ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อภิปรายผลการดำเนินงานของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ปี 2565 โดยตั้งคำถามถึงสัดส่วนหนี้เสียที่เกิดก่อนปี 2558 ซึ่งยังคงค้างอยู่ในระดับสูงถึง 73 เปอร์เซ็นต์ พร้อมหารือบทบาทของธนาคารในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิดจนกลายเป็นหนี้เสีย และเสนอให้เร่งจัดการหนี้ค้างเก่า พิจารณาขยายสินเชื่อแบบ Supply Chain Financing เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง รวมทั้งตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเกณฑ์การร่วมลงทุนและการถือหุ้นในบริษัทเอกชน พร้อมเรียกร้องความโปร่งใสในการใช้งบประมาณกว่า 900 ล้านบาทสำหรับโครงการระบบ Core Banking โดยขอให้ชี้แจงความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่อประชาชนอย่างชัดเจน
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออภิปรายเกี่ยวกับรายงานกิจการประจำปีงบดุลบัญชีกำไรขาดทุนของ SME Bank หรือ ธพว. สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ ต้องขอขอบคุณท่านรองกรรมการ ผู้จัดการและท่านผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของ ธพว. ที่ให้เกียรติประชาชนมาชี้แจง ตอบคำถามต่อผู้แทนของประชาชนที่สภาแห่งนี้ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ชื่อก็ชัดเจนว่าเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา SMEs ของประเทศไทย ทางฝ่ายโสตครับ ขอ Slide ขึ้นได้เลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมก็มีประเด็นอยู่สัก ๓-๔ ประเด็นสำหรับวันนี้
ประเด็นแรก ก็คือผลการดำเนินการของ ธพว. ในปี ๒๕๖๕ ยอดสินเชื่อ คงค้างของ ธพว. ในปี ๒๕๖๕ ก็มีอยู่ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๑๐๙,๒๙๖ ล้านบาท ให้บริการกับผู้ประกอบการประมาณ ๘๐,๓๘๙ ราย ยอดเบิกจ่ายในปี ๒๕๖๕ ก็ ๖๘,๘๐๐ ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการ ๑๒,๐๐๐ กว่าราย ซึ่งในนี้ถ้าเรามาดูตัวเลข NPL ในปี ๒๕๖๕ ของ ธพว. NPL ก็จะอยู่ที่ ๙.๗๒ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๖๔ NPL สูงกว่านี้อยู่ที่ ๑๓.๕๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเปรียบเทียบ NPL ตัวเลขนี้กับธนาคารรายอื่นตัวเลขก็อาจจะสูง แต่สำหรับผมไม่ได้ติดใจตัวเลข NPL นี้เลยครับ เพราะมันเข้าใจได้ว่ามันเป็นพันธกิจของ ธพว. ในการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ตัวเลข ๙.๗ เปอร์เซ็นต์ เทียบ NPL สินเชื่อของ SMEs นิติบุคคลทั้งระบบถ้าเราดูที่ฐานข้อมูลของ NCB ที่เป็นนิติบุคคล NPL ก็อยู่ที่ประมาณ ๘-๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ได้เป็น ที่ติดใจ แต่ที่ผมติดใจก็คือ NPL ส่วนใหญ่ ๗๓ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็น NPL ที่เกิดก่อนปี ๒๕๕๘ จึงมีคำถามไปยังท่านผู้ชี้แจงว่าทำไมจึงมี NPL ที่เกิดก่อนปี ๒๕๕๘ ค้างเป็นสัดส่วนที่สูงถึง ๗๓ เปอร์เซ็นต์ และ ธพว. มีเป้าหมายในการบริหารหนี้ NPL ที่เกิดก่อนปี ๒๕๕๘ นี้อย่างไร อันนี้เป็นคำถามของประเด็นที่ ๑ หน้าถัดไปเลยครับ
ประเด็นที่ ๒ จะขออภิปรายถึงบทบาทในการช่วยเหลือ SMEs ที่เป็นหนี้เสีย โดยผลกระทบจากโควิด ทุกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็ก ขนาดกลางนั้นสายป่านสั้น ล้มเพราะผลกระทบจากโควิดเป็นจำนวนมาก ถ้าเราดูตัวเลข ทางด้านขวามือนี้ยอดของ SMEs ขนาด Micro แล้วก็ขนาด Small ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็คือ จ่ายหนี้ไม่ไหว ในยอด ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี ๒๕๖๖ รวมกันแล้วทั้ง S M ก็คือเริ่มจ่ายหนี้ ไม่ไหวจากที่เป็น NPL ไปแล้ว แล้วรวมถึงที่อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ รวมกันแล้วมีถึง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นตัวเลขจากฐานข้อมูลของ NCB และลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ จากช่วงโควิดก็คือก่อนโควิดเขาสามารถชำระหนี้ได้ปกติ แต่ช่วงโควิดเริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้ กลายเป็นหนี้บูด หนี้เน่าในช่วงโควิด จะมีการจัดชั้นด้วยรหัส ๒๑ ซึ่ง ณ สิ้นไตรมาส ๑ ของปี ๒๕๖๖ หนี้ SMEs นิติบุคคล รหัส ๒๑ มียอดอยู่ ๕.