อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด หารือประเด็นความรุนแรงในครอบครัวและปัญหาการร้องทุกข์ของผู้สูงอายุ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เปลี่ยนแปลงของสถานการณ์และข้อจำกัดในการเข้าถึงความยุติธรรม พร้อมเสนอให้ปรับปรุงระบบการเก็บข้อมูลให้ครอบคลุมและไม่ทับซ้อน รวมถึงการจัดทำรายงานด้วยแผนภูมิเพื่อความชัดเจน และการจัดตั้งหน่วยงาน One Stop Service เพื่อเชื่อมโยงความช่วยเหลืออย่างมีระบบระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยผลักดันให้กระทรวง พม. เป็นจุดแรกที่ผู้ประสบปัญหาสามารถเข้าถึงได้ทันที
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต่อรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว สำหรับการรายงานตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ประจำปี ๒๕๖๓ แล้วก็ประจำปี ๒๕๖๔ ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกตต่อรายงาน ของข้อมูลดังกล่าวจะอภิปรายรวบทั้งปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ ถ้าเราสำรวจรายงาน ด้วยสายตาคร่าว ๆ จะเห็นว่าตัวรายงานทั้งปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ ขนาดพอ ๆ กันนะครับ ปี ๒๕๖๓ ก็ประมาณ ๕๔ หน้า ปี ๒๕๖๔ ประมาณ ๕๗ หน้า นั่นก็แปลว่าสถานการณ์ การใช้ความรุนแรงในครอบครัวนั้นมีลักษณะทรง ๆ อาจจะไม่ได้รับการพัฒนาหรือแก้ไข แบบชนิดที่เรียกว่าปรับเปลี่ยนแบบเห็นได้ชัด นอกเหนือจากในสถานะของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่าผมเป็นอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเลขา ๒ สมัยครับ เพราะฉะนั้น พูดชื่อกระทรวงถูกต้องตรงเป๊ะครับ กระทรวงนี้ถ้ารัฐมนตรีว่าการเป็นสุภาพบุรุษก็ต้องเรียกว่า เป็นกระทรวงพ่อพระ ถ้ารัฐมนตรีว่าการเป็นสุภาพสตรีก็ต้องบอกว่าเป็นกระทรวงแม่พระ เพราะว่าเป็นกระทรวงที่มีแต่ให้ ผมเข้าใจถึงความพยายามในการจะทุ่มเททุกสรรพกำลัง บุคลากร งบประมาณ ในการแก้ไขปัญหาเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว แต่ว่า เห็นความตั้งใจนั่นก็ส่วนหนึ่งครับ แต่ถ้าจะไม่ได้ตั้งข้อสังเกตเพื่อนำไปสู่การปรับปรุง หรือยกระดับให้ดีขึ้นนั้นก็อาจจะเป็นการเสียโอกาส ผมมีข้อสังเกตบนพื้นฐานของ ความห่วงใยสัก ๕ ประการด้วยกัน ท่านประธานครับ มีข้อมูลว่าประเทศไทยติด Top 10 ประเทศที่มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวมากที่สุด ซึ่งก็เป็นสถิติที่ไม่ได้น่าภาคภูมิใจอะไร แม้ว่าเป้าหมายจะมีไว้พุ่งชน สถิติมีไว้ทำลาย แต่เราคงไม่พยายามจะไปเป็นอันดับ ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๓ ของโลก เพราะว่าการที่เราทำงานตลอดมานั้นเราเห็นว่าแนวโน้มหรือ Trend ของการใช้ความรุนแรงในครอบครัวนั้นมันสูงขึ้น มีนักวิชาการบางส่วนบอกจริง ๆ มันก็เป็นการใช้ความรุนแรงในลักษณะแบบเดิม ๆ นั่นละครับ เพียงแต่วันนี้เราเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น เรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการใช้ความรุนแรงมากขึ้น เมื่อก่อนเราอาจจะไม่รู้ว่าการ Bully เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ความรุนแรง หรือการกระทำ บางอย่างมันเข้าข่ายการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ดังนั้นเมื่อเรารู้แล้วเราก็ต้องช่วยกัน ในการยกระดับ สร้างเสริมความรู้ความเข้าใจ และจะไม่ยอมให้มีการใช้ความรุนแรง ในครอบครัวมากขึ้น ข้อสังเกตบนพื้นฐานความห่วงใยของผม ๕ ประการคือ
ประการที่ ๑ ผมนั่งอ่านรายงาน ๒ สัปดาห์ พบว่าข้อมูลสถานการณ์ ความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและความรุนแรงในครอบครัวในรายงานประจำปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ เป็นรายงานที่รวบรวมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๑๖ หน่วยงาน ท่านประธานครับ ผมเห็นว่า ควรจะได้มีการรวบรวมตัวเลขของสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวให้เป็นภาพรวม เป็นหมวดหมู่ ไม่มีการทับซ้อน เพื่อจะได้ทราบถึงสถิติการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ที่ถูกต้อง ที่แท้ True ในรอบปีที่ผ่านมา
