มาริษ เสงี่ยมพงษ์ นำเสนอร่างความตกลงระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปเพื่อขอความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ โดยชี้แจงกระบวนการเจรจาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ถึงการลงนามในปี ๒๕๖๕ พร้อมสรุปสาระสำคัญ ๗ ส่วนที่ครอบคลุมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และสิทธิมนุษยชน มาริษ เสงี่ยมพงษ์ อภิปรายประโยชน์ที่จะได้รับจากการสนับสนุนของสหภาพยุโรป ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ยกระดับมาตรการการค้าดิจิทัล ลดอุปสรรคทางการค้า และส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานและศักยภาพเยาวชนไทย มาริษ เสงี่ยมพงษ์ หารือแนวทางการจัดการหารือเชิงนโยบายกับสหภาพยุโรป เพื่อผลักดันประเด็นที่ต้องการการสนับสนุน เช่น การขอยกเว้นวีซ่าและการเจรจาเขตการค้าเสรี พร้อมทั้งเสนอแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีด้านหลักประกันสุขภาพและสิทธิสตรี และชี้แจงเงื่อนไขการระงับความตกลงกรณี
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีให้นำเสนอ เรื่องกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและ ความร่วมมือรอบด้าน หรือที่เรียกว่า Comprehensive Partnership and Corporation Agreement : PCA ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ดังนี้
เรื่องแรก ความเป็นมาของกรอบความตกลง เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพในการเจรจา เพื่อจัดทำกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่าง สหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกกับราชอาณาจักรไทยฝ่ายหนึ่ง หรือกรอบความตกลง PCA เพื่อให้กรอบความตกลงนี้เป็นเอกสารที่จะกำหนดทิศทางการดำเนินความสัมพันธ์ และความร่วมมือในรูปต่าง ๆ บนพื้นฐานของผลประโยชน์ และค่านิยมร่วมกันของ ประเทศไทยและสหภาพยุโรป ไทยและสหภาพยุโรปได้เริ่มการเจรจาเรื่องนี้มาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๗ จนสามารถบรรลุข้อสรุปได้ทั้งหมดภายในปี ๒๕๕๖ อย่างไรก็ดีเนื่องจาก สถานการณ์การเมืองในประเทศไทย เมื่อปี ๒๕๕๗ จึงไม่มีการลงนามกรอบความตกลง PCA อย่างเป็นทางการ จนต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ปี ๒๕๖๒ หลังจากที่ประเทศไทย จัดการเลือกตั้งทั่วไป และมีรัฐบาลใหม่เริ่มบริหารประเทศ สหภาพยุโรปจึงมีมติขยายปฏิสัมพันธ์ กับประเทศไทยในทุกด้าน ทั้ง ๒ ฝ่ายจึงได้รื้อฟื้นกระบวนการเจรจากรอบความตกลง PCA โดยมีการปรับเนื้อหาสาระบางส่วนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเน้นการบรรลุ วาระการพัฒนาที่ยั่งยืนให้มากยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบร่างกรอบเจรจาความตกลง PCA และให้คณะผู้แทนไทยสามารถใช้ร่างกรอบ เจรจาดังกล่าวกำหนดท่าทีในการเจรจา รวมถึงรับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทย ในการเจรจา โดยในช่วง พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๖๕ ฝ่ายไทยได้มีการประชุมเตรียมการ ๙ ครั้ง มีการประชุมกับฝ่ายสหภาพยุโรปเพื่อเตรียมการเจรจา PCA ในระดับเทคนิค ทั้งหมด ๘ รอบ และมีการแลกเปลี่ยนความเห็นเชิงสารัตถะ ๕ รอบ รวมทั้งมีการเจรจาอย่างเป็นทางการ จำนวน ๒ รอบ จนสามารถได้ข้อสรุปในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ดังนั้นเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ กระทรวงการต่างประเทศ จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ร่างกรอบความตกลง PCA และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ ฝ่ายไทยและสหภาพยุโรป ได้ลงนามร่างกรอบความตกลง PCA ในห้วงการประชุมสุดยอด ASEAN สหภาพยุโรป (สมัยพิเศษ) ที่กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม โดยที่ในช่วงปี ๒๕๖๖ มีการยุบสภา ผู้แทนราษฎร และมีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป จึงทำให้ ไม่สามารถส่งร่างกรอบความตกลงที่ลงนามแล้ว ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ กระผมขอเรียนเพิ่มเติมว่า พันธกรณีภายใต้กรอบความตกลง PCA นี้มีความสอดคล้อง กับกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทยในปัจจุบัน และหน่วยงานต่าง ๆ สามารถดำเนินการได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไข หรือออกกฎหมายภายในเพิ่มเติมอีก โดยภายหลัง กระบวนการภายในของไทยแล้วเสร็จ กรอบความตกลง PCA นี้จะมีผลบังคับใช้ภายในเวลา ๓๐ วัน ซึ่งไทยและสหภาพยุโรป สามารถเริ่มดำเนินการตามสาขาความร่วมมือในส่วนที่อยู่ ในอำนาจที่สหภาพยุโรปมีเหนือรัฐสมาชิกไปพลางก่อนได้ โดยไม่ต้องรอกระบวนการภายใน ของรัฐสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้งหมด ๒๗ ประเทศแล้วเสร็จ
เรื่องที่ ๒ สาระสำคัญของกรอบความตกลง PCA PCA เป็นกรอบความตกลง รอบด้านที่ไทยจัดทำร่วมกับสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้ง ๒๗ ประเทศ เพื่อเป็นพื้นฐานในการเพิ่มพูน การหารือ และขยายความร่วมมือระหว่างกันในสาขาต่าง ๆ ให้มีทิศทาง และแบบแผนในระยะยาวบนหลักการที่ทั้ง ๒ ฝ่ายมีความเห็นร่วมกัน ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งในส่วนของหลักการ ที่ยึดถือปฏิบัติ เช่น การเคารพหลักการสากลต่าง ๆ ด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน นิติรัฐ และนิติธรรม เศรษฐกิจที่เปิดเสรี และสาขาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมต่าง ๆ อาทิเช่น การค้า การลงทุน การพัฒนาที่ยั่งยืน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม กรอบความตกลง PCA ประกอบด้วย ๘ หัวข้อ ๖๔ ข้อบท กระผมขอเรียนสรุปสาระสำคัญของกรอบความตกลง PCA ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น ๗ ส่วนสำคัญ ได้แก่
ส่วนที่ ๑ ส่วนอารัมภบท ได้กล่าวถึงเหตุผลของการจัดทำกรอบความตกลง PCA ฉบับนี้
ส่วนที่ ๒ คือ ลักษณะและขอบเขต ๖ ข้อ ว่าด้วยหลักการที่ทั้ง ๒ ฝ่าย ให้ความสำคัญ และเป็นพื้นฐานด้านนโยบาย
ส่วนที่ ๓ เป็นส่วนของความร่วมมือ ประกอบด้วย การกำหนดกรอบ การดำเนินความร่วมมือระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศ จำนวน ๒ ข้อ ความร่วมมือว่าด้วยประเด็นการค้าและการลงทุน จำนวน ๑๑ ข้อ ความร่วมมือด้านเสรีภาพ ความมั่นคง และการยุติธรรม จำนวน ๑๐ ข้อ ความร่วมมือในภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งครอบคลุม ประเด็น และรูปแบบความร่วมมือที่หลากหลาย เช่น สิทธิมนุษยชน ความร่วมมือทางด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสมุทราภิบาล จำนวน ๒๐ ข้อ
ส่วนที่ ๔ ได้กำหนดเครื่องมือสำหรับการดำเนินความร่วมมือ จำนวน ๒ ข้อ ที่ระบุให้คู่ภาคีจัดสรรทรัพยากร รวมทั้งงบประมาณมาใช้ในการดำเนินความร่วมมือ อย่างเหมาะสม เท่าที่ทรัพยากรและระเบียบของแต่ละฝ่ายจะอำนวย และการดำเนิน ความร่วมมือด้านการพัฒนาในประเทศที่ ๓
ส่วนที่ ๕ เป็นเรื่องของกรอบการดำเนินงานของคณะกรรมการร่วม ๑ ข้อ ซึ่งกำหนดรูปแบบและกลไกที่จะจัดตั้งขึ้น เพื่อติดตามความร่วมมือในแต่ละสาขา
ส่วนที่ ๖ บทบัญญัติสุดท้าย ๑๒ ข้อ ว่าด้วยประเด็นทางกฎหมายของกรอบ ความตกลง
ส่วนสุดท้ายเป็นปฏิญญาร่วม ๒ ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๕ อาชญากรรมร้ายแรงตามข้อห่วงกังวลระหว่างประเทศ และปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๒๓ ความร่วมมือทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม
รูปแบบความร่วมมือภายใต้กรอบความตกลง PCA แบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะ กว้าง ๆ ได้แก่
ข้อ ๑ การปรึกษาหารือ และการหารือด้านนโยบาย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้านนโยบายที่สำคัญระหว่างกัน
ข้อ ๒ การแบ่งปันองค์ความรู้ และการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ โดยอาจเป็นการจัดทำโครงการกิจกรรม สัมมนา Workshop ต่าง ๆ ร่วมกันในสาขา ที่ทั้ง ๒ ฝ่ายให้ความสำคัญ
