ภัสริน รามวงศ์ หารือปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กพิการที่ถูกละเลยในรายงานรัฐ พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้เอื้อต่อผู้ถูกกระทำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้พิการที่เผชิญอคติ ถูกตัดสินใจแทน และขาดการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉันภัสริน รามวงศ์ ค่ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชาวบางซื่อ ดุสิต แขวงถนนนครไชยศรี พรรคก้าวไกล และวันนี้ดิฉันขอเป็นผู้แทน เป็นกระบอกเสียง เป็นปากเป็นเสียงให้กับผู้ที่ถูก กระทำความรุนแรง ผู้ซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคมไทยนี้ และถอดใจเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรมและผู้หญิงพิการค่ะ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งองค์กร มูลนิธิที่ทุ่มเททำงานอย่างหนักทั้งชีวิตในการทุ่มเทกายใจให้กับผู้เปราะบาง ผู้ถูกกระทำ ในความรุนแรงที่จะมีพื้นที่ส่งเสียงบ้างค่ะ และการลงพื้นที่ของดิฉันในเขตบางซื่อ เขตดุสิต ก็มักจะพบกับความรุนแรงในครอบครัว ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นภรรยาถูกบังคับทั้งกายใจจากสามี ลูกสาวผู้พิการ ทางสติปัญญาถูกพ่อแท้ ๆ ของตัวเองข่มขืน ผู้พิการทางการได้ยินถูกพี่ชายและเพื่อนของ พี่ชายข่มขืน แต่ในครอบครัวก็ไม่ไปแจ้งความ เพราะกลัวปัญหา กลัวเรื่องราวต่าง ๆ ครั้นจะ ขอความช่วยเหลือของรัฐแต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการไปถึงไหนเกิดความตะขิดตะขวงใจว่า จะไปดีหรือไม่นะคะ แล้วก็เมื่อดิฉันดูรายงาน ๒ ฉบับนี้ดิฉันเกิดคำถามเหมือนกันว่า ในรายงานนี้หลงลืมกลุ่มคนใครไปหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการทางการได้ยิน ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว ผู้พิการทางซ้ำซ้อน แล้วก็ถ้าเมื่อวันหนึ่งเขาตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสุดท้าย ก็ไม่สามารถเอาผิดต่อผู้กระทำได้ค่ะ เพราะต้องต่อสู้กับโครงสร้างและกระบวนการที่ ไม่เอื้อให้ผู้ถูกกระทำได้รับความยุติธรรมและยังมี Case อีกมากที่เรียกว่า Victim Blaming หรืออคติโทษผู้กระทำ นอกจากนี้การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมผู้ถูกกระทำจะต้องเจอ กับคำถามต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นขายบริการทางเพศมาหรือเปล่า ใจง่ายใช่ไหม แต่งตัว อย่างนี้ละสิ และการที่เด็กถูกข่มขืนกลับโทษเหยื่อว่าสมยอมเองจนผู้ถูกกระทำ ถอดใจจากกระบวนการยุติธรรมและมันก็ไม่เคยมาถึงค่ะ วันนี้เราต้องมาพูดถึงกระบวนการ ยุติธรรมที่มีปัญหาและผู้ถูกกระทำไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนี้หรือหลุดออกจากระบบ ของความยุติธรรม รายงาน ๒ เล่มนี้ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ขาดหายมิติถึงผู้พิการ เป็นกลุ่มที่ เปราะบางเสี่ยงต่อความรุนแรงจากมิติทางด้านเพศ อายุ อัตลักษณ์ทับซ้อนอื่น ๆ หรือที่เรียกว่า Intersection Neliarity หากความรุนแรงถูกละเลยไปความพิการลดทอน คุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หญิงผู้พิการและเด็กพิการก็ยังถูกทำให้ไร้อำนาจควบคุมชีวิต และร่างกายของตนเองค่ะ และยังถูกควบคุมตัดสินในเรื่องของวิถีชีวิตของตัวเองโดยพ่อแม่ และสมาชิกครอบครัวและสังคมที่เรียกว่าสังคมชายเป็นใหญ่ โครงสร้างทางวัฒนธรรมเช่นนี้เอง ทำให้กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งตกอยู่ในความรุนแรงในลักษณะที่มีการกดทับซ้อนหรือว่า Double of Pression หญิงพิการไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตกอยู่ในสภาวะพึ่งพิง ความพิการถูกใช้ ความรุนแรงจากผู้ใกล้ชิด ผู้ดูแล แล้วก็ต้องทนยอมค่ะ เพราะว่าผู้กระทำความรุนแรง หรือผู้ดูแลเป็นคนคนเดียวกัน การอคติต่อผู้พิการว่าผู้พิการไม่มีความสวยงาม ไม่น่าดึงดูดใจ ไม่เป็นที่ต้องการ ขาดความปรารถนา จึงถูกมองข้ามความตัวตนทางเพศกลายเป็นกลุ่มคน ที่ไร้เพศที่ไม่รู้สึกรู้สาต่อการกระทำทางเพศ หญิงพิการยังถูกละเมิดสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ ครอบครัวได้ข้อมูลแล้วก็ตัดสินใจว่าเขาจะต้องทำหมันป้องกันการตั้งครรภ์ให้แก่ผู้ที่มี ความพิการในครอบครัวเพื่อขจัดและหยุดยั้งประชากรที่อ่อนแอและเป็นภาระ หรือกรณีที่ เด็กหรือเยาวชนพิการจะไม่ได้เรียนเพศศึกษาและกีดกันออกจากการเรียนรู้เรื่องเพศทำให้ พวกเขาขาดข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตทางเพศของตัวเองไม่สามารถเข้าถึงสุขภาวะ ทางเพศอันเป็นสิทธิพื้นฐานในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง จากทัศนคติและการตีตรากลุ่มเปราะบาง ที่ถูกกระทำ การตีตราผู้มีความพิการว่าไม่สมบูรณ์ผิดปกติและเบียดขับกลุ่มคนเหล่านี้ ออกไปอยู่ในชายขอบสะท้อนออกมาในกฎ ระเบียบ และวิธีการ และรายงาน ๒ เล่มนี้ ที่ไม่เคยพูดถึงเลย กระบวนการยุติธรรมอันไม่ปกตินำมาเหยียบซ้ำเพิ่มความรุนแรงด้วย แล้วก็จากรายงานต่อสถานการณ์ความรุนแรงของเด็กแล้วก็ผู้หญิงพบว่า ๗๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่เข้าแจ้งความ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ตัดสินใจแจ้งความ แต่ก็ไม่แน่ใจว่า ๒๙ เปอร์เซ็นต์นี้ คดีจะสิ้นสุดเมื่อไร คดีมีความคืบหน้าหรือไม่ ตลอดจนได้รับการเยียวยาหรือเปล่า พบว่า เหยื่อความรุนแรงและการล่วงละเมิดมีความยากลำบากในการเข้าถึงด้วย พบว่า ๕๑ ราย สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเพียงแค่ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ รายดำเนินคดีสำเร็จ เพียงแค่ ๔ รายเท่านั้น เหลืออีก ๑๑ รายไม่คืบหน้า และ ๕ รายจากกลุ่มดังกล่าว เป็นหญิงพิการค่ะ เป็นหญิงพิการที่มีการมองเห็นและการได้ยิน และการสื่อความหมาย ไม่สามารถอธิบาย รูปพรรณสัณฐานของผู้กระทำและสถานที่เกิดเหตุได้ กล่าวคือการให้ปากคำแล้วก็ยังมีการใช้ ล่ามภาษามือไม่เพียงพอต่อความต้องการ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๖ รายไม่แจ้งความ ไม่เข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม จำนวน ๒ ใน ๓ หรือ ๒๐ จาก ๓๖ รายเป็นเด็ก แล้วก็ผู้หญิงที่มี ความพิการทางการมองเห็น พิการทางการได้ยินด้วย รวมไปถึงการพิการทางการซ้ำซ้อนค่ะ จากรายงานสถิติที่รับสายด่วน ๑๓๐๐ ยังพบว่าเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวมีผู้พิการ มากถึง ๑๔๖ ราย และจากแนวโน้มนั้นตัวเลขอาจจะมากขึ้นกว่านั้นเพราะว่าไม่ไปแจ้งความ แล้วก็จากรายงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตัวเลขคิดเป็นร้อยละระบุถึงผู้หญิงพิการ พบความรุนแรง เมื่อรายงานปี ๒๕๖๔ รับบริการศูนย์ ๑๖,๖๗๒ ราย เฉลี่ย ๔๖ คนต่อวัน แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าในจำนวนนี้มีหญิงพิการไว้ด้วยหรือไม่ เมื่อเรามาดูยุทธศาสตร์ชาติใน ๒ เล่มนี้ ดิฉันขอเสนอว่านโยบายเหล่านี้ควรจะได้รับการทบทวนขนานใหญ่ค่ะ ยุทธศาสตร์แล้วก็ การพัฒนาสถาบันครอบครัว ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๔ ๕ ด้านนี้นะคะ ครอบครัว เศรษฐกิจ พอเพียง ความมั่นคงในครอบครัว การบริการจัดการเสริมความเข้มแข็งให้กับครอบครัว หรือการสร้างเครือข่ายให้กับครอบครัว และการพัฒนากลไกด้านกฎหมาย ปี ๒๕๖๔ ยุทธศาสตร์ทั้ง ๕ นี้มุ่งไปที่ครอบครัวแต่ไม่เน้นสร้างระบบ จริง ๆ แล้วความรุนแรงมันมาจาก ทั้งความยากจน ความพิการ และโครงข่ายที่ไร้ความมั่นคงทางสังคม และยุทธศาสตร์ ที่ส่งเสริมให้ครอบครัวปฏิบัติตามเศรษฐกิจอย่างพอเพียงจะไม่ช่วยลดความรุนแรง ในครอบครัวค่ะ ดิฉันและพรรคก้าวไกลมีจุดยืนอยากจะให้ความรุนแรงนี้หมดไปค่ะ ปัญหาการลดอาชญากรรมและความรุนแรงทางเพศกับกลุ่มผู้เปราะบาง ดิฉันขอเสนอ เรื่องตำรวจหญิงเข้ามาช่วยเป็นกระบวนการ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ ให้กับประชาชนและรัฐในการที่จะทำให้ผู้ที่ถูกกระทำทางเพศสามารถเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรมได้อย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น เราเห็นในประเทศอาร์เจนตินา เราเห็นในสาธารณรัฐ ลิทัวเนีย สหราชอาณาจักรมีการเพิ่มสัดส่วนของตำรวจหญิงอย่างชัดเจน นำไปสู่การเมือง แห่งคนเท่ากัน ดิฉันขอต่อเวลาด้วยนะคะ แล้วก็อยากจะพูดในสภานี้ว่าความรุนแรงนี้ เริ่มจากครอบครัวด้วย แล้วก็ไม่อยากให้มีใครมาพูดในประโยคที่ว่าหากเป็นลูกของตัวเอง ก็จะมีการตีให้ตาย ซึ่งกล่าวในสาธารณชนครั้งหนึ่งนะคะ ซึ่งดิฉันอยากจะมองว่าไม่อยากให้ ความรุนแรงเป็นเรื่องขบขัน ไม่จริงจัง เป็นทัศนคติที่เพิกเฉยต่อความรุนแรงไม่สมควรเป็น เรื่องที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาอันทรงเกียรติที่หลาย ๆ ท่านกล่าวเอาไว้ แล้วก็กฎหมายนะคะ เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกของดิฉันคงได้พูดนะคะ มาตรา ๑๕๖๗ วรรคสอง ที่ผู้ปกครองมีสิทธิที่จะทำโทษบุตรตามสมควร อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่พรรคก้าวไกล เราอยากผลักดันสร้างค่านิยมอันใหม่ ปรับทัศนคติอันใหม่ที่จะทำให้สังคมนี้เดินหน้าต่อไปได้ ดิฉันจึงขอฝากเรียนท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากที่ดิฉันได้อภิปรายมาค่ะ การสร้างความเข้าใจ การแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่มีความสลับซับซ้อนจะต้องเข้าถึงปัญหา ด้วยแนวคิดที่เข้าใจอัตลักษณ์ทับซ้อน ในกรณีนี้คือการพิทักษ์สิทธิให้ครอบคลุมถึงผู้มี ความพิการ และการแก้ไขกฎหมายครอบครัวที่ล้าหลัง รวมถึงค่านิยมต่าง ๆ เกี่ยวกับ ครอบครัวที่ต้องทบทวนตามยุคตามสมัย หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก็อาจจะต้องจำเป็น ที่จะศึกษาข้อมูลที่เป็นสากล ครอบคลุม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