ธัญวัจน์ ชี้กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำในครอบครัวล้มเหลว ขอเร่งแก้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ หารือปัญหาความรุนแรงในครอบครัวจากข้อมูลปี 2564 ที่แสดงให้เห็นถึงผู้ได้รับผลกระทบกว่า 16,000 รายแต่มีเพียงไม่กี่ร้อยที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ชี้ถึงความล้มเหลวของกฎหมายและระบบยุติธรรมที่ยังเน้นการรักษาสถาบันครอบครัวมากกว่าการคุ้มครองผู้เสียหาย พร้อมเรียกร้องให้มีมาตรการป้องกันและคุ้มครองที่เข้มแข็ง เสริมบทบาทเจ้าหน้าที่รัฐ และผลักดันยุทธศาสตร์แห่งชาติด้านความเท่าเทียมเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศอย่างเป็นระบบ

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ธัญ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการอภิปรายสถานการณ์ด้านความรุนแรงของครอบครัว ธัญขอยกตัวอย่างปี ๒๕๖๔ ค่ะ ซึ่งรายงานฉบับนี้แบ่งออกเป็น ๓ ส่วนด้วยกันที่พูดถึงข้อมูล ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว

ส่วนที่ ๑ สำคัญมากก็คือพูดถึงสถานการณ์ปี ๒๕๖๔ ส่วนที่ ๒ พูดถึงข้อมูล ความรุนแรงในครอบครัว ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วย ความรุนแรงในครอบครัว ปี ๒๕๕๐ และส่วนสุดท้ายก็คือมีบทวิเคราะห์ พร้อมเสนอแนะ เชิงมาตรการการป้องกันและแก้ไขความรุนแรงในครอบครัว ธัญอยากให้ประชาชนทุกท่าน ทุกเพศ พิจารณาข้อมูล ๓ ส่วนนี้ ข้อมูลส่วนแรกนั้นรวบรวมมาจากองค์กร หน่วยงาน มูลนิธิ ที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความรุนแรงทางเพศของเด็ก สตรี ถึง ๑๔๑ แห่ง รวมถึง การสำรวจในช่วงสถานการณ์โควิด ข้อมูลดังกล่าวมีผู้ถูกกระทำความรุนแรงถึง ๑๖,๐๐๐ กว่าราย เฉลี่ยวันละ ๔๖ ราย

แต่ข้อมูลส่วนที่ ๒ ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคดีที่เข้าสู่ กระบวนการ ๘๕ คดี มีข้อมูลจากสำนักงานอัยการสูงสุดที่แสดงตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เข้าสู่กระบวนการเพียง ๒๙๕ เรื่อง ซึ่งก็มีทั้งสั่งฟ้อง ไม่ฟ้อง และยอมความกัน และมีข้อมูล สำนักงานศาลยุติธรรมที่มีคดีฟ้องศาลโดยตรง ๑๖๘ คดี และมีมาตรการ วิธีการบรรเทาทุกข์ จำนวน ๒๒ คำสั่ง เมื่อรวบรวมข้อมูลดังกล่าว ๒ อัน สถานการณ์ที่เก็บข้อมูลจากเครือข่าย ๑๖,๐๐๐ แต่มีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพียงแค่ ๕๔๘ เรื่อง สะท้อนว่ากฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมนั้นไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์ความรุนแรงในปัจจุบันค่ะ

ส่วนรายงานส่วนที่ ๓ ที่ท่านได้พูดถึงข้อเสนอแนะ ส่งเสริมกลไกเครือข่าย การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ข้อ ๒ ท่านพูดถึง การเสริมสร้าง พัฒนาศักยภาพพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ ข้อ ๓ ท่านพูดถึง การดำเนินงานปรับปรุงกฎหมายป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ข้อ ๔ สร้างทัศนคติความรู้ความเข้าใจต่อประชาชนเพื่อยุติความรุนแรง แต่ธัญไม่เห็นการพูดถึง ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในวรรคใด ๆ เลย อย่างที่เราเข้าใจกันนะคะ การมุ่งเน้นสถาบัน ครอบครัวมากเกินไปก็เท่ากับการผลิตซ้ำและไม่ให้ความสำคัญผู้ถูกกระทำ ซึ่งบางครั้ง การตัดสินใจของพวกเธอยากเหลือเกิน และบางครั้งพวกเราเองก็นำพาพวกเธอกลับไปสู่ ความรุนแรงในครอบครัว ภาพมายาคติของครอบครัวที่อบอุ่นนั้นใช้ได้ไหม และเป็นใจความ สำคัญไหม และเราจะส่งผ่านอุดมการณ์ความคิดบางอย่างที่มองให้สังคมตัดสินความรุนแรง ของคนของผู้ถูกกระทำว่า ถูกหรือผิด เธอควรจะเดินและตัดสินใจอย่างไรนั่นเป็นสิ่งที่สังคม ตัดสินหรือผู้ถูกกระทำต้องตัดสินใจ ธัญได้ติดตามและมีโอกาสพูดคุยกับเครือข่ายภาคประชาสังคม ประเด็นความรุนแรงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องนะคะ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำ ความรุนแรงในครอบครัว ปี ๒๕๕๐ ว่ากฎหมายดังกล่าวนั้นล้าหลังให้ความสำคัญกับ ครอบครัวมากกว่า

