แนน บุณย์ธิดา สมชัย อภิปรายสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ชี้ปัญหาข้อมูลไม่สอดคล้องความเป็นจริงและหน่วยงานคุ้มครองไม่ทั่วถึง พร้อมเสนอให้ พม. กระจายข้อมูลและสร้างความตระหนักรู้ผ่านสื่อเพื่อป้องกันแนวคิดผิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขออนุญาตอภิปรายในรายงานข้อมูลสถานการณ์ ด้านความรุนแรงในครอบครัวของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขออนุญาตเรียกชื่อกระทรวงสั้น ๆ เพราะว่าชื่อกระทรวงท่านยาว ขออนุญาตเรียก พม. นะคะ คืออย่างนี้ค่ะ อันดับแรกเลย เพื่อนสมาชิกหลายท่านทั้งให้กำลังใจแล้วก็ข้อเสนอแนะ ต่อผู้แทนกระทรวงแล้ว แต่ว่าอย่างหนึ่งด้วยขนาดของหน่วยงานนะคะ จากรายงาน ที่ท่านส่งมา ๒ ปีท่านเก็บข้อมูลจากทั้งหมด ๑๕ หน่วยงาน เอาเข้าจริง ๆ เป็นหน่วยงาน โดยตรงที่ท่านกำกับดูแลเพียงแค่ ๓ หน่วยงานเท่านั้น ที่เหลือก็คือเป็นเครือข่าย เป็นพันธมิตร ที่ท่านทำงานร่วมกัน ซึ่งก็เป็นเหตุเข้าใจได้ว่าขนาดของหน่วยงานของท่านมันไม่สอดคล้อง กับปัญหาที่เกิดขึ้น แทบจะพูดได้ว่าการทำงานในแต่ละขวบปีคือการทำงานในเชิงรับล้วน ๆ การทำงานเชิงรุกอาจจะยากด้วยความที่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนไม่สัมพันธ์กัน แต่สิ่งหนึ่ง จะช่วยงานของท่านได้ถึงแม้เราจะรณรงค์เรื่องนี้มาอย่างยาวนานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นของ ทางฝ่ายปกครองเองหรือผู้บังคับใช้กฎหมายเอง เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเลขที่โชว์ในรายงาน แน่นอนค่ะ มันไม่สัมพันธ์กันในโลกแห่งความเป็นจริง และยังมีอีกหลายส่วนในประเทศนี้ ที่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวเป็นเรื่องที่คนนอกอย่ายุ่ง ก็ยังมีอยู่ ยังมีความเข้าใจนี้ เกิดขึ้นอยู่ แต่เหนือสิ่งอื่นใดถ้าทาง พม. เราสามารถให้เป็นข้อมูลหรือให้เป็นความรู้กับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครองหรือผู้บังคับใช้กฎหมาย ให้เขาได้สามารถ ให้ข้อมูลต่อ เนื่องจากคนของท่านเองต้องยอมรับว่าคนของท่านไม่พอครอบคลุมให้ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอทั่วประเทศ เมื่อคนของท่านไม่พออย่างน้อย ๆ ท่านสามารถให้ข้อมูล และให้ความมั่นใจกับเขาได้ ท่านอย่าลืมนะคะว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว หลาย ๆ พื้นที่เขายังถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย เป็นเรื่องที่ไม่สามารถบอกกับคนข้างนอกได้ แม้กระทั่งญาติเอง พี่ป้าน้าอาเองบางเรื่องยังไม่กล้าจะบอกด้วยซ้ำ ถึงแม้เรื่องเกิดกับลูก กับหลานเขา เพียงเพราะว่า ๑. เขาก็ไม่มั่นใจค่ะ ไม่มั่นใจว่าเมื่อเขาแจ้งออกไปแล้ว เมื่อมันเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตแล้วเขาจะได้รับความคุ้มครองมากแค่ไหน จะบอกให้เขา ไปหาข้อมูลว่ามันมีหน่วยงานอะไรบ้างที่ดูแล บางเรื่องคนเราอยู่ในมุมอับ มันสุดวิสัยจริง ๆ ที่เราจะหาทางรับทราบและรับรู้ได้ว่ามีหน่วยงานใดบ้างที่ช่วยเหลือเรา อย่างน้อย ๆ ท่านมี เป็นคู่มือ ท่านมีเป็นข้อมูล บอกกับฝ่ายปกครอง เพราะแน่นอนค่ะ ทุกอำเภอฝ่ายปกครอง ประชุมกันทุกเดือนอยู่แล้ว ให้เขาได้รับทราบข้อมูล ให้เขาได้รับทราบว่าเขาสามารถจะติดต่อ ทางไหนได้บ้าง เพราะถึงแม้ว่าเขาจะทำงานใกล้ชิดกับแต่ละครอบครัวก็จริง เขาก็คนกันเองค่ะ เขาเป็นคนกันเองที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน ที่อยู่ในละแวกบ้านเดียวกัน ซอยเดียวกัน ในชุมชน เดียวกันที่เห็นกันทุกเช้า เห็นกันทุกวัน เมื่อมีปัญหามาบางทีเขาอาจจะไม่กล้าบอกคนใกล้ตัว