พริษฐ อภิปรายร่างแก้ไขข้อบังคับฯ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ มกราคม ๒๕๖๘

พริษฐ วัชรสินธุ เปิดอภิปรายร่างแก้ไขข้อบังคับสภาฯ โดยขอบคุณสมาชิกทั้งสองสภาและขอชี้แจงประเด็นที่อาจคลาดเคลื่อนเพื่อโน้มน้าวให้รัฐสภามติเห็นชอบรับหลักการ อธิบายสาระสำคัญของร่างแก้ไขเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชี้แจงรายละเอียดกรณีทั่วไปและกรณีพิเศษ รวมถึงการเปิดกว้างให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกสภาสามารถเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการได้ โดยชี้แจงเหตุผลที่ประชุมพิจารณาเรื่องร่างแก้ไขข้อบังคับแทนรัฐธรรมนูญ สสร. เนื่องจากต้องการเวลาศึกษาเพิ่มเติมและชี้แจงความเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่างวิป สว. ยืนยันว่าการใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในการประชุมรัฐสภาปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่แล้ว อธิบายเจตนาในการแก้ไขข้อบังคับมาตรา 79 เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาฯ เข้าทำหน้าที่ในกรรมาธิการ โดยชี้ให้เห็นว่าหากยังคงใช้เกณฑ์เดิมจะเกิดปัญหาทางกฎหมายเมื่อมีการเสนอชื่อผู้เชี่ยวชาญจากพรรคการเมืองหรือวุฒิสภาที่ไม่มีสถานะเป็น สส. หรือ สว. ตอบข้อหารือของสมาชิกสภาฯ โดยชี้แจงหลักการและกลไกการเสนอชื่อกรรมาธิการภายใต้ร่างขอบังคับที่ตนนำเสนอ ยืนยันว่าหากมีสัดส่วนสมาชิกรัฐสภาไม่เพียงพอในจำนวน ๔๒ คน ที่ประชุมสามารถโหวตไม่เห็นชอบได้ หรืออาจกำหนดหลักประกันโดยเปิดให้เสนอชื่อคนนอกได้เพียงบางส่วนเท่านั้น อภิปรายประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยชี้แจงว่าหากเป็นกรณีพิเศษที่มีประชาชนเสนอชื่อเกิน 50,000 รายชื่อ จะมีการเพิ่มสัดส่วนตัวแทนประชาชนในคณะกรรมาธิการ และยืนยันว่าการมอบหมายให้บุคคลภายนอกพิจารณารายละเอียดรายมาตราไม่ลดทอนความรับผิดชอบของสมาชิกสภาต่อร่างกฎหมาย ชี้แจงเงื่อนไขการพ้นจากตำแหน่งของกรรมาธิการ โดยเน้นย้ำว่ากรณีพิเศษนี้ใช้เฉพาะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเสนอเท่านั้น ไม่ใช่วัตถุประสงค์ทั่วไป และยืนยันว่าการมีผู้แทนประชาชนอย่างน้อยหนึ่งในสามเป็นไปตามมาตรา 128 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนรายชื่อที่ประชาชนต้องยื่นเสนอ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชน อดีต พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกจากทั้ง ๒ สภา ที่ได้อภิปรายกันอย่างท่วมท้น ทั้งในลักษณะที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขข้อบังคับ ที่ผมเสนอในวันนี้นะครับ ก็จะมีประเด็นที่ต้องการจะชี้แจงไม่ว่าจะเปึนข้อเท็จจริงที่อาจจะ ยังคลาดเคลื่อนอยู่ หรือว่าเปึนความเห็นต่างที่ผมก็ขออนุญาตใช้ช่วงเวลาสุดท้ายในการพยายาม จะโน้มน้าวเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ลงมติเห็นชอบรับหลักการกับร่างแก้ไขข้อบังคับที่มี การเสนอในวันนี้ จะขออนุญาตแบ่งการสรุปออกเปึน ๒ ส่วนนะครับ ส่วนแรกอยากจะทบทวน เนื้อหาสำคัญเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันถึงสาระของร่างที่มีการนำเสนอในวันนี้ ในส่วนที่ ๒ ก็จะขออนุญาตตอบคำถามรายประเด็นของเพื่อนสมาชิกแต่ละคนที่ได้อภิปราย

