ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือประเด็นความตกลงระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับสถานะความเป็นอาเซียนให้มีความเท่าเทียมกันในการเจรจา
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในนามของพรรคประชาชน ต้องขออนุญาตที่จะต้อนรับ และแสดงความยินดีกับท่านสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒๐๐ ท่าน ที่ได้มีการประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรกในวันนี้ครับ สำหรับประเด็นเรื่องของการอภิปราย ต่อร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่างไทย กับสหภาพยุโรป หรือ EU นั้น ในส่วนของเนื้อหารายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทั้งหมดประเด็น ๖๔ ข้อนั้น เพื่อนสมาชิก จากพรรคประชาชน ที่ได้รับมอบหมายจะเป็นผู้อภิปรายในรายละเอียดต่อไปครับ แต่สำหรับผมเองที่เป็นคนแรกของพรรคประชาชนในการอภิปรายนั้น ผมมีประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับการยกร่างความตกลงต่าง ๆ ตลอดจนผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และสถานะ ของประเทศไทยในความตกลงนั้นอยู่ทั้งหมด ๓ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ท่านประธานครับ เวลาที่เราอ่านร่างความตกลงเหล่านี้ เราจะเห็นได้ว่า เป็นความตกลงระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป แน่นอนครับเวลาที่เราพูดถึง สหภาพยุโรปนั้น ก็มีอีก ๒๗ ประเทศ ที่เป็นผู้ที่จะมีความเกี่ยวข้องในการทำความตกลง มีรายละเอียดว่า อย่างน้อยวันนี้มี ๑๒ ประเทศ ของสหภาพยุโรปที่กำลังทำกระบวนการ แบบประเทศไทยในวันนี้ ก็คือกระบวนการที่ผ่านขั้นตอนภายในของประเทศเหล่านั้น ว่าจะทำความตกลงร่วมกันในความตกลงเหล่านี้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อสักครู่ ฟังรายงานจากท่านรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ตรงกับประเด็น ที่ผมเคยถามในวิปฝ่ายค้าน และผมคิดว่ายังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนนัก และควรจะเป็นคำตอบ ที่ตอบต่อพี่น้องประชาชน วันนี้เราในฐานะ ๑ ใน ๑๐ ประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการรวมตัวกันเป็นสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่เรียกกันย่อว่า ASEAN แต่เพราะเหตุใด หรือเพราะอะไรครับ เราถึงไม่ใช้สถานะเรื่องของความเป็น ASEAN ซึ่งมีถึง ๓ เสาหลัก ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง การเศรษฐกิจ การสังคม วัฒนธรรม ในการเจรจา ท่านเองก็บอกว่า มีการลงนามบางประการของข้อตกลง มีการพูดคุยกัน ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ผมคิดว่าสถานะ หรือความเป็น ASEAN เป็นเรื่องที่เรา จำเป็นต้องมีการยกระดับขึ้นมาให้มีสถานะ หรือความเท่าเทียมกันในระหว่างประชาคม ระหว่างประเทศ แน่นอนครับ เราต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ๆ ฉะนั้น เวลาที่เราทำความตกลงกับสหภาพยุโรป ซึ่งมีถึง ๒๗ ประเทศ และล้วนเป็นประเทศ ขนาดใหญ่นั้น ผมไม่มั่นใจเรื่องสถานะ หรือความเท่าเทียมกันในการทำข้อตกลง และถึงแม้จะทราบว่า วันนี้มีแล้วถึง ๖ ประเทศ ใน ASEAN ที่มีการทำความตกลงในลักษณะ เดียวกัน แต่คำถามก็ยังอยู่บนพื้นฐานที่ว่า เพราะเหตุใดเราถึงไม่ใช้กรอบความเป็น ASEAN ในการเจรจา และการทำความตกลง หรือเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะยกระดับความตกลงนี้ เป็นระดับ ASEAN กับสหภาพยุโรป ด้วยความเป็นศักดิ์ศรีอย่างเท่าเทียมกัน นั่นเป็น ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมนำเรียนว่า