไฟฟ้าล้นเกินที่ส่วนใหญ่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน สิ้นเปลืองทรัพยากร และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงสิทธิมนุษยชนข้ามประเทศ พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่ยังล้าหลังเมื่อเทียบกับต่างประเทศ และเรียกร้องให้ กกพ. ชี้แจงบทบาทการกำกับดูแลแผนพัฒนาและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและอิทธิพลของเอกชนในระบบพลังงานอย่างจริงจัง

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ผมจะขออภิปรายรายงานประจำปีของคณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงานและสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน ขอ Slide ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ผมอยากจะเริ่มต้น ด้วยการชี้ให้เห็นสาระสำคัญของอำนาจของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน สรุปก็คือ มีอำนาจในการกำกับ ตรวจสอบ แล้วก็ส่งเสริม ที่สำคัญก็คือว่าเสนอความเห็นต่อแผนพัฒนา พลังงาน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ผมจะพูดในลำดับต่อไปด้วยนะครับ

วัตถุประสงค์ในการมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานก็คือเพื่อให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีหลายส่วน แต่ผมอยากจะชี้ตรงนี้ก็คือ ในข้อ ๗ ที่บอกว่าส่งเสริมการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากร ในการประกอบกิจการพลังงาน ขีดเส้นใต้นะครับ อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็แล้วแต่พอเรามาดูปริมาณการใช้ และการผลิตไฟฟ้า แท่งสีน้ำเงินก็คือปริมาณไฟฟ้าที่ใช้จริง แท่งสีส้มก็คือค่าพยากรณ์ การใช้ไฟฟ้า และแท่งสีดำก็คือกำลังการผลิตตามสัญญา ยกตัวอย่างในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ตามรายงานฉบับนี้ ค่าพยากรณ์อยู่ที่ ๓๔,๐๐๐ เมกกะวัตต์ แต่กำลังการผลิตที่รัฐทำสัญญา ซื้อมาอยู่ที่ ๕๓,๐๐๐ เมกกะวัตต์ สัดส่วนความต่างประมาณเกือบ ๒๐ เมกกะวัตต์ สัดส่วนเหล่านี้เป็นเรื่องของการผลิตที่มันล้นเกิน นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ จนถึงปี ๒๕๗๐ สัญญาที่ไปผูกมัดซื้อไฟฟ้ามามันเกินกว่าค่าพยากรณ์ความต้องการใช้จริง เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าสถิติในระดับสากลที่เขายึดถืออยู่ที่ไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์

ซึ่งมาดูรายละเอียดอีกอันหนึ่งก็คือสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิต ในขณะที่เราผลิตล้นเกินแล้ว ตัวเชื้อเพลิงที่เอามาใช้ผลิตผมคิดว่ามันก็น่ากังวล เพราะว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ปีนี้ ซึ่งก็ไม่ได้มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับปี ๒๕๖๔ ตามรายงาน เกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นก๊าซธรรมชาติและเป็นถ่านหินเสีย ๑๙ เปอร์เซ็นต์ คือเราจะเห็นว่า สัดส่วนส่วนใหญ่ในการผลิตไฟฟ้าเป็นการใช้พลังงานที่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษ มลภาวะ ทีนี้ในประเด็นที่ผมอยากจะชี้ตรงนี้ก็คือว่า อันที่ ๑ ก็คือการซื้อไฟฟ้าล้นเกิน การที่รัฐทำ สัญญาผูกมัด ซื้อไฟฟ้ามาล้นเกินมันก่อให้เกิดปัญหาอะไรบ้าง

๑. ถือเป็นภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เพราะว่าสัญญาที่ไปซื้อไฟฟ้า แล้วก็จ่ายมานี้มันถูกนำมาคิดเป็นค่าไฟฟ้าที่เราต้องจ่ายโดยที่ไม่มีความจำเป็นนะครับ แล้วในทุก ๆ หน่วยของปริมาณไฟฟ้าที่มันล้นเกินถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นหรือว่ามันมี ความสำคัญอะไรบ้าง แน่นอนว่าเม็ดเงินที่เราจ่ายไปมันเพิ่มขึ้นโดยที่เราไม่มีความจำเป็น ต้องใช้

