วิทยา แก้วภราดัย หารือหลักการและเหตุผลของร่างแก้ไขขอบังคับการประชุมรัฐสภา โดยเสนอให้ปรับปรุง 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเพิ่มช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ การนัดประชุม การจัดตั้งคณะกรรมาธิการ และการยกเลิกบทบัญญัติที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นการกำหนดเงื่อนไขในการพ้นจากตำแหน่งคณะกรรมาธิการว่าไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย เนื่องจากอาจเปิดช่องให้บุคคลที่ขาดจากการเป็นสมาชิกภาพอย่างร้ายแรงยังคงทำหน้าที่ดูแลกฎหมายสำคัญต่อไปได้ วิทยา แก้วภราดัย อภิปรายคัดค้านการเสนอตัวแทนประชาชนที่รวบรวมชื่อเข้าชื่อมาเพื่อเป็นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่าระบบรัฐสภาจะล้มเหลวหากไม่ไว้วางใจในอำนาจของทั้ง 2 สภา และยืนยันว่าจะไม่รับหลักการข้อ 3 แต่ให้ความร่วมมือในการแก้ไขข้อบังคับอื่น ๆ หากเพื่อนสมาชิกสามารถยกร่างข้อ 1, 2 และ 4 มาได้
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตที่จะออกความคิดเห็นในร่างแก้ไข ข้อบังคับฉบับนี้ วันนี้ถือว่าเปึนการประชุมที่สำคัญนาน ๆ จะเจอกัน ก็คือการประชุมร่วม รัฐสภาเปึนการประชุมระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสมาชิก ทั้ง ๒ สภามาจากรัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวกัน แล้วก็มาจากสิ่งที่เรียกว่าตัวแทนประชาชน เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะเจอกัน ก็ไม่มากจะเจอกันอีกทีก็เมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญ จะแก้รัฐธรรมนูญ หรือจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ครั้งนี้ที่ต้องมาเจอกันทั้ง ๒ ฝ์าย เพราะว่ามาแก้ไขข้อบังคับซึ่งต้องใช้ร่วมกันกับทั้ง ๒ สภา เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ สภาต้องมาเจอกันในวันนี้ สิ่งที่ผมจะเสนอความคิดเห็นผ่านเพื่อนสมาชิก ในวันนี้ คือการแก้ไขหลักการและเหตุผลประกอบร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ท่านประธาน เขามีหลักการอยู่ ๔ ข้อ ในหลักการ ๔ ข้อ ผมไล่ทีละข้อนะครับ ข้อ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ประโยชน์ทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ปกติไม่ขัดข้องครับ เปึนเรื่องธรรมดาเปึนเรื่องแก้ไข ทางเทคนิคของกฎหมายและทางปฏิบัติ ๒. แก้ไขเพิ่มเติมเรื่องการนัดประชุม อันนี้ก็เรื่องธรรมดาครับ ๓. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและเงื่อนไขในการพ้น จากการดำรงตำแหน่งคณะกรรมาธิการ ๔. ยกเลิกบทบัญญัติที่ไม่มีความจำเปึน ข้อ ๑ แก้ไข ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ข้อ ๒ แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันนัด และข้อสุดท้ายครับยกเลิกบทบัญญัติ ที่ไม่มีความจำเปึนอีกต่อไป ผมเห็นด้วยท่านประธานครับมันต้องปริวรรตข้อบังคับให้เปึนไปตาม สภาวะที่เปึนจริง แต่ที่ติดใจคือ (๓) ครับ การแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและเงื่อนไขในการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมาธิการ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ในเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมี ๒ เรื่องที่เขาตั้งใจแก้ไขคือในข้อ ๘ กรรมาธิการ พ้นจากตำแหน่งก็เปึนเรื่องปกติครับ กรรมาธิการพ้นจากตำแหน่งก็คือตายเสียก็ต้องพ้นจาก ตำแหน่ง ๒. สภานั้นยุบไปก็พ้นจากตำแหน่ง ๓. ว่าไป แต่สิ่งหนึ่งที่เปึนหลักการสำคัญครับ คนที่พ้นจากการเปึนสมาชิกภาพ โดยปกติอยู่ในกรรมาธิการชุดไหนก็พ้นจากชุดนั้น แต่การแก้ไข ข้อบังคับฉบับนี้คนที่พ้นจากสมาชิกภาพท่านประธานลองนึกดูว่าผมเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมจะพ้นจากสมาชิกภาพได้กี่ทาง ๑. อย่างเก่งก็ผมทุจริตการเลือกตั้ง ๒. ผมก็ไปประพฤติ ผิดจริยธรรมแล้วโดนออกจากสมาชิก มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะครับที่จะโดนข้อหาอย่างนั้น แล้วพอโดนข้อหาอย่างนั้นแล้วเรายังเป่ดช่องให้คนเหล่านั้นนั่งในกรรมาธิการดูแลกฎหมาย สำคัญอีกต่อไปหรือ ซึ่งผมคิดว่าถึงขั้นว่าขาดจากการเปึนสมาชิกนะครับไม่ใช่ตาย อยู่ดี ๆ ขาดจากการเปึนสมาชิกมันมีโทษที่ร้ายแรงรุนแรง ไม่สมควรอย่างยิ่งครับที่จะทำหน้าที่ต่อ ในฐานะตัวแทนประชาชน
เรื่องที่ ๒ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๒๓/๑ เพิ่มเติมขึ้นมาการเอาสัดส่วน ที่เพื่อนสมาชิกบางท่านอภิปรายว่าจากภาคประชาชนมาร่วมเปึนกรรมาธิการในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมเกริ่นแล้วนะครับว่าทั้งสภาผู้แทนราษฎรและทั้งวุฒิสภา มาจากรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ใครจะว่าเลวไม่เลวเราก็มาจากอันนี้ เรามาจากสิ่งที่ถ้าดี เราก็มาจากสิ่งที่ดี ถ้าว่าเลวเราก็เกิดจากสิ่งที่เลวมาพร้อม ๆ กัน เพราะฉะนั้นปัญหาอยู่ที่ว่า เวลาเราจะตั้งผู้ที่เข้ามาเปึนกลุ่มที่ ๓ ที่เรียกว่าผู้แทนประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอ ร่างกฎหมาย ท่านประธานครับ ผู้แทนประชาชนที่เข้าชื่อกันร่างกฎหมายเปึนใครครับ ถ้าผม รวมกัน ๑๕ คนและแบ่งงานกันเพื่อแก้รัฐธรรมนูญแล้วผมมาแบ่งตำแหน่งกันในการเข้ามา เปึนสัดส่วนกรรมาธิการตามร่างข้อบังคับที่ขึ้นมาใหม่ก็จะได้ครับว่าผู้แทนประชาชนที่เข้าชื่อกัน แก้ไขกฎหมายคือตัวแทนที่เตี๊ยมกันไว้ที่เตรียมตัวมานั่งในฐานะกรรมาธิการ ถามว่าที่มาจาก ผู้แทนราษฎรแต่ละคนที่เลือกมาแต่ละเขตเลือกตั้งมาจากไหนครับ เขาก็มาจากการเขตเลือกตั้ง เขาก็เปึนผู้แทนประชาชน ขณะเดียวกันเราก็ตั้งผู้แทนประชาชนชุดใหม่ขึ้นมาเพื่อร่วมแก้ รัฐธรรมนูญคือผู้แทนประชาชนที่ไปรวบรวมชื่อประชาชนเข้าชื่อมาเสนอแก้กฎหมาย แล้วก็ ได้สัดส่วนไป ๑๕ คน เท่ากับวุฒิหรือจะมากกว่าวุฒิสภาด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการที่ เอาตัวแทนประชาชนนี้เข้ามานั่งโดยไม่ไว้วางใจหน้าทั้งหมดที่นั่งอยู่ในนี้ว่าไม่มีฝ้มือในการ ที่จะแก้กฎหมาย แล้วแก้เสร็จแล้วก็ไม่ใช่ง่าย ๆ นะครับตามที่ตั้งใจแก้กันคือยกร่างใหม่ ทั้งฉบับ ไม่ใช่ยกร่างเสร็จแล้วจะประกาศใช้ได้ต้องไปลงประชามติ ประชาชนทั้งประเทศ ต้องลงประชามติอีกรอบอย่างไรก็ไม่พ้นครับอยู่ที่มือประชาชนทั้งหมด แต่ถึงขั้นไม่เชื่อว่า ทั้ง ๒ สภานี้ทำได้ สภานี้ร่างกฎหมายวุฒิสภากลั่นกรองกฎหมายถ้าไม่เชื่อ ๒ ระดับนี้ผมก็คิดว่า ระบบรัฐสภาเราล้มเหลว ถ้าให้ความไว้วางใจตรงนี้แทนที่จะไปเอากลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไป รวบรวมสมาชิกและสถาปนาตัวเองเปึนผู้แทน คนที่เซ็นชื่อก็อาจจะไม่รู้ นายหมู นายแมว หรือนายวิทยา หรือนายอัครเดช อะไรใครก็ตามที่ไปเปึนตัวแทนในการที่ตั้งตัวเปึนผู้แทน เพื่อจะเอาสัดส่วนอันนี้เข้ามา ผมคิดว่าการเป่ดช่องอย่างนี้ผมไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้น ในหลักการทั้ง ๔ ข้อ ผมรับไม่ได้ในข้อ ๓ ทางที่ดีที่สุดคือเพื่อนสมาชิกไปยกร่างข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๔ มา พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ แต่ถ้าติดข้อ ๓ มาผมให้ความร่วมมือในการแก้ไขข้อบังคับนี้ ไม่ได้ ขอบพระคุณครับ