ข้อ ๓ ความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนา และการเพิ่มขีดความสามารถ ซึ่งหน่วยงานไทย ทั้งภาครัฐ และเอกชนสามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้จากข้อกำหนดข้อนี้
เรื่องที่ ๓ ประโยชน์ของกรอบความตกลง ท่านประธานสภา และท่านสมาชิก รัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ภายใต้กรอบความตกลง PCA นี้ ประเทศไทยจะได้รับ การสนับสนุนจากสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก โดยฝ่ายสหภาพยุโรปจะจัดสรรบุคลากร เวลาและงบประมาณในการดำเนินความร่วมมือกับประเทศไทยในลักษณะต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น ความตกลงนี้จึงมีประโยชน์ในการช่วยยกระดับความสำคัญ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดจนมาตรฐาน และการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ ของไทยไปอีกระดับหนึ่ง โดยขอยกตัวอย่าง ดังนี้
ด้านการเมือง และความมั่นคง กรอบความตกลง PCA จะมีส่วนช่วยให้ไทย เตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยใช้การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับฝ่ายสหภาพยุโรป เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การหลอกลวงผ่านแก๊ง Call Center ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบต่อประชาชน ในปัจจุบัน นอกจากนี้หน่วยงานไทย ด้านความมั่นคงยังสามารถเข้าถึงทรัพยากร และแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ และฐานข้อมูลภายใต้โครงการต่าง ๆ ของสหภาพยุโรป อาทิเช่น โครงการ Enhancing Security Cooperation in and with Asia หรือ ESIWA และ Critical Maritime Routes Indo-Pacific ระยะที่ ๒ หรือ CRIMARIO II ซึ่งเป็นโครงการที่เน้นการแบ่งปันข้อมูล และฝึกฝนบุคลากร พัฒนา HR เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ ๆ ได้
ด้านเศรษฐกิจการค้า และการลงทุน กรอบความตกลง PCA จะช่วยยกระดับ สภาพแวดล้อม และมาตรการด้านการค้า การค้า Digital การส่งออกสินค้า และผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ลดอุปสรรคทางด้านการค้า เพื่อรองรับการเจรจาความตกลง FTA หรือความตกลงว่าด้วย การเปิดเสรีทางด้านการค้าระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป และยังช่วยให้ประเทศไทย สามารถเตรียมความพร้อมในการปรับตัวกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม การบูรณาการทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนของทั้ง ๒ ฝ่าย ในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน หรือระหว่างกัน
ด้านสังคม วิทยาศาสตร์ และทรัพยากรมนุษย์ กรอบความตกลง PCA จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างกัน รวมถึงให้ไทยเข้าถึงแหล่งเงินสนับสนุนต่าง ๆ ภายใต้โครงการทั้งหลาย ของสหภาพยุโรป อาทิเช่น โครงการ Global Gateway เพื่อนำมาใช้พัฒนาด้านสาธารณูปโภค พื้นฐาน และโครงการ European Community Action Scheme for Mobility of University Students Plus หรือ ERAMUS+ เพื่อพัฒนาศักยภาพ และขีดความสามารถของเยาวชน ของไทย
นอกจากนี้กรอบความตกลง PCA ยังมีประโยชน์เพิ่มเติมอีก ๓ ประการ ได้แก่
๑. เป็นการเปิดช่องทางให้มีการจัดการหารือเชิงนโยบายในมิติต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น อันจะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยสามารถผลักดันประเด็นที่ไทยต้องการได้รับ การสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เช่น การขอยกเว้นการตรวจลงตราข้ามเขตแดน Schengen สำหรับหนังสือเดินทางธรรมดาของไทย
๒. การเจรจาความตกลงเฉพาะด้านอื่น ๆ ได้แก่ การจัดทำความตกลง เขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป
๓. เป็นการแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี ในประเด็นที่ไทยมีบทบาทนำ เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การปกป้องสิทธิสตรีและเด็กหญิง อันจะเป็นการส่งเสริม ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอีกด้วย