ในส่วนที่ ๑ ผมขออนุญาตสรุปเนื้อหาสาระของร่างแก้ไขข้อบังคับฉบับนี้ ในประเด็นที่อาจจะเปึนที่ถกเถียงพอสมควรอีกสักรอบหนึ่งเพื่อให้เราเข้าใจตรงกัน นั่นก็คือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รัฐสภามีมติรับหลักการ ความจริงร่างแก้ไขข้อบังคับตรงนี้มันจะแบ่งกรณีออกเปึน ๒ กรณีด้วยกัน คือกรณีทั่วไปกับกรณีพิเศษ ถ้าเราพูดถึงกรณีทั่วไป นั่นก็คือกรณีที่สมาชิกรัฐสภาหรือว่า ครม. มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาที่รัฐสภา หากสมมุติรัฐสภามีมติรับหลักการ เห็นชอบในวาระที่หนึ่ง ก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณารายมาตราก่อนที่จะ นำเสนอร่างแก้ไขดังกล่าวกลับมาสู่รัฐสภาในวาระที่สอง ปัจจุบันข้อบังคับก็กำหนดไว้ว่า คณะกรรมาธิการชุดนั้นก็จะมีได้ไม่เกิน ๔๕ คน ยกตัวอย่างสมมุติเรามีคณะกรรมาธิการที่มี ทั้งหมด ๔๒ คน ๔๒ คนนั้นก็จะถูกแบ่งออกเปึนตามสัดส่วนของสมาชิกที่มีอยู่ใน ๒ สภานะครับ ถ้าคิดง่าย ๆ สว. ก็จะมีโควตา ๑๒ คน สส. ก็จะมีโควตา ๓๐ คน เนื่องจาก สว. มีทั้งหมด ๒๐๐ คน สส. มีทั้งหมด ๕๐๐ คน ในบรรดา ๑๒ คนที่เปึนโควตา สว. กับในบรรดา ๓๐ คน ที่เปึนโควตา สส. ก็ขึ้นอยู่ว่า สว. กับ สส. นั้นจะเสนอใครเข้ามาทำหน้าที่เปึนกรรมาธิการ ถ้าเปึนในฝัืง สส. ๓๐ คนก็มักจะแบ่งกันตามสัดส่วนของพรรคการเมือง ตามจำนวนสมาชิก สส. ที่แต่ละพรรคการเมืองมีในสภา ปัจจุบันข้อบังคับเราไปกำหนดไว้ครับว่าในบรรดา ๑๒ และ ๓๐ คนนั้นจะเสนอชื่อใครก็ได้แต่ต้องเปึนสมาชิกรัฐสภา พูดง่าย ๆ คือต้องเสนอ สส. หรือ สว. เท่านั้นเข้ามาทำหน้าที่เปึนกรรมาธิการ สิ่งที่ร่างแก้ไขข้อบังคับที่ผมเสนอในวันนี้ มีการปรับเปลี่ยนคือการเป่ดกว้างให้ สว. กับ สส. นั้นสามารถเสนอชื่อคนที่ไม่ได้เปึน สส. และ สว. มานั่งในกรรมาธิการในบรรดา ๑๒ และ ๓๐ คนได้เท่านั้นเอง อาจจะเปึนอย่างที่ผมได้เกริ่นไว้ นักวิชาการที่ทำงานเรื่องรัฐธรรมนูญมายาวนานแต่ไม่ได้เปึน สส. สว. อาจจะเปึนภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนมายาวนาน ไม่ได้เปึน สส. หรือ สว. หรืออาจจะเปึนอดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคการเมืองที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์เรื่องรัฐธรรมนูญแต่ปัจจุบันไม่ได้เปึน สส. หรือ สว. อยู่ก็ได้นะครับ ดังนั้น อันนี้ยืนยันว่าในกรณีทั่วไปไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนจำนวน เพียงแต่เป่ดกว้างให้สามารถเสนอชื่อ คนที่ไม่ได้เปึน สส. และ สว. เข้ามาได้ แต่ในกรณีพิเศษครับ ซึ่งมีการพูดถึงเช่นกัน นั่นคือ กรณีที่พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิที่ตนเองมีตามรัฐธรรมนูญเพื่อรวบรวมรายชื่อ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา แล้วสมมุติรัฐสภามีการพิจารณากันในวาระที่หนึ่ง และรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา แต่พอ เปึนกรณีพิเศษที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นถูกเสนอโดยพี่น้องประชาชน ๕๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ เรามีการปรับเปลี่ยนว่าอยากจะเป่ดพื้นที่ให้ ๑ ใน ๓ ของคณะกรรมาธิการนั้นเปึนผู้แทนของ ประชาชน ๕๐,๐๐๐ รายชื่อที่ร่วมกันลงชื่อ หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมทำเช่นนี้ ๑ ใน ๓ มาจากไหน ความจริงก็ต้องบอกว่าผมนำมาจากสิ่งที่เราใช้กันอยู่ ณ ปัจจุบันอยู่แล้วสำหรับ ร่าง พ.ร.บ. เพราะถ้าเราไปเป่ดดูข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเราก็จะเห็นครับว่า หากมีการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. เข้ามาโดยประชาชนที่ร่วมกันเข้าชื่อ ๑๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบในวาระที่หนึ่งก็มีการกำหนดไว้ว่า ๑ ใน ๓ ของ คณะกรรมาธิการนั้นต้องเปึนผู้แทนของประชาชนที่มาเข้าชื่อร่วมกัน ๑๐,๐๐๐ รายชื่อขึ้นไป ดังนั้นอันนี้คือสรุปใจความสำคัญถึงสิ่งที่ผมนำเสนอนะครับ ซึ่งพออธิบายแบบนี้แล้วก็หวังว่า หลายท่านที่อาจจะมีข้อสงสัยหรืออภิปรายข้อมูลบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ผมนำเสนอ เมื่อสักครู่ก็จะคลายข้อกังวลมากขึ้นครับ