แต่ถ้าท่านสามารถบอกข้อมูลเขาได้ ให้ข้อมูลเขาเพิ่มเติม ดีกว่าการที่เราทำงานเชิงรับ รอรับ Case รอรับงานจากทางหน่วยงานอื่น ๆ ที่เราเป็นพันธมิตรด้วย แล้วเราก็ค่อยไปรับงาน ต่อจากเขาว่าเขามีปัญหามีอะไรอย่างนี้ สิ่งหนึ่งที่ท่านทำได้ในเมื่อคนไม่พอข้อมูลคือสิ่งสำคัญที่สุด ที่ท่านจะสามารถส่งต่อ แล้วเรื่องที่เป็นปัญหาต่อท่านสามารถทำงานเชิงรุกได้ เชิงรุกในด้านไหน ๑. นอกจากให้ข้อมูลแล้วสิ่งหนึ่งที่เป็นสื่อทำให้คนมองเห็นแล้วกลายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ สื่อในโทรศัพท์มือถือของเราค่ะ Social ด้านต่าง ๆ ท่านสามารถ เสนอได้ค่ะ เสนอผ่านทางหน่วยงานที่เขาดูแลและเกี่ยวข้องว่าพฤติกรรมบางอย่างที่เกิดขึ้น หล่อหลอมให้คนในสังคมมองว่านี่คือเรื่องปกติ ขนาดใน TV ในโทรศัพท์มือถือยังออกมา โชว์ได้ ละครยังออกมาตบตีกันได้ ถ้าทาง พม. มีความเห็นลงไปว่าเราควรจะจำกัดขอบเขตว่า สิ่งใดที่ควรจะเสนอออกมาเพื่อหล่อหลอมให้คนในสังคมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดปกติ เราไม่ควรทำอย่างนี้ เราควรจะมีแนวทางในการโชว์ที่ว่าให้เขาเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติ เราอย่าให้เป็นเรื่องที่ว่า เห็นในครอบครัวแล้วว่าครอบครัวมีความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นทางวาจา หรือทางร่างกาย แล้วพอไปเปิดดู TV ปุ๊บ ไปเปิดดูสื่อต่าง ๆ ในมือถือเราก็ยังเจอเรื่องราวคล้ายกัน มันหล่อหลอม ให้เด็ก ๆ มองว่านี่เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น บ้านเราก็มี ข้างนอกก็มี แล้วมันเกิดปัญหา อะไรต่อคะ ปัญหาก็คือเขาก็ลามไปถึงที่โรงเรียน ปัญหานี้จริง ๆ มันเชื่อมกันไม่ว่าจะเป็น เรื่องความรุนแรงในครอบครัว หรือการ Bully ในโรงเรียนเพราะเขามองว่าเป็นเรื่องปกติ หลาย ๆ ท่านอภิปรายบอกท่านไปแล้วว่าอย่างไร แต่ก็เข้าใจด้วยความที่ว่า ๑. เจ้าหน้าที่เราน้อย เราใช้การเป็นพันธมิตรเพื่อพูดคุยกับหน่วยงานอื่น ๆ ในการทำ แต่มันก็มีในงานบางส่วน ที่ท่านสามารถทำงานเชิงรุกได้โดยที่ไม่ต้องรอรับ Case จากมูลนิธิที่ต่าง ๆ หรือจาก หน่วยงานต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว การให้ข้อมูลคือสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ ถึงแม้ในยุคนี้เป็นยุคที่ ประชาชนสามารถหาข้อมูลได้จากหลากหลายจากทุกที่ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เขาจะมาหาข้อมูล บังเอิญถ้าดิฉันโดนกระทำฉันต้องไปหาอะไร อย่างไร ซึ่งอย่างนี้เมื่อถึงเวลานั้นไม่มีใครเขาคิดถึง จังหวะนั้นแล้วค่ะ เขาคิดถึงแค่ว่าคนรอบตัวเขาคิดอย่างไร คิดเรื่องอะไร พอถัดออกไปปุ๊บ ถ้าจะไปหาผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านก็เป็นญาติกับคนนั้นเป็นญาติกับคนนี้ เรื่องราวก็จะใหญ่โต ไปอีกพูดไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ทำได้นอกเหนือคือการป้องกัน การป้องกันคือ การให้ข้อมูลค่ะท่าน ให้ข้อมูลและท่านอาจจะชี้นำ ชี้นำด้านไหน ชี้นำในเรื่องของสื่อต่าง ๆ ที่อยู่ในทาง TV ทาง Social ท่านชี้นำเป็นเรื่องข้อมูลชี้นำว่าเราควรจะเป็นแบบนี้ได้ เพราะว่า อย่างที่บอกค่ะท่าน ถ้าท่านทำงานเชิงรับต่อไปตัวเลขก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไป มันก็จะไม่มีทางลด จะยาวไปเรื่อย แล้วเราก็จะมาพูดปัญหาแบบนี้ทุกปีเพราะว่าท่านก็ต้องทำรายงานส่งมา ที่สภาทุกปี เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ทำงานเชิงรุกในบางเรื่องที่ไม่ต้องอาศัยคนจำนวนมาก เอาแค่พอที่ท่านจะช่วยแบ่งเบาท่านได้ในส่วนหนึ่งค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