๔. ผลกระทบ และมาตรการรองรับ ข้อ ๕๕ ของกรอบความตกลง PCA ได้ระบุว่า กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามหลักการที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง Essential Elements ของกรอบความตกลง ๒ ข้อ ได้แก่ ข้อที่ ๑ ว่าด้วยการเคารพ ในหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และข้อที่ ๓ ว่าด้วย การไม่เผยแพร่อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง อันนำมาซึ่งการระงับความตกลง เฉพาะด้านอื่น ๆ รวมถึงความตกลงการค้าเสรี โดยฝ่ายสหภาพยุโรปยืนยันว่า ไม่สามารถ ประนีประนอมได้ และได้ระบุเงื่อนไขนี้ในความตกลงที่สหภาพยุโรปจัดทำกับประเทศ ASEAN อื่น ๆ เช่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซียเช่นกัน อย่างไรก็ดีในข้อ ๕๕ ของความตกลงนี้ กำหนดให้ทั้ง ๒ ฝ่าย สามารถใช้กลไกคณะกรรมการร่วม หรือ Joint Committee เป็นกลไกระงับข้อพิพาทไว้โดยให้ทั้ง ๒ ฝ่ายหารือ และหาทางออกร่วมกัน ภายในเวลา ๓๐ วันก่อนดำเนินมาตรการใด ๆ
๕. การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย กระผมขอเรียนว่า นอกจาก การหารืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม ๕๕ หน่วยงาน ตั้งแต่เริ่มการเจรจาแล้ว กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมยุโรปได้จัดสัมมนา เพื่อให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยน ข้อคิดเห็นกับผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียของกรอบความตกลง จำนวน ๓ ครั้ง ในช่วงปี ๒๕๖๕-๒๕๖๖ โดยมีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมเข้าร่วม และแสดง ข้อคิดเห็นต่อเนื้อหาสาระของกรอบความตกลง และเสนอแนวทางการนำไปปฏิบัติรวมถึง ประโยชน์ ข้อควรระวัง และข้อจำกัดของฝ่ายไทย ในมิติความร่วมมือต่าง ๆ อย่างรอบด้านแล้ว นอกจากนี้เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๖ กระทรวงการต่างประเทศ ยังได้เพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับ กรอบความตกลง PCA ไทย สหภาพยุโรป บนหน้า Website ของกรมยุโรปและกระทรวง การต่างประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูล และให้ข้อคิดเห็น ได้อีกทางหนึ่งด้วย
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ จากสาระสำคัญ และประโยชน์ของความร่วมมือที่จะได้รับจากสหภาพยุโรป กรอบความตกลง PCA นี้ จึงเป็นบูรณาการการทำงาน และความสำเร็จของภาคราชการทุกกระทรวง รวมทั้งสิ้น ๕๕ หน่วยงาน ในการร่วมกันเจรจา และกำหนดท่าทีไทย สำหรับการเจรจาความตกลง ที่ยาวนานมาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี ทั้งนี้ หลังจากที่กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วน และความร่วมมือรอบด้านนี้ ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว กระทรวงการต่างประเทศ จะแจ้งหน่วยงานรัฐสภารับทราบ และแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันกับสหภาพยุโรปต่อไป
สุดท้ายนี้ กระผมขอเรียนว่า กรอบความตกลง PCA ถือเป็นความตกลง ของคนไทยทุกคน และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะส่งเสริมความร่วมมือ และการเรียนรู้ ประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ และเพิ่มโอกาสในการถ่ายทอดองค์ความรู้จากสหภาพยุโรป ในประเด็นที่สหภาพยุโรป รวมทั้งประเทศสมาชิกมีความเชี่ยวชาญ เพื่อมาใช้ในการพัฒนา เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของคนไทย ระบบการจัดการให้ประเทศไทยมีความทันสมัย เป็นประโยชน์แก่ประเทศไทย และประชาชนชาวไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น กระผมหวังอย่างยิ่งว่า รัฐสภาจะพิจารณา ให้ความเห็นชอบกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่าง ประเทศไทยกับสหภาพยุโรป หรือ PCA ที่เสนอมาในวันนี้ เพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ โดยเร็ว เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และต่อประเทศชาติครับ กราบขอบพระคุณครับ