ทีนี้ขออนุญาตเข้าสู่ช่วงของการตอบคำถามรายบุคคลนะครับ ขออนุญาต ไล่ไปทีละท่านนะครับ ขออนุญาตเริ่มที่คุณหมอเปรมศักดิ์นะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ก็มี ๓ ประเด็นที่ท่านตั้งไว้และขออนุญาตชี้แจงนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ท่านตั้งคำถามว่าทำไมวันนี้เราถึงมาประชุมกันเรื่องข้อบังคับ แทนที่จะประชุมกันเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง สสร. ก็ต้องเรียนกับท่านว่าเจตนาผม ก็อยากจะให้เรามาคุยเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ สสร. เหมือนกัน แต่ว่าในที่ประชุม เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีวิปบางฝ์ายที่มีการเสนอว่าอยากจะเลื่อนออกไป ๑ เดือนเพื่อมีเวลา เพิ่มเติมในการศึกษาร่างของพรรคเพื่อไทยที่ยื่นเข้ามาประกบ แล้วก็มีคนให้ความเห็นว่า ก็ไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้จะมีพรรคการเมืองอื่นหรือ ครม. ยื่นเข้ามาด้วยหรือเปล่านะครับ ผมก็เลย เสนอในที่ประชุมเองว่าเพื่อให้เวลาในวันนี้ไม่สูญเปล่าก็น่าจะเอาวาระอื่น ๆ ที่มีการเสนอ เข้ามาแล้วบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระอยู่แล้วมาพิจารณากันนะครับ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือร่างแก้ไข ข้อบังคับซึ่งผมได้มีการแจ้งทางที่ประชุมวิปทุกฝ์าย รวมถึงวิป สว. ตั้งแต่เมื่อปลายป้ที่แล้ว ดังนั้นผมไม่แน่ใจนะครับว่าการสื่อสารระหว่างวิป สว. กับสมาชิกวุฒิสภาแต่ละท่านนั้น มันมีความคลาดเคลื่อนอะไรหรือเปล่าทำให้คุณหมอเปรมศักดิ์ถึงไม่ทราบว่าความจริงมีการยื่น ร่างแก้ข้อบังคับมาตั้งแต่เมื่อปลายป้ที่แล้วนะครับ

ประการที่ ๒ ท่านบอกว่าในหลักการท่านก็ดูจะเห็นด้วยกับการใช้ประโยชน์ จากช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตไว้ว่ามันอาจจะเกิดความไม่ปลอดภัย ทางไซเบอร์ได้ อันนี้ก็อยากจะบอกท่านครับว่าข้อความที่ผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องการใช้ ช่องทางการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์นั้นเหมือนกันทุกคำเลยครับกับข้อความที่เราใช้กันอยู่ ณ เวลานี้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นผมยืนยันว่าไม่ว่าจะเปึนการส่งหนังสือเชิญ ไม่ว่าจะเปึนการส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้มีอะไรที่มีความกังวลใจ เกี่ยวกับความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน เพราะอะไรที่เราใช้กันอยู่แล้วสำหรับ กลไกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเราก็จะนำมาใช้สำหรับกลไกของการประชุมรัฐสภา