ธัญพูดถึงเรื่องนี้ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าเรามีการแก้ไขแล้วก็ทำงาน เรื่องร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและสถาบันครอบครัวที่ปัจจุบันนั้นก็ยังไม่มี ข้อสรุปและเป็นปัญหา เช่น ย้อนแย้งไหมคะ เมื่อสังคมเรากำลังจะบอกว่าความรุนแรงเป็น เรื่องของสังคม แต่ว่าเราสงวนการร้องทุกข์ให้กับผู้ถูกกระทำเท่านั้น ย้อนแย้งไหมคะ ธัญมีข้อเสนอต่าง ๆ หลายอย่างนะคะถ้าเรามองจากข้อมูลต่างประเทศ เช่น เราให้อำนาจ ของเจ้าหน้าที่มากขึ้นในการตั้งข้อสังเกต เวลาที่ตำรวจไปถึงแล้วผู้หญิงเงียบก็ไม่ใช่ต่างคน ต่างกลับบ้าน เรามีการบัญญัติกฎหมายใด ๆ ไหมที่จะเพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเพิ่ม ตำรวจผู้หญิงให้มีสิทธิที่จะตั้งข้อสันนิษฐานในกรณีที่ผู้หญิงไม่ให้ปากคำ หรือแม้กระทั่งผู้หญิง บอกว่าฉันไม่เอาเรื่อง

ประเด็นที่ ๒ อายุความ ๓ เดือนเพียงพอไหมคะท่านกับการตัดสินใจที่ ยากลำบากของผู้หญิง และผู้ถูกกระทำความรุนแรง มาตรการการคุ้มครอง อันนี้ท่านไปดู แล้วไปสอบถามได้เลยมีผู้หญิงที่บอกว่า เขาไม่เห็นทำตามมาตรการเลยค่ะ ตำรวจพูดว่า อย่างไรรู้ไหมคะ น่ารำคาญจังเลย เราทราบกันดีว่าความรุนแรงของผู้หญิงนั้นมีหลายมิติ และปัญหาที่สำคัญคือการตัดสินใจ บ้างก็พร้อมที่จะยุติความสัมพันธ์ บ้างก็ต้องจำทน ให้ผัวตบอยู่แบบนั้น เพราะไม่สามารถที่จะอยู่รอดในเศรษฐกิจ และไม่กล้าเดินออกจาก ความรุนแรงนั้น บ้างก็อับอายที่จะลุกขึ้นมาพูดเรื่องครอบครัว เพราะสังคมก็มองว่า เธอจะเป็นผู้หญิงที่ล้มเหลว และไม่ประสบความสำเร็จชีวิตในครอบครัว ธัญคิดว่าข้อเสนอ ที่ขาดหายไปคือการส่งเสริมผู้หญิงให้เข้มแข็ง และมาตรการกระบวนการยุติธรรมที่ต้อง เอื้อมมือมาสู่พื้นที่ความรุนแรงที่ผู้หญิงไม่กล้าตัดสินใจค่ะ วันนี้ธัญพูดกันตรง ๆ ว่า ยุทธศาสตร์ชาติก็ไม่มี เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมทางเพศ พอเราไม่มียุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง กับความเท่าเทียมทางเพศการยุติความรุนแรงนี้เป็นยุทธศาสตร์ชาติหรือเปล่าคะ SDG หรือการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ทั้งโลกเขาพูดถึง เขาพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ แต่วันนี้ ประเทศเราไม่พูดถึงเลยธัญขออนุญาตแบ่งประสบการณ์ ธัญได้มีโอกาสเข้า Class สตรีศึกษา ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ธัญได้พูดคุยกับผู้หญิงท่านหนึ่ง เธอยิ้มแย้มและมีสายตา แรงกล้าในการสู้ชีวิตค่ะ ธัญพยายามที่จะเก็บอาการและพยายามที่จะแสดงตนให้เป็นปกติ และพูดคุยกับเธอ แต่ในใจธัญคิดว่าเธอเข้มแข็งแบบนี้ได้อย่างไร เพราะผู้หญิงที่คุยกับธัญอยู่ เธอถูกสามีราดน้ำมันจุดไฟเผาค่ะ ธัญยืนอยู่กับผู้หญิงที่มีรอยไหม้ทั้งตัวและหน้า และเธอเข้มแข็งมาก ธัญจึงอยากจะบอกว่าวันนี้ความเท่าเทียมทางเพศถึงแม้จะไม่ได้บรรจุ อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่เราทุกคนต้องผลักดัน และต้องยุติความรุนแรงวันนี้ เดี๋ยวนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