๔ หมื่นล้านบาท และที่เป็นบุคคล ธรรมดา รหัส ๒๑ มียอดอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นคำถามที่ต้องการเรียนถาม ท่านประธานผ่านไปถึงผู้ชี้แจงก็คือในช่วงที่ SMEs นั้นเปราะบางอันเนื่องจากผลกระทบ ของโควิดนั้น ธพว. ได้ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ SMEs ที่เป็นรหัส ๒๑ ได้เป็นจำนวนกี่ราย อย่างไรบ้าง ซึ่งยอด NPL ตกค้างที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้เป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือ SMEs ที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ เพราะท่านมียอด NPL ตกค้างตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๕๘ สูงถึง เกือบ ๓ ใน ๔ ดังนั้นการปล่อยกู้ในส่วนที่เหลือของท่านก็คงต้องระมัดระวังมากที่จะสร้าง NPL เพิ่ม ทำให้ท่านเลือกที่จะปล่อยสินเชื่อในสินเชื่อที่มีความปลอดภัย แต่มันทำให้ท่านไม่ได้ ช่วยเหลือ SMEs อย่างเพียงพอหรือเปล่า ซึ่งผมมีข้อเสนอแนะว่า ธพว. ควรเร่งจัดการหนี้ NPL ที่ตกค้างก่อนปี ๒๕๕๘ เพื่อให้ ธพว. ปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs ได้เป็นจำนวนมากขึ้น ช่วยผู้ประกอบการ SMEs ได้เป็นวงกว้างมากขึ้น เพราะนี่คือพันธกิจหลักของท่านนะครับ ซึ่งการให้สินเชื่อ SMEs ในลักษณะ Supply Chain Financing นั้นก็อาจจะเป็นทางเลือก ที่ดีที่ท่านควรจะพิจารณาให้สินเชื่อเหล่านี้มากขึ้นในช่วงที่ SMEs ต้องการความช่วยเหลือ ทางด้านสภาพคล่องนะครับ
ประเด็นที่ ๓ เกี่ยวกับบทบาทของ ธพว. ในการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการ ถ้าเราดูการลงทุนของ ธพว. ในบริษัทเอกชนที่อนุมัติไปแล้วกว่า ๓๒ บริษัท ธพว. ถือหุ้นเกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ก็มีอยู่ ๖ บริษัท ที่มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว และถ้าเราไปดูบางบริษัท ก็มีบริษัทที่เข้าไป List ในตลาดหลักทรัพย์ SET MAI LiVE Exchange เข้าไปแล้วก็มีนะครับ ซึ่ง ธพว. ก็ยังถือหุ้นอยู่ จึงขอเรียนถามไปยังท่านผู้ชี้แจงว่าเกณฑ์ในการเข้าร่วมลงทุน และเกณฑ์ในการออกจากการร่วมลงทุนเป็นอย่างไร อันนี้เป็นคำถามที่โปรดชี้แจงให้ประชาชน ได้รับทราบด้วยนะครับ
ประเด็นสุดท้าย เป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณโครงการระบบ Core Banking ในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมานี้นะครับ ในช่วงปี ๒๕๖๒-๒๕๖๓ ก็มีข่าว Press Release ของธนาคารออกมาว่า ธวพ. จะลงทุน ๖๐๐ ล้านบาทพัฒนาระบบ Core Banking จะเปิดบริการทีละส่วนอย่างต่อเนื่องและให้เสร็จสมบูรณ์ภายในปี ๒๕๖๓ แต่ต่อมาในปี ๒๕๖๕ ก็มีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเช่าระบบ Core Banking ใช้งบประมาณ ๘๘๘ ล้านบาท เช่า ๕ ปี และต้องจ้างผู้บริหารโครงการอีกประมาณ ๑๒ ล้านบาท รวมกันแล้วก็ ๙๐๐ ล้านบาท จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมท่านถึงต้องเปลี่ยนจากการพัฒนาระบบมาเป็นการเช่าระบบ ๕ ปี ด้วยวงเงินที่สูงถึง ๙๐๐ ล้านบาท มันคุ้มค่าแล้วหรือไม่ครับ ท่านสามารถลองเปรียบเทียบ วงเงินที่ท่านใช้กับ HFI รายอื่นที่ใช้ Core Banking จากบริษัท ซิลเวอร์เลค (ประเทศไทย) จำกัด เหมือนกันก็ได้นะครับ
และอีกคำถามหนึ่ง ก็คือว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ท่านได้เสียงบประมาณกับ การทำเรื่อง Core Banking System ของท่านไปแล้วเท่าไร ทำไมถึงยังทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ แล้วจะทำเสร็จเมื่อไรครับ อันนี้เป็นคำถามที่จะขอเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านผู้ชี้แจง ให้ช่วยตอบคำถามเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบด้วย
และสุดท้ายผมขอเป็นกำลังใจให้พนักงาน ธพว. ทั้ง ๒,๒๐๐ กว่าท่าน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะทำหน้าที่สำคัญในการช่วยเหลือและพัฒนา SMEs ไทย ให้แข็งแกร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป ขอบคุณครับ