ประการที่ ๓ ซึ่งความจริงเปึนประเด็นที่ไม่ใช่แค่คุณหมอเปรมศักดิ์ตั้งคำถาม แต่มีเพื่อนสมาชิกหลายคนตั้งคำถามก็ขออนุญาตอธิบายในรอบเดียว ก็คือการที่ไปแก้ไข ข้อบังคับ ข้อ ๗๙ ครับ จากเดิมที่มีเขียนว่า กรรมาธิการนั้นจะพ้นจากตำแหน่งหากขาดจาก สมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเปึนสมาชิก แล้วผมไปเสนอให้ตัดออก ถามว่าเสนอให้ตัดออกนั้น เปึนเพราะอะไร มีเจตนาอะไร ความจริงเรียบง่ายมากครับ ถ้าฟังสรุปสาระสำคัญที่ผมพูด เมื่อสักครู่ ข้อเสนอของผมคือการบอกว่าในบรรดา ๔๒ คน ๓๐ บวก ๑๒ คนที่มาทำหน้าที่ เปึนกรรมาธิการเราเสนอให้เป่ดกว้าง ให้เปึนบุคคลที่อาจจะเปึนหรือไม่เปึนสมาชิกก็ได้นะครับ พอเปึนเช่นนั้นแล้วมันหมายความว่า อาจจะมีพรรคการเมืองบางพรรคหรืออาจจะมี สว. บางกลุ่มที่ตัดสินใจเสนอชื่อบุคคลที่ไม่ได้ เปึน สส. สว. เข้าไปทำหน้าที่ในกรรมาธิการในสัดส่วนโควตาของเขา พอเปึนเช่นนี้แล้วถ้าเรา ยังเขียนเหมือนเดิมว่ากรรมาธิการจะพ้นจากตำแหน่งหากขาดจากสมาชิกภาพแห่งสภา ที่ตนเองเปึนสมาชิกมันก็จะเกิดปัญหาทางกฎหมายทันที ยกตัวอย่างที่ผมพูดตอนก่อนเป่ด การนำเสนอร่างแก้ไขข้อบังคับ หากสมมุติขออนุญาตเอ่ยนามทางพรรคเพื่อไทยตัดสินใจ เสนอบุคคล อย่างเช่น ท่านพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่เปึนคนที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องรัฐธรรมนูญ เข้าไปทำหน้าที่เปึนกรรมาธิการ ในเมื่อปัจจุบันท่านไม่ได้เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ หากเรายังคงมาตรานี้หรือว่าข้อบังคับข้อนี้ไว้เหมือนเดิมว่าจะพ้นจากตำแหน่งหากขาด สมาชิกภาพจากสภาที่ตนเองเปึนสมาชิกก็เกรงว่ามันอาจจะเกิดปัญหาทางกฎหมายได้นะครับ ดังนั้นอันนี้เปึนรายละเอียดที่มันเปึนผลลัพธ์ที่ตามมาจากการแก้ไขข้อบังคับในข้อหลักที่ผม เสนอเมื่อสักครู่ แต่หากกังวลเรื่องถ้อยคำเรื่องข้อความอะไรก็สามารถปรับเปลี่ยนในชั้น กรรมาธิการได้นะครับ อันนี้คือตอบคุณหมอเปรมศักดิ์

ต่อมาขออนุญาตตอบท่านพิสิษฐ์มี ๒ ประเด็นด้วยกัน ท่านพิสิษฐ์ก็ขึ้นใน สไลด์ซึ่งก็ขอบคุณมากทำให้เห็นถึงภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าหากสมมุติมีการแก้ไขข้อบังคับตามที่ ผมนำเสนอนั้น นั่นหมายความว่า ๔๒ คน ๓๐ บวก ๑๒ คน ที่เปึนกรรมาธิการที่อยู่ใน ตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมาเมื่อสักครู่ ท่านใช้คำว่าอาจจะไม่มีสมาชิกรัฐสภาคนเดียวเลยก็ได้ ใน ๔๒ คน ในเชิงทฤษฎีมันก็ใช่อยู่ล่ะครับก็อาจจะเปึนไปได้ว่าทุกพรรคการเมืองหรือว่า สว. ทุกฝ์ายก็จะเสนอคนที่ไม่ได้เปึน สส. หรือ สว. เข้าไปอยู่ในนั้น แต่หากท่านคิดว่าตรงนั้น ไม่เหมาะสม หากท่านคิดว่ามันควรจะมีสมาชิกรัฐสภาไปอยู่ใน ๔๒ คนด้วย ท่านก็ทำตรงนั้นได้ ภายใต้ข้อบังคับที่ผมเสนอในวันนี้

ประการแรก คือท่านเองเปึน สว. ในโควตาของท่านท่านก็เสนอ สว. มานั่งสิครับ ก็ไม่ต้องเสนอคนนอกก็ได้ก็ป่ดปัญหาไปแล้วส่วนหนึ่ง

ประการที่ ๒ คือไม่ว่าพรรคการเมืองหรือ สว. จะเสนอชื่อใครเปึนกรรมาธิการ อย่างไรก็ต้องมาขอความเห็นชอบจากที่ประชุมแห่งนี้ที่มี สส. ๕๐๐ คน สว. ๒๐๐ คน ดังนั้น ถ้าเกิดว่ามีการเสนอชื่อบุคคลภายนอกที่ไม่เหมาะสมหรืออาจจะมีชุดรายชื่อของสมาชิก รัฐสภาที่น้อยเกินไปใน ๔๒ คนนั้น ที่ประชุมแห่งนี้ก็สามารถโหวตไม่เห็นชอบกับรายชื่อ ดังกล่าวได้ หรือหากท่านคิดว่าตรงนั้นยังไม่พอท่านต้องการหลักประกันกว่านั้นว่าในบรรดา ๔๒ คนนั้น จะต้องมีสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ที่เปึนสมาชิกรัฐสภาโดยตรง โดยอาจจะมีแค่สัดส่วน บางเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป่ดให้กับคนนอกท่านก็สามารถเข้ามาเสนอแก้ไขหลังจากเรารับ หลักการในวันนี้และไปพิจารณากันในชั้นกรรมาธิการได้

ประการที่ ๓ เร็ว ๆ นะครับท่านก็กังวลใจว่าร่างแก้ไขข้อบังคับของเราจะไป ลดอำนาจ สว. ในชั้นกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็ย้อนไปฟังที่ผมพูด เริ่มต้นตอนที่สรุปเมื่อสักครู่ว่าถ้าเปึนกรณีทั่วไปจำนวนเหมือนเดิม สัดส่วนกรรมาธิการ ก็จะแบ่งระหว่าง สว. สส. เหมือนเดิมไม่ได้แตกต่างจากเดิมเลย แต่ถ้าเปึนกรณีพิเศษ ที่รัฐสภามีมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พี่น้องประชาชน ๕๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ เขาเสนอเข้ามา ตรงนั้นล่ะครับถึงจะมีการไปเพิ่มสัดส่วน ๑ ใน ๓ ของกรรมาธิการให้เปึน ตัวแทนของประชาชนที่เข้าชื่อเข้ามา ซึ่งก็เปึนกรณีพิเศษเท่านั้นแล้วก็สอดคล้องกับสัดส่วน ที่เราใช้กันอยู่สำหรับ พ.ร.บ. ที่ถูกเสนอชื่อโดยพี่น้องประชาชน

