ศศินันท์ ชี้ใช้ความรุนแรงต่อเด็กทำลายพัฒนาการ เสนอเลิกตี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หารือปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงต่อเด็กในรูปแบบการลงโทษทางร่างกายและจิตใจ พร้อมเรียกร้องให้สังคมเลิกมองว่าความรุนแรงเป็นวิธีแสดงความรัก และผลักดันให้ยุติการตีเด็กผ่านการแก้ไขมาตรา 1567 (2) เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กด้วยเหตุผลและจิตวิทยา ตามมาตรฐานสิทธิเด็กสากล

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ พรรคก้าวไกล และคุณแม่ลูกสองที่อยากส่งต่อสังคมที่ดีให้กับลูก ๆ และเด็ก ๆ อีกหลายคน ในอนาคต จากรายงานของผู้ชี้แจงที่บอกว่าในปี ๒๕๖๓ ข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรง ในครอบครัวจากหน่วยงานทั่วประเทศมีผู้ได้รับความรุนแรง ๔๖ รายต่อวัน แล้วก็ข้อมูล ความรุนแรงในครอบครัวจำนวน ๑,๗๘๙ เหตุการณ์เป็น Case ที่เป็นความรุนแรงระหว่าง บิดามารดากระทำต่อบุตรมากถึง ๔๗๘ เคส ซึ่งในปี ๒๕๖๔ ก็จะมีจำนวนที่ไม่แตกต่างกัน ถ้าอ้างอิงข้อมูลที่เพื่อนสมาชิกพูดเมื่อสักครู่ก็ประมาณ ๑๗,๐๐๐ กว่า Case เฉลี่ย ๕ ปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังมีสำนักงานสถิติแห่งชาติ โครงการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่มีงานวิจัยเด็กว่าเด็กไทยอายุระหว่าง ๑-๑๔ ปี จาก ๒๒,๔๑๖ ตัวอย่าง พบว่า กว่า ๕๓.๘ เปอร์เซ็นต์ได้รับวิธีการอบรมด้วยการลงโทษทางร่างกายหรือจิตใจอย่างรุนแรง ภายในบ้าน เช่น การถูกตีหรือตบใบหน้า ศีรษะ หรือหู ถูกตีแล้วตีอีก ตะโกน ตะคอก ตวาด แผดเสียง หรือว่ากรีดร้องใส่หน้าเด็ก ๆ ซึ่งผลความรุนแรงเหล่านี้ด้วยการทำร้ายร่างกาย ในครอบครัวส่งผลให้เด็กมีปัญหาทางด้านพฤติกรรมและอารมณ์ เด็กไทยจำนวนมากเผชิญกับ ความรุนแรง ความหวาดกลัว และไม่ได้รับความเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยพ่อแม่ และผู้ดูแลของตนเอง ซึ่งควรจะเป็นบุคคลที่พวกเขาควรจะเชื่อมั่นมากที่สุด ควรจะเป็น กลุ่มบุคคลที่จะได้รับความไว้วางใจ ความเชื่อใจจากเขามากที่สุด และพ่อแม่ผู้ดูแลเหล่านี้ ก็ยังขาดความรู้และทักษะในการเลี้ยงดูลูกโดยไม่ใช้ความรุนแรง มีผลการศึกษามากมายเกี่ยวข้อง กับความรุนแรงของเด็กในประเทศไทย ในฉบับหนึ่งเปิดเผยว่า ๗๗.๓ เปอร์เซ็นต์ของเด็กไทย มีประสบการณ์ถูกลงโทษทางกาย หรือกระทำด้วยวิธีที่รุนแรงต่อสภาพจิตใจเพื่อสร้างวินัย ในบ้าน ในโรงเรียน การลงโทษทางกายทำให้เด็กเกิดความสับสนระหว่างความรักและความรุนแรง สำหรับเด็ก ในขณะที่พวกเขากำลังเรียนรู้วิธีการปฏิบัติต่อผู้อื่น ในขณะที่เรากำลังสอนเขาว่า การทำร้ายกันมันไม่ดีนะลูก การตีกันมันไม่ดีนะลูก แต่เราก็ยังตีเขา แล้วก็บอกว่าแม่ตี เพราะรักนะลูกกันอยู่เลย ท่านประธานคะดิฉันเห็นว่าสังคมไทยเราต้องเลิกการ Romanticize ความรุนแรงในนามของความรักก่อนเลยค่ะ ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่หลาย ๆ ท่าน พูดไป จากยาเสพติดก็ตาม หึงหวงก็ตาม จากความมึนเมาอะไรก็ตามมันเกิดจากจิตใต้สำนึก