ปิยชาติ รุจิพรวศิน เสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อห้ามผู้ปกครองทำร้ายร่างกายและจิตใจลูกหลาน และเรียกร้องให้ปรับปรุง พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว ให้เปิดโอกาสให้ผู้พบเห็นสามารถเข้าช่วยเหลือเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวได้ทันที
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปิยชาติ รุจิพรวศิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขต ๒ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ปัจจุบันแนวโน้มความรุนแรงในครอบครัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีเหยื่อเป็นกลุ่มเด็ก และสตรีซึ่งบุคคลกลุ่มนี้มีแนวโน้มถูกกระทำความรุนแรงมากที่สุด และที่ยังน่าเป็นห่วง ในขณะนี้ คือจากข้อมูลองค์การสหประชาชาติ ประเทศไทยยังคงติด ๑ ใน ๑๐ ประเทศ ที่มีสถิติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความรุนแรงในครอบครัว ที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดแค่ Physical Assault คือการใช้กำลังทำร้ายร่างกาย แต่ยังรวมถึง Psychological Expressing คือการใช้คำพูดและการบังคับบงการที่ทำให้เกิดผลกระทบ ต่อจิตใจ อารมณ์ รวมถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิต และแนวโน้มความรุนแรงยังคง เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยังคงมีเหยื่อที่เป็นเด็กถูกกระทำ ความรุนแรงจากบุคคลใกล้ชิด หรือผู้ปกครองที่ทำร้ายร่างกาย เมื่อเหยื่อกระทำสิ่งใดโดยผิด หรือโดยพลาดไป และยังเป็นที่น่าตกใจครับ เพราะยังมีบุคคลที่ยังคงมีชุดความคิดที่ว่า การตี หรือใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะในครอบครัว ในโรงเรียน หรือตามสถานที่ ต่าง ๆ ซึ่งการกระทำแบบนี้ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากครับ ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต ของเหยื่อผู้ถูกกระทำ ท่านประธานครับ ในประเทศไทยก็มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ ๑ ฉบับ ซึ่งเป็นกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้ปกครองสามารถใช้ความรุนแรงกับลูกได้ ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๗ (๒) บอกว่าผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถทำโทษบุตร ได้ตามสมควร เพื่อว่ากล่าวสั่งสอน แต่ในบทบัญญัตินี้ไม่ได้นิยามว่า ตามสมควรคืออะไร แบบไหน จึงจะเรียกว่าสมควร ผมอยากจะขอเสนอแนะผ่านท่านประธาน หากเราพิจารณา ให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถทำโทษบุตรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอนได้ตามสมควร แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ใช่วิธีการเฆี่ยนตี ทำร้ายร่างกายและจิตใจ หรือวิธีอื่นใดในทำนองเดียวกันแบบนี้ จะดีกว่าไหมครับ สิ่งที่ผมเสนอนี้ไม่ใช่เพราะไม่มีกฎหมายอื่นคุ้มครอง และไม่ใช่ว่าเราจะไป ลดทอนอำนาจการปกครองของผู้ปกครอง เราเพียงแค่ต้องการการป้องกันเหตุ และตัดวงจร การส่งต่อความรุนแรงภายในครอบครัวเท่านั้นครับ ท่านประธานครับผมขอยกตัวอย่าง ประเทศที่มีกฎหมายห้ามลงโทษเด็กด้วยการตี ไม่ว่าจะเป็นสวีเดน สกอตแลนด์ และฝรั่งเศส ซึ่งทุกประเทศที่กล่าวมาล้วนเป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีอันดับต้น ๆ ของโลก และประเทศที่ยกเลิกการทำโทษด้วยการตีเป็นชาติแรกของโลก คือประเทศสวีเดนครับ ประเทศสวีเดนได้มีการออกกฎหมายห้ามลงโทษเด็กด้วยการทำร้ายร่างกายทุกชนิด ตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ หรือว่า ๔๔ ปีก่อน โดยกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามแค่การตีเท่านั้น แต่ยังรวม ไปถึงการหยิก การตบหน้า หรือการดึงผมด้วย ในขณะเดียวกันประเทศสวีเดนเป็น หนึ่งในประเทศที่แทบไม่มีอาชญากรรมและความรุนแรง คุกในประเทศสวีเดนแทบไม่มี ความหมาย นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งหรือไม่ครับท่านประธาน ที่แสดงให้เห็นว่าการเลิกส่งต่อความรุนแรง ส่งผลอย่างมากต่อสังคมภายนอกเช่นกัน ผมขออนุญาตพูดถึง พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนา และคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งตราขึ้นเพื่ออุดช่องว่างจาก พ.ร.บ. คุ้มครอง ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ แต่ก็ได้มีข้อสังเกตคือเวลาผ่านมา ก็นานแล้ว การแก้ไขเพิ่งแก้ไปเพียงไม่กี่มาตรา ไม่ทราบว่าทางหน่วยงานติดอะไรตรงไหนหรือเปล่า อีก ๑ มาตราที่ผมจะขออนุญาตพูดผ่านท่านประธานเพื่อการพิจารณาครับ พ.ร.บ. ส่งเสริม การพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๓ ที่กล่าวว่า ผู้ใดพบเห็น หรือทราบว่ามีการกระทำความรุนแรงในครอบครัว ให้แจ้งข้อมูลหรือข่าวสารกรณีดังกล่าว ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือแจ้งต่อศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัวโดยตรง เพื่อให้การคุ้มครองสวัสดิภาพ ผมอยากจะขอเสนอผ่านท่านประธาน หากเราสามารถพิจารณาให้เป็น ผู้ใดพบเห็น หรือทราบว่ามีการกระทำความรุนแรงในครอบครัวอันเป็นเหตุก่อให้เกิดอันตรายให้สามารถ เข้าทำการช่วยเหลือได้ตามสมควร และให้แจ้งข้อมูลหรือข่าวสารกรณีดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือแจ้งต่อ ศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัวโดยตรง เพื่อให้การคุ้มครองสวัสดิภาพแบบนี้จะดีกว่าไหมครับ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลผู้พบเห็นได้มีโอกาสช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก่อนที่ จะเกิดอันตรายใด ๆ แก่เหยื่อครับ
สุดท้ายครับ ปัญหาความรุนแรงที่เกิดในครอบครัว ผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราควรร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขป้องกัน เพราะนี่อาจจะเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้น ที่ก่อปัญหาอาชญากรรม ซึ่งอันที่จริงแล้วเราควรที่จะมีวิธีป้องกัน และการป้องกันเราควร มองในมุมของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ใช่มองในมุมของคนนอกที่มองเข้าไป ขอบคุณครับ