ประการที่ ๒ จากรายชื่อ ๑๖ หน่วยงาน ที่จัดทำสถิติข้อมูลการใช้ความรุนแรง ต่อเด็ก สตรีและความรุนแรงในครอบครัวนั้น พิจารณาแล้วเห็นว่าอาจจะยังไม่ครอบคลุม กับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เยาวชน สตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด ต่อเด็ก เยาวชนและสตรี ศูนย์สวัสดิภาพเด็ก เยาวชน สตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล ศูนย์ประชาบดี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มูลนิธิเครือข่าย ครอบครัว มูลนิธิคุ้มครองเด็ก สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ดังนั้นจึงเห็นสมควรว่าควรจะได้มีการสำรวจหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชนทั้งหมด ที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อมูลสถิติให้ครบถ้วนถูกต้องยิ่งขึ้น
ประการที่ ๓ จากรายงานข้อมูลสถานการณ์การใช้ความรุนแรงในครอบครัว ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ พบว่าสถิติการเกิดความรุนแรงมีจำนวนมากขึ้น เช่น ในปี ๒๕๖๓ มีการใช้ความรุนแรง ๑๖ หน่วยงาน รวบรวมไว้อยู่ที่ ๓๘,๕๐๗ ราย แต่ว่าเป็นคดีที่นำไปสู่ การร้องทุกข์กล่าวโทษได้เพียงแค่ ๑๘๕ ราย และมีการจัดทำคำสั่งกำหนดมาตรการวิธีการ เพื่อบรรเทาทุกข์ได้เพียงแค่ ๗ ราย มีการยอมความในชั้นสอบสวน ๔๐ ราย ซึ่งถือว่า เป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสถิติที่เกิดขึ้นจริง จึงเห็นว่าควรจะได้มีการวิเคราะห์ ถึงสาเหตุที่ทำให้คดีความรุนแรงในครอบครัวทำไมถึงนำไปสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษได้น้อยมาก เกิดจากอะไร
ประการที่ ๔ ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้นตัวเลขจะน้อย จริง ๆ รายงานจัดทำ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว แต่ว่ากรมกิจการผู้สูงอายุข้อมูลอาจจะน้อยหรือไม่ แต่พอไปดูกราฟจะเห็นว่าผู้ที่ถูกตกเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรงอายุประมาณ ๑๐-๑๕ ปี จะไปฟ้องร้อง ร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นคดีมากขึ้น ซึ่งจะเป็นอัตราส่วนที่ผกผันกับอายุที่เพิ่มขึ้น เช่น ถ้าไปถูกใช้ความรุนแรงล่วงละเมิดตอน ๔๐ ปี จะไปร้องทุกข์กล่าวโทษน้อยลง ไป ๖๐ ปี ก็จะน้อยกว่า ๔๐ ปี อย่างนี้เป็นต้น
ประการที่ ๕ การจัดทำรายงานสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัวนั้น ในครั้งต่อไปผมอยากจะขอความกรุณาท่านผู้จัดทำรายงานได้สรุปการจัดทำเป็นรูปแบบ แผนภูมิต่าง ๆ แทนการนำเสนอในรูปแบบของตารางข้อมูลที่เยอะเกินไป เพื่อจะทำให้เกิด การเปรียบเทียบและมีความชัดเจนในการนำเสนอ ท่านประธานครับ ผมทราบดีว่า ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้นมีความใส่ใจ มีความตั้งใจ ที่จะรณรงค์ สร้างความรู้ความเข้าใจ ลดการใช้ความรุนแรง แต่ผมฝากเรื่องสำคัญ ประการท้ายก็คือ เรื่องของการเชื่อมโยงบูรณาการจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน อย่างเป็นระบบ วันนี้หากเกิดการใช้ความรุนแรงผมอยากจะมีหน่วยงานที่เป็น One Stop Service ที่เรียกว่าถูกล่วงละเมิด ถูกใช้ความรุนแรงในครอบครัว อย่าตกใจ ไปที่หน่วยงานเดียว ข้อสังเกตที่ผมตั้งไว้ก็คือว่าทำไมเมื่อถูกใช้ความรุนแรง ถูกล่วงละเมิดถึงนำไปสู่การฟ้องร้อง หรือเป็นคดีน้อยลงเรื่อย ๆ ตามกลุ่มอายุที่ถูกใช้ความรุนแรง เพราะอะไรครับ ผู้ที่ได้รับ ความเสียหายอาจจะเกิดความชินหรือท้อ เช่นเมื่อเกิดเหตุไปไหนครับ เกิดเหตุไปตำรวจ ก็จะมีความยากในการพิสูจน์ว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรง ไปตำรวจ พอนิ่ง ๆ ปุ๊บไปไหนต่อครับ ไปออกรายการโทรทัศน์ พอไปโทรทัศน์ยังนิ่งอยู่ไปไหนต่อครับ ก็จะไปหากลุ่มบุคคล ทนายความ หรือบุคคลที่ปวารณาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ช่วยเหลือเหยื่อ หรือผู้ถูกกระทำเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรง ดังนั้นผมคิดว่าไม่อยากให้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทุกกรมที่เรามีเครือข่ายทางสังคม ที่เรียกว่า Social Safety Net ไปได้ทุกกรมนะครับ ควรจะเป็นองค์กรแรกหรือกรมแรก ที่ผู้ได้รับผลกระทบไปหา ไม่ใช่ไปทุกที่แล้วไม่ขยับ แล้วไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข แล้วไปนึกถึง กระทรวง พม. เป็นองค์กรสุดท้าย กราบขอบพระคุณครับ