จิตใต้สำนึกนี้ถ้าเราได้อ่านศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาเด็ก มันก็เริ่มก่อร่างสะสมมาตั้งแต่ก่อนที่เรา จะ ๗ ขวบแรกด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการเลี้ยงลูกในช่วง ๗ ขวบแรกจึงมีความสำคัญมาก ๆ การเลิก Romanticize เราต้องบอกก่อนว่าการตีคือความรุนแรงทุกกรณี การทำร้ายกัน คือความรุนแรง การด่าทอหยาบคายคือความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก ซึ่ง ๐-๑๒ ปีแรกเป็นการสร้างความไว้วางใจระหว่างเด็กกับพ่อแม่และผู้ดูแล การสร้างสายสัมพันธ์ หรือ ๒-๓ ขวบนะคะ ซึ่งมีงานวิจัยบอกว่ากลุ่มอายุที่มีการถูกลงโทษ ทางร่างกายมากพบในช่วง ๒-๔ ปีที่เขาเรียกว่า Terrible Twos ๒-๔ ปีเป็นช่วงเวลาของ การสร้างตัวตนของเด็กเล็ก แต่เรากลับทำร้ายเขาด้วยการตี ด้วยการด่าทอหยาบคายต่าง ๆ ๔-๖ ขวบเป็นการที่เด็กจะริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ เราถูกตีเราจะไปกล้าริเริ่มอะไรใหม่ ๆ ได้คะ แม่ตั้งครรภ์ควรจะมีโอกาสสร้างสุขภาพจิตที่ดี เข้าถึงโภชนาการที่ดีเพื่อสร้างทารกให้แข็งแรง ๖ เดือนแรก เราสร้างสายสัมพันธ์ใน ๖ เดือนแรก แต่เรายังลาคลอดแค่ ๓ เดือนอยู่เลย การเรียนรู้ว่ามีแม่ที่มีอยู่จริงก็เรียนรู้ในช่วงเกิดจนถึง ๗ ขวบเช่นเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างในช่วง ๗ ขวบแรกนี้จะหล่อหลอม Behavior หรือว่าหล่อหลอมพฤติกรรมของคนเมื่อเขาเติบโต มาเป็นผู้ใหญ่ แต่เด็กกลุ่มนี้กลับถูกเพิกเฉยถูกละเลยมาตลอด การบ่มเพาะความรุนแรงต่าง ๆ ไม่ว่าเราจะหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดด้วยการบอกว่าเรารักเขา เราฝึกวินัย ด้วยความรักใด ๆ ก็ตาม เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการบ่มเพาะความเพิกเฉยต่อความรุนแรง การสร้างจิตสำนึกว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติถ้าทำเพราะความรัก เด็กทำผิดถูกตี การตี เป็นการหยุดพฤติกรรมเด็กได้ไวที่สุด และพ่อแม่เหนื่อยน้อยที่สุดแล้ว ดื้อปุ๊บตีโป้งหยุดเลย แต่เราใช้จิตวิทยาน้อยไป เราใช้ความคิดน้อยไป เด็กไม่กล้าทำอีกเพราะว่าอะไรคะ เพราะเขากลัวถูกตี เรากำลังบ่มเพาะปลูกฝังความกลัวในเด็กในวัยที่เขาไม่ควรจะต้องถูกปกปิด จินตนาการใด ๆ เพราะความกลัว ท่านประธานคะ ได้ดีเพราะถูกตีไม่มีอยู่จริงนะคะ ทำไมเราถึงดูถูกศักยภาพในการประสบความสำเร็จของเราด้วยการบอกว่าขอบคุณไม้เรียวล่ะคะ เราไม่ได้เก่งเพราะเรื่องอื่นหรือคะ อันนี้ดิฉันสงสัยในแนวคิดนี้

สุดท้ายนี้ดิฉันอยากฝากท่านประธานไปยังผู้ชี้แจงและหลาย ๆ คนว่า เราต้องไม่ตีเด็ก ประเทศนี้ต้องไม่ตีเด็ก หยุดส่งต่อความรุนแรงในนามของความรัก หันมาใช้ เหตุและผล ใช้จิตวิทยาในการสร้างเด็ก ๆ เหล่านี้เพื่อสร้างสังคมที่ดีให้กับลูกหลานของเรา และเร็ว ๆ นี้พรรคก้าวไกลเราจะมีร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖๗ (๒) ที่เป็นกฎหมายสำคัญในการปกป้องคุ้มครอง สิทธิเด็กตามหลักสากล ฝากเพื่อนสมาชิกทุกท่านและผู้ชี้แจงด้วยนะคะ เรามาช่วยกัน สร้างสังคมของเด็กทุกคนด้วยการผ่านกฎหมายฉบับนี้ด้วยกันค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