๒. ก็คือการสิ้นเปลืองพลังงาน อย่างที่ผมให้ดูก็คือว่าส่วนใหญ่ก็พลังงาน ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แล้วก็เป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไปซึ่งมีอยู่จำกัด แม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้ แต่โดยนัยพลังงานเหล่านี้ก็จะถูกป้อนเข้าโรงงานตลอดเวลา แล้วเราก็ต้องจ่ายไปด้วย กระแสไฟฟ้าความพิเศษของมันก็คือว่าผลิตมาแล้วเข้าสู่ระบบแล้วก็หายไปกับระบบ มันไม่สามารถเก็บได้เหมือนอย่างน้ำ เหมือนอย่างทรัพยากรอย่างอื่นนะครับ

-๑๔๑/๑ เพราะฉะนั้นการที่เราผลิตล้นเกินมามันหายไปในระบบ มันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรนะครับ อันนี้ยังไม่นับว่ากระบวนการได้มาซึ่งทรัพยากร ซึ่งพลังงานที่ใช้ในการผลิตหรือกระบวนการ ในการจัดตั้งโรงงานการผลิตนี้จำนวนมากมายที่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษ ปัญหาการแย่งชิงน้ำ นอกจากในประเทศไทยเองยังขยายไปสู่การแย่งชิงน้ำใน สปป. ลาว แล้วก็มีหลายแผน ที่จะไปในประเทศพม่าอีกด้วยอย่างนี้นะครับ สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยที่ไม่ได้มีการตรวจสอบกันอย่างจริงจัง

การใช้พลังงานหมุนเวียน อันนี้เป็น Trend ของโลกสมัยใหม่ที่ทุกรัฐต้องการ ที่จะให้เกิดขึ้น ถ้าเราไปดูตัวอย่างของต่างประเทศ ญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายจะเพิ่มให้ได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ภายในปี ๒๕๖๓ เยอรมนีเขาประสบความสำเร็จ เขาสามารถที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน ในการผลิตไฟฟ้าได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ แล้วสหราชอาณาจักรได้ ๔๓ เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ แล้ว ในขณะที่ในปีนี้ของประเทศไทยเรายังอยู่ที่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ แม้ว่า ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานบอกว่าต้องการที่จะเพิ่ม หรือว่ามีแผนที่จะเพิ่ม อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ แต่พอเราหันกลับไปดูสัดส่วนการผลิตไฟฟ้ามันก็ยังไปเน้นที่การใช้ Fossil ใช้ก๊าซธรรมชาติเสียส่วนใหญ่ งบประมาณในการสนับสนุนให้เกิดโรงไฟฟ้าที่ผลิตจาก พลังงานสะอาดมันก็ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นจริง คำถาม ๒-๓ คำถามที่อยากจะถามก็คือว่า

อันที่ ๑ สรุปแล้ว กกพ. ได้กำกับแล้วก็ตรวจสอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า จริงไหม เมื่อสักครู่นี้ท่านพูดถึงตัวแผน PDP การที่ยังปล่อยให้ธุรกิจพลังงานที่ทำลาย สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลเหนือรัฐอยู่ แล้วก็ควบคุมความมั่นคงของระบบพลังงาน อันนี้ผมคิดว่า มันเป็นปัญหามาก ความมั่นคงทางพลังงานของเราเอาไปฝากไว้ในมือของเอกชนที่เป็น ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ป้อนเข้าสู่ระบบ แล้วก็ใช้เชื้อเพลิงที่ทำลายสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็จะเป็น ปัญหานะครับ

ข้อ ๒ คือว่า กกพ. จะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาสำคัญก็คือว่าปัญหา การมัดมือชกในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ล้นเกินแล้วก็ยาวนานได้อย่างไร ขอบคุณมากครับ