ในเนื้อหารายละเอียด ทั้ง ๖๔ ข้อนั้นเอง จะมีเพื่อนสมาชิกเป็นผู้อภิปรายต่อครับ แต่ผมไม่มั่นใจถึงการแปล หรือความเข้าใจต่อประเด็นที่เรียกว่า Joint Declaration ในเอกสารประกอบในรัฐสภา แห่งนี้นะครับ เอกสารเล่มฟ้า ส่วนหนึ่งกรมยุโรปก็แปลคำว่า Joint Declaration นั้น เป็นเรื่องของแถลงการณ์ร่วม แต่พอเป็นเอกสารที่เป็นทางการ มีทั้งฉบับภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาไทย ฉบับภาษาต่างประเทศ ถึง ๑๐ กว่าประเทศ ท่านใช้คำว่า ปฏิญญาร่วม ว่าด้วยข้อตกลง จะเป็นข้อ ๕ จะเป็นข้อ ๒๓ ก็แล้วแต่ ผมเองเรียนมาไม่มากครับ แต่ผมเข้าใจว่า เวลาเราพูดถึง Joint Declaration นั้น ชัดเจนว่าเป็นแถลงการณ์ร่วม แต่เวลาเขาพูดถึงคำว่า ปฏิญญา นั้น ก็สุดแล้วแต่ที่จะมีการแปล บางท่านก็บอกว่า มาจากคำภาษาอังกฤษว่า International Covenant บางท่านก็บอกว่า มาจากคำอื่น ๆ ตกลงสถานะของ Joint Declaration ที่อยู่ท้ายข้อตกลงนี้ มีสถานะเป็นแถลงการณ์ร่วม ซึ่งพูดกันภาษาบ้าน ๆ จะทำหรือไม่ทำก็ได้ หรือเป็นปฏิญญา เพราะมันมีความผูกพัน ในกฎหมายระหว่างประเทศที่ไม่เหมือนกันครับ และหากยกระดับเป็นปฏิญญา มี ๒ ข้อ ที่ผมคิดว่าสำคัญยิ่งก็คือ สถานะของประเทศไทยในธรรมนูญกรุงโรม ท่านอย่าลืมว่า เวลาที่เราพูดถึง Crime Against Humanity อาชญากรรมระหว่างประเทศ เราพูดถึง Genocide การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งทั่วโลกเห็นตรงกันว่า เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เราก็ไปเขียน จะเรียกว่า Joint Declaration ข้อตกลงปฏิญญาใด ๆ ก็แล้วแต่ เราบอกว่าเรารับรอง การลงนามในธรรมนูญกรุงโรม แต่วันนี้เราชัดเจนหรือไม่ว่าเราจะนำไปสู่การ Ratification หรือการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม และนำไปต่อเรื่องของการเป็นภาคีสมาชิก ของศาลอาญาระหว่างประเทศ แน่นอนครับ ประเทศไทยมีเงื่อนไขเป็นการเฉพาะที่จะต้อง ระมัดระวังในการเป็นภาคีสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่ผมคิดว่าอยากจะทราบ เจตจำนง หรือความมุ่งหมายของท่านในการไปลงนามใน Joint Declaration ในประเด็นข้อ ๕ ในขณะเดียวกันครับ ในการลงนามเรื่องของแถลงการณ์ร่วมในข้อ ๒๓ ท่านก็บอกว่า ประเทศไทยนั้นจะรับประกันว่า บุคคลจะไม่ต้องโทษประหารชีวิต แล้วท่านก็แถลงเอง บอกจะไม่มีการปรับแก้กฎหมายต่าง ๆ แต่โทษประหารชีวิตนี้มันอยู่ในประมวลกฎหมาย อาญา อย่างน้อยที่สุดมาตรา ๑๘ อย่างน้อยที่สุดในมาตรา ๒๘๘ และมาตราอื่นอีกเยอะแยะ ไปหมดครับ ผมก็ต้องถามรัฐไทยถึงความมุ่งมั่น หรือเจตจำนงในการที่เราจะรับประกัน สิทธิความเป็นพลเมืองทั่วโลกร่วมกันว่า สถานะของประเทศไทยต่อการยกเลิกในกฎหมาย ไม่ใช่ทางปฏิบัติต่อโทษประหารชีวิตนั้นจะเป็นอย่างไร นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ
ผมใช้เวลาสั้น ๆ ท่านประธานครับ ในการถามประการที่ ๓ ผมไม่ติดใจ เรื่องเนื้อหา แต่ติดใจเรื่องเงื่อนไขครับ มีหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ท่านบอกว่า การเข้าเป็น ภาคีสมาชิก หรือการไปทำข้อตกลง หรือความตกลงนี้จะนำไปสู่การได้รับการสนับสนุน ให้มีที่นั่งในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ด้วยความเคารพครับ ผมคิดว่า ถ้าประเทศไทยจะมีที่นั่งในคณะมนตรีเหล่านั้น ก็เพราะเราให้ความคุ้มครองต่อบุคคลที่อยู่ ในประเทศไทยในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่มิใช่เพราะการที่เราเข้าไปเป็นความตกลงใด ตกลงหนึ่ง ฉะนั้นรบกวนท่านได้ตอบคำแถลงของผม และตอบคำชี้แจงเหล่านี้ที่เป็นข้อสงสัย ของผมด้วยครับ ขอบพระคุณครับ