ลิณธิภรณ์ หารือปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ชี้ปัจจัยเสี่ยง-เรียกร้องแก้ไขจริงจัง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ หารือปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็กอย่างต่อเนื่อง โดยนำเสนอข้อมูลสถิติการล่วงละเมิดที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมชี้ให้เห็นทั้งความรุนแรงทางร่างกายและทางเพศ ซึ่งเกิดจากทัศนคติที่ผิดและสังคมที่เพิกเฉย เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิด การมีส่วนร่วมของประชาชน การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองเหยื่อ และส่งเสริมความเข้มแข็งของผู้หญิงผ่านกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเพื่อลดการพึ่งพิงและป้องกันความรุนแรงในระยะยาว

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานทราบไหมคะว่าวันนี้ประเทศไทยเรามีเหยื่อที่ถูกทำร้ายร่างกาย และจิตใจมากถึง ๗ คนต่อวัน ในเหยื่อจำนวนเหล่านี้มีเด็กที่ควรจะได้รับการปกป้อง และคุ้มครองให้ปลอดภัยจากความรุนแรงของพ่อแม่และคนในครอบครัว แต่นั่นไม่ใช่ ประเด็นปัญหาที่ดิฉันอยากจะพูดถึงในวันนี้ วันนี้คือมีผู้หญิงและเด็กจำนวนมากที่ต้องตกเป็น เหยื่อของความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มี ทีท่าว่าจะลดลงแต่อย่างใด

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ใน Slide เป็นการสะท้อน ให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวและออกเป็นกระแสข่าวรายวัน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สอดรับกับข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงจากการรายงานของมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาค ทางสังคม ร่วมกับสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ มีผู้หญิงที่เข้ารับการบำบัดรักษา แจ้งความร้องทุกข์เฉลี่ยมากถึงปีละ ๓๐,๐๐๐ ราย ซึ่งถือเป็นสถิติความรุนแรงของผู้หญิง ที่สูงติด ๑ ใน ๑๐ ของโลก และนี่ไม่ใช่ความน่าภาคภูมิใจแต่อย่างใดนะคะ แต่นี่คือสิ่งที่ สะท้อนให้เห็นถึงระดับของปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขค่ะ

จากข้อมูลรายงานสถานการณ์ความรุนแรงทั้ง ๒ ฉบับ ในปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ ดิฉันจะขอหยิบยกข้อมูลของศูนย์พึ่งได้ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ย้อนหลังไป ๖ ปี เราพบว่ามีเด็กและสตรีที่ต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว เฉลี่ยปีละ ๑๗,๔๓๗ คน และข้อมูลเหล่านี้น่าตกใจยิ่งขึ้นเมื่อมันสะท้อนว่าเด็กและเยาวชน ได้รับความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ

ประเภทและรูปแบบของความรุนแรง มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กล่าว ไปแล้วจากข้อมูลที่เรามีก็คือจะแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทั้งด้านร่างกายมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และอีกรูปแบบหนึ่งคือความรุนแรงที่เกิดขึ้น จากความรุนแรงทางเพศอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้เกิดจากปัจจัยที่มากระตุ้น ไม่ว่า จะเป็นความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว หรือเรื่องของสิ่งกระตุ้นได้แก่สุรา ยาเสพติด รวมถึง สภาพแวดล้อมค่ะ แม้วันนี้เราจะมีกฎหมายหรือหน่วยงานมากมายที่คอยช่วยเหลือรับเรื่อง ร้องทุกข์จากปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเท่าไรก็ตาม แต่ก็เชื่อได้ว่ามีเหยื่ออีกจำนวนมาก ที่ไม่กล้าออกมาพูด หรือยอมรับว่าตนเองเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำความรุนแรงจากคน ในครอบครัว หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เร่งดำเนินการ สิ่งที่ดิฉันกังวลใจอยู่ ขณะนี้ก็คือสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นความน่ากลัวของสังคมก็คือภาวะการยอมทนต่อ ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ เพราะว่าปัญหาหลัก ๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหา ความรุนแรงจึงไม่สามารถสะท้อนได้แค่ตัวเลขทางสถิติค่ะ เพราะหากเราเพิกเฉยต่อ ความรุนแรงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ อย่างแรกค่ะ การมองความรุนแรงเป็นเรื่องของ การปล่อยผ่านและเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ในสังคม เมื่อเรามองว่ามันเป็นเรื่องของการปล่อยผ่าน และสามารถพบเห็นได้ในสังคม เราจะเริ่มมองไม่เห็นว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้น และนั่น จึงนำไปสู่การยอมทนต่อความรุนแรง และสุดท้ายค่ะ ถ้าสังคมมองผ่าน เพิกเฉย และยอมรับมันจะกลายเป็นสถานการณ์ที่ยอมรับว่าความรุนแรงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เพราะเป็น สิ่งที่คุ้นชินในสังคมแห่งนี้ค่ะ จากสภาวะความรุนแรงที่ดิฉันอธิบายไปเมื่อ ๔ ขั้นตอน เมื่อสักครู่นี้ มันเกิดจากทัศนคติค่ะ ซึ่งทัศนคติตรงนี้ละค่ะที่เป็นสิ่งที่หน่วยงานควรเร่งปรับ และแก้ไข เพราะสังคมจะมีทัศนคติว่า ๑. ความรุนแรงกระทำได้หากเกิดจากความรัก เด็กดื้อ ก็ต้องทำโทษ ความรุนแรงกระทำได้เพราะเป็นเรื่องในครอบครัว คนนอกไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว การอดทนต่อความรุนแรงสามารถทำได้ เพราะเป็นเรื่องทำให้เสถียรภาพของครอบครัวอยู่ได้ โดยไม่หย่าร้าง ทัศนคติเหล่านี้ละค่ะที่ส่งผลต่อการร้องเรียนและการรับเรื่องร้องเรียนของ หน่วยงานภาครัฐ เป็นเรื่องส่วนตัวเดี๋ยวเขาก็ดีกัน สุดท้ายปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ก็ถูกละเลยโดยคนใกล้ตัวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่ะ ดิฉันจึงอยากเสนอไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดังนี้ ขอเสนอค่ะ อยากฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่ะ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๔ ประเด็นดังนี้

ประเด็นแรก ต้องเร่งทำการประชาสัมพันธ์ให้คนในสังคม ปรับเปลี่ยน ทัศนคติที่มีต่อความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะคนในสังคมต้องตระหนักว่าความรุนแรง ในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่สังคมต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบร่วมกัน โดยไม่เพิกเฉย

ประการที่ ๒ ดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยช่วยกันในการแจ้ง เบาะแสที่จำเป็นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในครอบครัวค่ะ ผ่านการสร้างแรงจูงใจ หรือมาตรการทางสังคม เช่นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับคนในชุมชน ที่คอยเป็นหูเป็นตาดูแลเรื่องความรุนแรงในครอบครัว

ประการที่ ๓ การสร้างกระบวนการทางกฎหมายที่ง่ายและสนับสนุนจิตใจ ของผู้ถูกกระทำค่ะ วันนี้ค่ะกระบวนการยุติธรรมนี่มักจะทำให้การบอกเล่าเรื่องราวของเหยื่อ ต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เหยื่อเหมือนเป็นผู้ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขั้นตอนและวิธีการ เหล่านี้ควรลดลงเพื่อเยียวยาจิตใจของเหยื่อ

สุดท้ายเพื่อให้ความรุนแรงลดน้อยลง การส่งเสริมอาชีพเพื่อเพิ่มทางเลือก ในอาชีพให้แก่ผู้หญิงในกรณีที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว เพื่อให้ผู้หญิงกลุ่มนี้ สามารถเป็นกำลังหลักในการดูแลครอบครัวได้ด้วยตนเอง เพื่อให้เขาเคารพในศักดิ์ศรีของ ความเป็นมนุษย์ ผ่านกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีที่สมัยนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เคยเสนอไว้

Slide แผ่นสุดท้ายค่ะท่านประธาน ความรุนแรงที่อ้างว่าทำไปเพราะความรัก เพราะรักถึงตี ความรุนแรงที่อ้างว่าเป็นเรื่องในครอบครัวอย่าไปยุ่งเพราะเป็นเรื่องผัวเมีย ความรุนแรงที่เกิดจากการมองข้ามความรุนแรงเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ ความรุนแรงเหล่านี้ ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคม ปัจจุบันเราทุกคนตระหนักได้ว่าไม่ว่าการกระทำความรุนแรง จะกระทำไปด้วยเหตุผลอะไร ความรุนแรงก็คือความรุนแรงค่ะท่านประธาน โดยไม่ต้องมี เหตุผลหรือข้ออ้างใด ๆ และพวกเราทุกคนไม่ควรมองข้ามความรุนแรง ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน