ชัยวัฒน สถาวรวิจิตร อภิปรายสนับสนุนพิธีสารแก้ไขความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ โดยเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างรัฐสภาและวุฒิสภาเพื่อศึกษาอย่างรอบคอบ พร้อมชี้แจงสถิติการค้าทั้งโอกาสขยายตลาดและข้อท้าทายด้านเกษตรกรรม ชัยวัฒน สถาวรวิจิตร ชี้ปัญหาต้นทุนการผลิตสูงและโรคระบาดในภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโคนมที่พึ่งพาการนำเข้าจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญความท้าทายในการแข่งขัน และตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของกองทุนช่วยเหลือภาครัฐที่มีมา ๒๐ ปี ว่าสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรได้ดีเพียงใด ชัยวัฒน สถาวรวิจิตร เสนอแนะให้รัฐบาลปรับโครงสร้างกองทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทยอย่างจริงจัง เน้นการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและสุขอนามัยเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก แทนมาตรการแจกเงิน
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดยประชาชนเพื่อประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในวันนี้กระผม ขออภิปรายสนับสนุนพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรี อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ท่านประธานครับก่อนที่จะอภิปรายตัวพิธีสารนี้นะครับผมมี ข้อเสนอแนะต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการพิจารณาหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๘ เช่นความตกลงที่เกี่ยวข้องกับการค้าเสรีฉบับนี้นะครับ สำหรับในอนาคตข้างหน้าครับเนื่องจากความตกลงต่าง ๆ นะครับ มีเนื้อหามีรายละเอียด ค่อนข้างมากนะครับ เราเห็นเนื้อหาเอกสารประกอบในการพิจารณานะครับมีรายละเอียด มากพอสมควร ดังนั้นผมมีข้อเสนอแนะว่าเราอาจจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างรัฐสภา ระหว่างผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาก่อนนะครับ โดยมีกรรมาธิการที่มาจากทั้งสมาชิกรัฐสภา และบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญรอบด้านนะครับ เพราะว่าเรื่องของการค้าเสรีต้องการ ความรู้รอบด้านทั้งด้านการค้า การต่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศนะครับ เศรษฐกิจ สังคมเทคโนโลยีประกอบกันด้วยนะครับ เพื่อให้การศึกษาตรวจสอบประเด็นต่าง ๆ ของ สนธิสัญญาที่รัฐบาลเสนอมายังรัฐสภานะครับเปึนไปอย่างรอบคอบ มีการวิเคราะห์เห็นข้อดี ข้อเสียนะครับที่เสนอมาได้อย่างรอบคอบสมบูรณ์ก่อนที่จะเสนอให้มาการประชุมร่วมรัฐสภา ต่อไปนะครับเพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอต่อสมาชิกรัฐสภาในการตัดสินใจด้วย แล้วก็ขอเข้าเรื่อง เกี่ยวกับตัวตราสารนี้นะครับ ถ้าจะพูดถึงกรอบการค้าเสรีประเทศไทยที่มีกรอบการค้า แบบทวิภาคีนะครับ เราก็มีแบบทวิภาคีกับทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อยู่แล้วนะครับ ดังนั้นกรอบอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ FTA ฉบับนี้ ก็เปึนกรอบการค้าเสรีในระดับพหุภาคี ที่ทำกับภูมิภาคอาเซียนที่มีสมาชิก ๑๐ ประเทศกับออสเตรเลียแล้วนิวซีแลนด์ ซึ่งถ้าดู ภาพรวมการค้าของประเทศไทยกับออสเตรเลีย ล่าสุดดูที่ป้ ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาออสเตรเลีย ก็เปึนคู่ค้าอันดับที่ ๗ ของไทย แล้วก็ไทยเปึนคู่ค้าอันดับที่ ๙ ของออสเตรเลียนะครับก็ถือว่า มีมูลค่าการค้าสูงพอสมควรนะครับ โดยที่ไทยส่งออกไปออสเตรเลียประมาณ ๑๒,๑๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วก็นำเข้ามา ๖,๘๗๓ ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับนิวซีแลนด์เปึนคู่ค้า อันดับที่ ๓๑ ของไทยนะครับก็อาจจะดูไม่เยอะ แต่ไทยเปึนคู่ค้าอันดับที่ ๙ ของนิวซีแลนด์ครับ ก็ถือว่ามีนัยสำคัญ แล้วก็ไทยส่งออกไปยังนิวซีแลนด์ ๑,๔๐๐ ล้านเหรียญ นำเข้า ๘๓๘ ล้านเหรียญ จากสถิติการค้าที่ผ่านมาไทยก็ได้ดุลการค้ากับทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มาอย่างต่อเนื่องครับ แม้ว่ามูลค่าทางการค้าอาจจะยังไม่ได้สูงมากถ้าเปรียบเทียบกับประเทศ ขนาดใหญ่ที่มีการค้ามาก แต่เราก็เปึนประเทศที่ได้ดุลการค้ากับเขามาโดยตลอด การมีกรอบ อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ขึ้นมาอันนี้ก็จะเพิ่มข้อที่ได้ประโยชน์จากกรอบทวิภาคีเดิม เนื่องจากว่ามีประโยชน์ต่อสินค้าบางประเภทมากขึ้น เช่นพวกสิ่งทอ เหล็ก ทองแดง อลูมิเนียม เคมีภัณฑ์ และพลาสติกต่าง ๆ ดังนั้นก็จะเห็นว่าการมีกรอบในระดับพหุภาคีเสริมเข้ามาก็เปึน ประโยชน์ แล้วในการแก้ไขความตกลงและพิธีสารฉบับที่สองนี้นะครับมีการแก้ไขในหลาย ๆ บท ซึ่งส่วนใหญ่ก็เปึนการปรับปรุงหรือ Update เนื้อหาและบทนิยามต่าง ๆ ให้สอดคล้องทันสมัย แล้วก็เปึนไปตามกรอบความตกลงของ RCEP นะครับ นอกจากนี้ก็ยังมีการเพิ่มเติมบทใหม่ เข้ามาอีก ๓ บทนะครับ ซึ่งก็มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงไปแล้วไม่ว่าจะเปึนเรื่องของ การค้า การพัฒนาที่ยั่งยืน การส่งเสริมขีดความสามารถให้กับ SMEs แต่ที่สำคัญอีกอันหนึ่ง ก็คือเรื่องของบทในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนะครับที่เน้นให้เกิดความโปร่งใสเปึนธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งจะดีมากนะครับถ้าหากเราปฏิบัติได้ก็จะช่วยลดปัญหาคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างหากิน กับภาษีของพี่น้องประชาชนนะครับ ซึ่งในส่วนของการแก้ไขนี้มีเนื้อหาเยอะมีรายละเอียด ค่อนข้างมาก เท่าที่ผมดูก็ไม่ได้มีข้อขัดข้องอะไรในการแก้ไขนี้ แต่แน่นอนครับท่านประธานว่า การเป่ดการค้าเสรีนั้นย่อมมีทั้งด้านบวกและด้านลบนะครับ ในด้านบวกธุรกิจไทยเข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ครับ ประชาชนไทยซึ่งเปึนผู้บริโภคนะครับ ผู้ประกอบการไทย ก็จะมีทางเลือกมากขึ้นในการซื้อสินค้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพสูงในราคาที่ถูก จากนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ส่วนด้านลบเกษตรกรไทยก็ย่อมเผชิญกับความยากลำบาก ในการแข่งขันกับเกษตรกรจากนิวซีแลนด์ที่มีคุณภาพสูงกว่าในเรื่องของการผลิตนม และเนื้อสัตว์นะครับ ดังนั้นอุตสาหกรรมการเกษตรไทยก็จะต้องมีการปรับตัวปรับปรุง มาตรฐานเพื่อให้แข่งขันได้ครับ แล้วท่านประธานครับภายในวันที่ ๑ มกราคม ป้ ๒๕๖๘ ก็คืออีกแค่ ๑๒ วันสวัสดีป้ใหม่ ๒๕๖๘ ขึ้นมาเราจะมีสินค้าที่เหลืออีกแค่ ๒ รายการนะครับ ที่ไทยกำลังจะลดภาษีนำเข้าเหลือเปึน ๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือนมและครีม และเครื่องดื่มประเภท นมปรุงแต่งและนมผงขาดมันเนยนะครับ ซึ่งอันนี้จะส่งผลโดยตรงต่อพ่อแม่พี่น้องเกษตรกร อย่างแน่นอนนะครับ แล้วก็ส่งผลต่ออุตสาหกรรมโคนมของประเทศไทย ผมอยากให้เห็นข้อมูล การนำเข้าโคนมของนิวซีแลนด์ ขอสไลด์โชว์ด้วย
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ดคลิปภาพ)
นิวซีแลนด์กับ ออสเตรเลียนะครับ ตัวเลขอาจจะเล็กไปหน่อยแต่เราจะเห็นว่าไทยนำเข้านมจากนิวซีแลนด์ และออสเตรเลียสูงที่สุด ก็คือมูลค่าประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ ๓,๖๐๐ ล้านบาท ตามลำดับนะครับ ขอหน้าถัดไปครับ การนำเข้าจากนิวซีแลนด์ที่เดียวก็มากกว่าครึ่งหนึ่งของ ผลิตภัณฑ์นมนำเข้าทั้งหมดของประเทศไทยแล้วครับ แล้วก็ปัจจุบันชำระในอัตราน้ำนมดิบ ร้อยละ ๒๐ แต่ถ้าเปึนนมผง นมขาดมันเนยร้อยละ ๕ แต่ว่าอีก ๑๒ วัน พรุ่งนี้ก็จะเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์แล้วครับ และข้อเท็จจริงก็คือว่าน้ำนมดิบของนิวซีแลนด์ ออสเตรเลียมีต้นทุน ถูกกว่าไทยนะครับ ราว ๆ ๓๕-๕๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากการผลิตนมไทยมีปัญหาต้นทุนสูง อาหารสัตว์ราคาแพง โรคระบาดเกิดบ่อย ปัญหาเหล่านี้เปึนเชิงโครงสร้างทั้งนั้นมีมานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งมีนะครับ ผมจึงขอตั้งคำถามไปยังท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลนะครับเกี่ยวกับว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้น กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ท่านมีมาตรการรับมืออย่างไร อีกแค่ ๑๒ วัน สวัสดีป้ใหม่นี้เกษตรกรไทยก็จะเจอความท้าทายในการแข่งขันกับภาคการเกษตรที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโคนมของมิตรประเทศของเราทั้ง ๒ ประเทศนี้อย่างแน่นอนทันที ซึ่งที่ผ่านมาครับ ขอเกินเล็กน้อยนะครับท่านประธาน ที่ผ่านมารัฐบาลไทยก็ไม่ได้ว่าอะไร รัฐบาลไทยไม่ได้ว่าอะไรนะครับ รัฐบาลไทยก็ไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไร มีการตั้งกองทุนขึ้นมา ๒ กองทุนครับ กองทุนที่ ๑ ชื่อว่าโครงการกองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิต และภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเป่ดเสรีทางการค้า อันนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ กระทรวงพาณิชย์ดำเนินโครงการมาเปึนเวลา ๑๕ ป้ตั้งแต่ป้ ๒๕๕๐-๒๕๖๕ ตอนนี้ได้จบ โครงการไปแล้วนะครับ อีกกองทุนหนึ่งครับตั้งมาเมื่อ ๒๐ ป้ที่แล้วครับ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ยังดำเนินการอยู่ ชื่อว่ากองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ การแข่งขันของประเทศ อันนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นะครับ ก็มีภารกิจในการสนับสนุนเงินทุนช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเป่ดการค้า เสรีครับ ไม่ว่าจะเปึนการปรับโครงสร้างการผลิต การปฏิรูปผลิตผลทางการเกษตร การเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาคุณภาพสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และ ครม. ก็เพิ่งมีมติออกมาเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคมให้ขยายระยะเวลาในการดำเนินการของกองทุน ปรับโครงสร้างนี้ออกไปอีก ๒๐ ป้ ผมจึงขอถามไปยังท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลนะครับว่า ตั้งกองทุนเพื่อรับมือการเป่ดการค้าเสรีมา ๒๐ ป้แล้วนะครับ ขีดความสามารถในการแข่งขัน ของเกษตรกรไทยดีขึ้นแค่ไหนครับ
ขอสไลด์หน้าถัดไปนะครับ ท่านควรจะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของกองทุน เหล่านี้อย่างไรนะครับ จะมีมาตรการอย่างไรที่จะทำให้เกษตรกรไทยแข่งขันกับโลกได้นะครับ เพราะว่าอีก ๑๒ วันเท่านั้นเองครับ ภาษีนำเข้าเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เกษตรกรโคนมไทย พร้อมใช่ไหมครับ สไลด์ลงได้นะครับ นอกจากผลิตภัณฑ์โคนมที่ราคาถูกกว่าต่างประเทศ เรายังมีพืชผักผลไม้หลายชนิดที่ไม่สามารถส่งออกไปยัง ๒ ประเทศคู่ค้านี้ได้ เพราะต้องผ่าน การประเมินความเสี่ยงศัตรูพืช หรือที่เรียกว่า Pest Risk Analysis PRA แล้วก็ต้องผ่าน มาตรฐานสุขอนามัย Import Health Standard ที่เปึนมาตรฐานสูงมากนะครับ ผมจึงขอ เสนอแนะเรียนผ่านไปยังท่านประธานไปถึงรัฐบาลให้มีมาตรการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทย อย่างจริงจังเสียทีครับ ไม่ใช่คิดแต่มาตรการแจกเงินนะครับเพราะว่าแจกเงินไปเท่าไรก็ไม่ได้ แก้รากเหง้าปัญหา อาหารสัตว์แพง โรคระบาดควบคุมไม่ได้นะครับ มาตรฐานสุขอนามัย ของสินค้าเกษตรนี้ไม่ถึงเกณฑ์จะทำอย่างไรนะครับถึงจะแข่งกับโลกได้ รัฐบาลควรปรับ โครงสร้างกองทุนปรับโครงสร้างนี้ก่อนเปึนอันดับแรกเลยครับ ถ้าไม่ปฏิรูปการทำงานต่ออายุ ไปอีก ๒๐ ป้ ใช้งบประมาณไปอีกเท่าไรนะครับ เกษตรกรไทยก็ยังเหมือนเดิม ขอบคุณครับ ท่านประธาน