ประสิทธิ์ อภิปราย FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๗

ประสิทธิ์ ปทมผดุงศักดิ์ อภิปรายในประเด็นพิธีสารแก้ไขความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ โดยเห็นด้วยกับการปรับปรุงให้ทันสมัยแต่กังวลเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการแข่งขันของ SMEs พร้อมเสนอแนะการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับสาขาที่เปิดเสรี และเรียกร้องให้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อรองรับการขยายตัวของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรจากจังหวัด ปทุมธานี เขต ๗ พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมก็ขอร่วมอภิปรายพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไข ความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์นะครับ พิธีสารฉบับนี้ โดยรวมแล้วผมก็เห็นด้วยถือว่าเปึนเรื่องที่ดีนะครับ เนื่องจากว่าเนื้อหาในการปรับปรุง FTA ให้ทันสมัยขึ้นก็จะเปึนประโยชน์ต่อการค้าการขยายโอกาสในการลงทุน แล้วเราก็ต้องเตรียม ความพร้อมให้กับธุรกิจของประเทศไทยเราด้วยในการรองรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ แต่ผมก็มีข้อสังเกตบางประการแล้วก็มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมด้วย เห็นด้วยกับการปรับปรุง เนื้อหาให้ทันสมัย อย่างเช่น ในบทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เปึนการ Update ให้ทันสมัย ในเรื่องของยุคดิจิทัล ส่วนการค้าการพัฒนาอย่างยั่งยืนก็ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมนะครับ การสนับสนุน SMEs การส่งเสริมโอกาสทางการค้า การลงทุนในยุคดิจิทัลทั้งหมดนี้นะครับ แต่เราก็ต้องเตรียมตัวให้กับ SMEs ของไทยให้เข้าใจในโอกาสแล้วก็ประโยชน์ของ FTA ที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง รวมทั้งบางภาคส่วนที่อาจจะมีการแข่งขันมากขึ้นก็ต้องเตรียมความพร้อม ให้กับ SMEs เหล่านั้นด้วย การใช้ RCEP เปึนพื้นฐานเรื่องการปรับปรุงของ FTA ฉบับนี้ บางบทก็อาจจะไม่ครอบคลุม สินค้าบางประเภท อย่างเช่น การเกษตรแล้วก็สินค้าแปรรูปยังมีข้อจำกัดอยู่หลายชนิด ไทยได้ผูกพันกับการเป่ดตลาดเพิ่มเติมในบางสาขาที่ผมเปึนห่วงก็คือการลงทุนการผลิตที่ใช้ เทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งอาจช่วยดึงดูดนักลงทุนเข้ามาได้ อาจจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ตรงนี้ ก็มีข้อกังวลนะครับว่าการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า หรือจะมีการเกิดขึ้น เลยหรือไม่ เนื่องจากว่าเราเป่ดการค้าเสรีในเทคโนโลยีชั้นสูงนี้ อย่างเช่น การผลิตอุปกรณ์ ทางการแพทย์ การอากาศยาน ยานอวกาศ แล้วก็บรรจุภัณฑ์ที่เปึนมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้เราให้ต่างชาติถือหุ้นได้สูงสุดถึงร้อยละ ๑๐๐ นะครับ ก็คือต่างชาติถือหุ้นได้ทั้งหมดเลย แล้วตรงนี้อาจจะทำให้ผู้ผลิตของประเทศไทยอาจจะเสียเปรียบในการแข่งขัน เนื่องจากเทคโนโลยี เราไม่ทัน แล้วก็เงินลงทุนเราไม่ได้มีเยอะเท่าต่างชาติ แล้วการถ่ายทอดเทคโนโลยีก็อาจจะ ไม่เกิดขึ้นถ้าเขาได้เปึนเจ้าของร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เปึนข้อกังวลแล้วก็ยังไม่มีการเจรจา เป่ดตลาดสินค้าเพิ่มเติม ยังคงใช้อัตราภาษีเดิมแม้ว่าจะมีการปรับปรุงเรื่องกฎถิ่นฐานใหม่ กฎถิ่นกำเนิด และมาตรฐานทางการค้าก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ผู้ส่งออกบางกลุ่มของไทย ที่ต้องการลดภาษีในตลาดเฉพาะ แล้วก็เรื่องความไม่สมดุลด้านแรงงานด้วยนะครับ เมื่อเรา เป่ดตลาดบุคคลธรรมดาในบางสาขา เช่น การซ่อมบำรุงอากาศยานอาจจะดึงดูดแรงงานต่างชาติ เข้ามา แต่แรงงานไทยก็ยังไม่พร้อมเราจะเสียเปรียบในระยะยาว ข้อเสนอแนะนะครับ ผมก็มี ข้อเสนอแนะอยู่บางเรื่อง อย่างที่เกริ่นไปแล้วนะครับเรื่องของการเตรียมพร้อมให้กับ SMEs ของไทย เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ของข้อตกลงฉบับนี้ได้อย่างเต็มที่ ควรให้ความรู้ในเรื่อง ของการลดต้นทุนผ่านกฎเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าหรือแม้แต่เรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่เพิ่มเติมเข้ามา การส่งเสริมเกษตรและนวัตกรรมก็ไม่ควรที่จะขาดไปนะครับ ใช้โอกาสนี้ ที่เรามีข้อผูกพันด้านการค้าสินค้าแล้วก็การส่งเสริมสินค้าเกษตรแปรรูปเราควรจะพัฒนา เทคโนโลยีการแปรรูปไปพร้อม ๆ กันด้วย แล้วก็เทคโนโลยีทางการเกษตรไปพร้อม ๆ กันด้วย แล้วเราก็ควรจะมีการศึกษาผลกระทบอย่างเชิงลึกในแต่ละสาขาที่เราเป่ดเสรีเพิ่มเติมอย่างที่ ได้กล่าวไป เรามีเป่ดเพิ่มเติมหลายสาขาอยู่นะครับ อาจจะกล่าวได้ไม่หมด ตรงนี้ต้องศึกษา ผลกระทบเพื่อกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตนะครับ

ข้อ ๔ ก็คือควรจะส่งเสริมพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการ ในสาขาที่มีการเป่ดเสรี อย่างเช่น สาขาการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง แล้วก็ควรเร่งพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการขยายตัวของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ข้อ ๖ ควรมีการติดตามประเมินผลการใช้ประโยชน์จากความตกลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงนโยบายและมาตรการสนับสนุนให้เหมาะสม

ข้อ ๗ ก็ต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กฎหมายต่าง ๆ การจัดการทรัพย์สิน ทางปัญญา เรื่องการรองรับการดำเนินงานของข้อตกลงฉบับนี้ แล้วก็ควรจะมีการสร้าง แผนยุทธศาสตร์ระยะยาวด้วยว่าเราจะพัฒนากลยุทธ์ของประเทศไทยอย่างไรในการใช้ประโยชน์ ของพิธีสารฉบับนี้ให้เกิดผลจริง ทั้งในมิติทางด้านการค้า การลงทุน แล้วก็ภาคแรงงานด้วย

ข้อ ๙ เราก็ควรจะมีหน่วยงานกลางที่ประสานงานและให้คำปรึกษากับธุรกิจ ของไทย แล้วควรมีการจัดทำคู่มือและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนด้วยเพื่อให้ไทยสามารถที่จะ เข้าใจได้อย่างถ่องแท้แล้วก็สามารถที่จะแข่งขันกับการเป่ดตรงนี้ได้นะครับ

ข้อสุดท้ายครับ ถึงแม้ว่าเราจะเน้นด้านดิจิทัลหรือว่ามี FTA ฉบับนี้หรือไม่มีก็ตาม สิ่งที่เราขาดไม่ได้คือโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งเราก็ล่าช้ามานานแล้ว แล้วเราก็กำลังต้องรองรับกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเปึน AI หรือว่า Could ของประเทศ Data Center สิ่งเหล่านี้เราควรจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัล แล้วก็ Ecosystem ควรมีการสนับสนุนการวิจัยแล้วก็พัฒนานวัตกรรมไปพร้อม ๆ กันด้วย อันนี้คือยุทธศาสตร์ ที่เราจะต้องใช้ FTA นี้อย่างมีระบบ ขอบคุณครับท่านประธาน