สิริลภัส กองตระการ หารือประเด็นความรุนแรงต่อผู้หญิงที่มีอัตราสูงกว่าเพศชาย พร้อมเสนอให้รวมการคุกคามทางจิตใจ เช่น การสะกดรอยหรือติดตาม ไว้ในรายงานสถานการณ์เพื่อรองรับการป้องกันและดำเนินการอย่างเหมาะสม รวมถึงตั้งคำถามถึงการทบทวนนิยามความรุนแรงให้ครอบคลุมรูปแบบการละเมิดที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมยกตัวอย่างกรณีจริงและประสบการณ์ส่วนตัว ทั้งยังเชื่อมโยงปัญหาความรุนแรงในครอบครัวกับพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนโดยอ้างอิงข้อมูลวิจัยต่างประเทศ พร้อมสอบถามความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยความรุนแรงในครอบครัวและการใช้กฎหมายฉบับใหม่แทนของเดิมที่ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องจากคำวินิจฉัยศาล
เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ นะคะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร บางกะปิ วังทองหลาง แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ จากพรรคก้าวไกล วันนี้ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายเรื่องของรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้าน ความรุนแรงนะคะ จากที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าเกณฑ์ของ ความรุนแรงผู้ถูกกระทำก็คือ มีจำนวนของสตรีมากมากกว่าเพศอื่น ๆ อีกหลายเท่าเลยนะคะ จากสถิติ ขออนุญาตขอ Slide ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒-๒๕๖๔ ผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงที่เป็นเพศหญิงมีมากกว่าเพศชาย เรียงลำดับกันไปเลย ๑๑.๔ เท่า ๙.๕ เท่า แล้วก็ ๙.๓ เท่าตามลำดับ นี่ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ๆ เลยนะคะ แต่ว่าประเด็นที่ ดิฉันอยากจะนำเสนออีก ๑ ประเด็นที่แตกต่างกันออกไปเนื่องจากการถูกกระทำ ความรุนแรงทางด้านร่างกายแล้วมันยังมีอีกกรณีหนึ่งซึ่งเป็นกรณีถูกคุกคามในลักษณะของ การสะกดรอย ติดตาม หรือว่าการทำให้บุคคลนั้นรู้สึกว่าถูกคุกคาม รู้สึกไม่ปลอดภัย ในกรณีนี้เราถือว่าเป็นความรุนแรงได้หรือไม่ เพราะว่าในความเป็นจริงแล้วความรุนแรง ไม่ควรจะเหมารวมเฉพาะการทำร้ายร่างกายอย่างเดียว แต่ว่าควรรวมไปถึงการทำร้ายจิตใจด้วย ถ้าเกิดว่าในรายงานครั้งถัดไปอยากจะฝากทางท่านประธานไปยังผู้ชี้แจงว่าจะสามารถบรรจุ ข้อมูลกรณีคนที่ถูกคุกคามหรือว่าการสะกดรอย หรือการสร้างความไม่สบายใจที่ถือว่า เป็นความรุนแรงทางจิตใจเข้าไปไว้ในรายงานได้หรือไม่ เพราะว่าตอนนี้ดิฉันเห็นในรายงาน ทั้ง ๒ เล่มก็ยังไม่ได้เห็น ซึ่งในปัจจุบันก็มีผู้เสียหายหลายกรณีเลยเมื่อเขาโดนคุกคาม หรือว่าสะกดรอยแบบนี้บางทีไปแจ้งตำรวจก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการต่อไปได้เพราะให้ เหตุผลเนื่องจากว่าถือว่าเหตุยังไม่เกิด ถ้าท่านบรรจุเรื่องนี้เข้ามาในรายงาน ดิฉันก็เชื่อได้เลย ว่าจะมีตัวเลขที่น่าตกใจมาก ๆ แล้วก็น่าจะเป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานรีบหาทางป้องกัน เรื่องของกรณีการถูกสะกดรอยหรือว่าคุกคาม
ต่อไปดิฉันจะขอยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อย่างเช่นมี Net Idol ที่ถูกคุกคามจากคนคนเดียวกันเลยแล้วโดนซ้ำ ๆ แบบนี้จนทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย หรือใน Slide ถัดไปนี้เกิดขึ้นแบบใกล้ตัวมากก็คือเกิดขึ้นกับดิฉันเองค่ะ เป็นการถูกตามเข้าไปในห้องน้ำ โดยที่อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอันนี้ขออนุญาตไม่ฟันธง นี่คือกรณีที่เกิดขึ้นกับตัวดิฉันเองเลย เมื่อปี ๒๕๖๔ ซึ่งแจ้งความแล้วก็บอกว่าเหตุยังไม่เกิดไม่สามารถแจ้งความแบบกระทำอนาจารได้ เพราะว่ายังไม่มีหลักฐานอะไร แล้วดิฉันเชื่อเลยว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ จะมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ เพียงแต่ว่ายังไม่เป็นข่าว เพราะว่าไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในแสง หรือแจ้งความไม่ได้ หรือคนที่เป็นผู้เสียหายไม่กล้าที่จะแจ้งความ และยังมีกรณีหลาย ๆ กรณีเลย ที่โดนสะกดรอย ติด GPS เองแล้วก่อให้เกิดความสูญเสียมากมาย อันนี้ดิฉันก็คิดว่าน่าจะ ถูกบรรจุเข้าไปไว้ในรายงานแล้วหรือยัง หรือกรณีถัดไปเรื่องของการ Sexual Harassment ที่ไม่ได้เป็นการ Sexual Harassment ลวนลามด้วยการกระทำแต่ว่าเป็นการเหลื่อมล้ำ ด้วยคำพูด สีหน้าหรือวาจาต่าง ๆ นี่คือการสร้างบาดแผลทางจิตใจเช่นเดียวกัน แล้วดิฉัน ก็ถือว่าน่าจะเป็นการกระทำความรุนแรงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะถามไปว่า ตอนนี้เราควรนิยามเรื่องของการกระทำความรุนแรงกันได้ใหม่แล้วหรือยัง