มาสู่ สว. ท่านสุดท้ายนะครับ ท่านรัชนีกร ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ก็มี ๒ ประเด็น ประเด็นแรกก็จะเปึนข้อกังวลเดียวกันกับคุณหมอเปรมศักดิ์เรื่องที่ไปแก้เรื่อง เงื่อนไขของการพ้นจากตำแหน่งของกรรมาธิการซึ่งผมหวังว่าผมได้ตอบไปแล้ว แต่ประเด็นที่ ๒ ท่านพูดไว้ว่าท้ายที่สุดแล้ว สส. สว. ในฐานะสมาชิกรัฐสภาต้องรับผิดชอบต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีการพิจารณา อันนี้ผมไม่ได้เห็นต่างนะครับ แต่ผมอยากจะขยายความว่าผมไม่คิดว่า ร่างแก้ไขข้อบังคับของเรานั้นไปทำให้ สส. และ สว. จะต้องมีความรับผิดชอบต่อร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญน้อยลง เพราะไม่ว่ากรรมาธิการจะเปึน สส. สว. เองหรือจะเปึนบุคคลที่ สส. สว. เสนอชื่อเข้าไปเมื่อมีการพิจารณารายมาตราเสร็จแล้วในชั้นกรรมาธิการอย่างไรร่างนั้นก็ต้อง ถูกกลับมาเสนอในที่ประชุมสภาแห่งนี้ ซึ่งคนที่จะลงมติได้ก็จะมีแค่ สส. สว. เท่านั้น ดังนั้น ท้ายที่สุด สส. สว. ก็ยังคงความรับผิดชอบต่อตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้วาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สามเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเราอาจจะมีการมอบหมายให้บุคคลที่ไม่ได้เปึน สส. สว. ที่เราเห็นว่าอาจจะมีความเชี่ยวชาญหรือว่ามีการทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องไปพิจารณา รายละเอียดรายมาตราก่อนจะนำรายละเอียดกลับมาเสนอกับทางที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้

ขออนุญาตมีอีก ๔ ท่าน ในฝัืงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านวิทยาครับ มี ๓ ประเด็น

ประเด็นแรกชี้แจงไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องเงื่อนไขการพ้นจากตำแหน่งของ กรรมาธิการขออนุญาตไม่พูดซ้ำ

ประเด็นที่ ๒ ท่านเองแสดงความกังวลถึงการที่เราเป่ดให้กรรมาธิการในกรณี พิเศษนั้นมีผู้แทนประชาชนเปึนอย่างน้อย ๑ ใน ๓ ของกรรมาธิการทั้งหมดก็ต้องชี้แจง ๓ ประเด็นย่อย ๆ ประเด็นแรกเหมือนที่ชี้แจงไปแล้วนะครับว่าอันนี้เปึนเฉพาะกรณีพิเศษ ที่เปึนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พี่น้องประชาชนเสนอชื่อเข้ามาไม่ได้ถูกใช้สำหรับกรณีทั่วไป ที่เปึนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกเสนอโดยสมาชิกรัฐสภาหรือว่า ครม.

ประเด็นที่ ๓ ท่านถามว่าแล้วผู้แทนประชาชน ๑ ใน ๓ เขียนมาแบบนี้ หมายถึงใคร ประชาชนกลุ่มไหน ก็ต้องบอกว่าข้อความที่ผมเขียนผมดึงมาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๘ ไม่ได้ดึงข้อความมาจากไหนนะครับ ไม่ได้เขียนขึ้นมาเอง แล้วผู้แทนประชาชน ที่หมายถึงตรงนี้ก็คือผู้แทนของประชาชนที่เข้าชื่อ ถ้าในกรณี พ.ร.บ. ก็อย่างน้อย ๑๐,๐๐๐ รายชื่อ ถ้าในกรณีรัฐธรรมนูญก็อย่างน้อย ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ก็คือเปึนตัวแทนของประชาชน ที่เข้าชื่อเสนอร่างเข้ามาที่จะมีตัวแทนมานั่งอยู่ในชั้นกรรมาธิการนะครับ ส่วนถ้าท่านมองว่า ๑ ใน ๓ ไม่สมเหตุสมผลผมก็ต้องเรียนว่า ๑ ใน ๓ ผมก็ดึงมาจากรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ เกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ. นะครับ แต่ถ้าท่านมองว่าควรจะมีสัดส่วนที่แตกต่างอันนี้ก็เปึนสิ่งที่ สามารถรับหลักการแล้วไปแก้ในชั้นกรรมาธิการได้นะครับ

ส่วนประการสุดท้ายของท่านวิทยาครับท่านพูดว่าจะมีผู้แทนประชาชน ในกรรมาธิการหรือไม่ ไม่สำคัญ เพราะว่าจะต้องกลับไปทำประชามติอยู่ดี อันนี้ก็ต้องเรียนว่า อันนี้อาจจะคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงนะครับเพราะเรากำลังพูดถึงกรรมาธิการในการพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งอาจจะเปึนการแก้รายมาตราที่ไม่ต้องมีการทำประชามติก็ได้ครับ เหลืออีกแค่ ๒ ท่านครับประธานไม่ได้ใช้เวลาเกินนะครับ