ประเด็นต่อไปคือเรื่องของความรุนแรงในเด็ก ตรงนี้จากสถิติที่มีผู้มาใช้บริการ จริงอยู่ที่ตัวเลขของมันอยู่ที่ ๑,๓๖๒ เคส แต่อยากจะชวนกันมาคิดใหม่ว่ามีหลาย ๆ บทความเลย จากต่างประเทศเขาได้ทำการวิเคราะห์หรือว่าทำการวิจัยออกมาว่าหลายครั้งที่อาชญากร หรือฆาตกรต่อเนื่องเมื่อสืบค้นกลับไปแล้วมีเรื่องของการเลี้ยงดูที่มี Domestic Violate หรือว่าความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นอย่างเช่นจากบทความของสถาบันยุติธรรมแห่งชาติ ของประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวว่าเด็กที่ถูกละเลยจะมีความเสี่ยงจะโดนจับในช่วงวัยรุ่น เพิ่มขึ้น ๔.๘ เท่าแล้วมีความเสี่ยงที่จะโดนจับจากการกระทำความผิดด้านความรุนแรง เพิ่มขึ้น ๓.๘ เท่า ขออนุญาตยกตัวอย่าง อย่างทางมหาวิทยาลัย Rashford เองได้มี การกระทำศึกษาจากฆาตกรต่อเนื่อง ๕๐ รายเก็บประวัติการทารุณกรรมที่กลุ่มตัวอย่าง ต้องเจอได้ผลการศึกษาว่าร้อยละ ๓๖ มีประสบการณ์ด้านการทำร้ายร่างกาย ร้อยละ ๒๖ เคยโดนละเมิดล่วงละเมิดทางเพศ และร้อยละ ๕๐ มีประสบการณ์การโดนทำร้ายจิตใจ ร้อยละ ๑๘ โดนปล่อยปละละเลยจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่นี่คือสารตั้งต้น เราจะยอม ปล่อยให้สารตั้งต้นเหล่านี้ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้าจะเกิดอาชญากรหรือฆาตกรต่อเนื่อง ในประเทศไทยเกิดขึ้นหรือไม่ ท่านมีวิธีในการป้องกันไม่ให้เกิดแบบนี้ได้อย่างไร
และจาก ๒ ประเด็นที่ผ่านมาดิฉันได้อ่านรายงานมา แล้วก็มีเรื่องของ ยุทธศาสตร์การพัฒนาสถาบันครอบครัวตั้งแต่ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ ทั้ง ๕ ยุทธศาสตร์ ดิฉัน ก็อยากจะฝากท่านประธานถามไปยังผู้ชี้แจงว่าทั้ง ๕ ยุทธศาสตร์นี้มีการวัดผลหรือประเมิน อย่างไร มีโครงการที่จะทำให้ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์นั้นอย่างไร และมีการวัดผลของโครงการ ในแต่ละโครงการนั้นอย่างไรคะ เพราะดิฉันยังไม่เห็นในรายงานเล่มนี้
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นสุดท้าย อยากสอบถามความคืบหน้าเรื่องแนวทาง การดำเนินงานในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำ ท่านเขียนไว้ว่าท่านจะจัดทำแล้วก็ขับเคลื่อน ร่างแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว ได้ใช้งานจริงแล้วหรือไม่ รวมไปถึงการปรับปรุงที่ท่านบอกว่า จะแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ปรับให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ตอนนี้อยู่ถึงขั้นตอนไหนแล้ว ถ้าท่านบอกว่าตอนนี้ ท่านจะแก้ที่ พ.ร.บ. ฉบับเดิมจากการอภิปรายของท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เรื่องของ พ.ร.บ. นี้ที่มีการบอกว่ามีพระราชกำหนดออกมาย้อนหลัง บอกว่าถ้าท่านยังไม่พร้อม อันนี้เป็น คำวินิจฉัยจากศาลลงไว้ เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ บอกว่าเมื่อกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีความพร้อมให้ชะลอผลการบังคับใช้ของ พ.ร.บ. ของปี ๒๕๖๒ ไปก่อน ตอนนี้ให้ใช้ของปี ๒๕๕๐ ตอนนี้ผ่านมา ๓-๔ ปีแล้ว ท่านและหน่วยงาน มีความพร้อมแล้วหรือยัง เพราะในแต่ละวันที่ผ่านไปเฉลี่ยแล้วเกิดความรุนแรงเกิดขึ้น ๔๖ รายต่อวัน คูณไว้ว่าง่าย ๆ เลย ๑ ปีจะมี ๑๖,๗๙๐ ราย ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนมีความกังวลไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงแบบนี้ขึ้นอีก ท่านมีวิธี หรือว่าขั้นตอนไปถึงไหนแล้วก็อยากจะให้ท่านผู้ชี้แจงได้ชี้แจงผ่านท่านประธานมา ไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