เอกสิริ ปิณฑะรุจิ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๗

เอกสิริ ปิณฑะรุจิ ย้ำความสำคัญของสหภาพยุโรปในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและมาตรฐานระดับโลก เพื่อชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดทำข้อตกลง PCA กับไทยเพื่อยกระดับความร่วมมือและการพัฒนาอย่างรอบด้าน โดยอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างข้อบทที่ ๓๐ (PCA) กับกระบวนการสมัครสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เอกสิริ ปิณฑะรุจิ อธิบายการปฏิบัติตามพันธกรณี ICCPR ในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยชี้แจงการใช้กฎหมายความมั่นคงและการปรับลดพื้นที่ใช้กฎหมายอย่างได้สัดส่วน พร้อมยืนยันการสื่อสารกับสหประชาชาติ และเน้นย้ำถึงความพยายามในการยกระดับและปรับปรุงความสามารถของไทยเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน เอกสิริ ปิณฑะรุจิ หารือความร่วมมือไทย-สหภาพยุโรปในการต่อต้านการประมง IUU หลังได้รับการปลดใบเหลือง โดยเน้นย้ำความสำคัญของการแก้ไขกฎหมายประมงเพื่อสร้างสมดุลระหว่างอาชีพชาวประมงและการทำประมงอย่างยั่งยืน พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทของกลไก PCA ในการ

นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ขออนุญาตกราบเรียนเป็นรายประเด็น ในรายละเอียด ในส่วนที่มีคำถามจากท่านสมาชิกต่าง ๆ นะคะ

ในส่วนแรกนั้น ขออนุญาตกราบเรียนภาพรวมย้ำถึงความสำคัญ ของสหภาพยุโรปต่อประเทศไทย ในสิ่งที่นำมาสู่การที่ไทยเราต้องการจัดทำ PCA กับสหภาพยุโรป เนื่องจากสหภาพยุโรปนั้นเป็นกลุ่มระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด แล้วก็มีความก้าวหน้ามากที่สุด และเป็น ๑ ใน ๓ ศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกที่มี GDP เป็นอันดับ ๓ ของโลกรองจาก สหรัฐอเมริกาและจีน และเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของโลก ไม่นับถึงค่านิยม แล้วก็มาตรฐานระดับโลกที่ไทยเรามุ่งมองที่จะยกระดับประเทศตัวเอง ให้มีมาตรฐานที่ทัดเทียมในระดับระหว่างประเทศ EU นั้นถือว่า เป็นประเทศยุทธศาสตร์ เป้าหมายที่สำคัญของไทย ในการที่ต้องการจะยกระดับความเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา ความสัมพันธ์ และความร่วมมือด้วย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและความเชื่อมโยง และความสัมพันธ์ในมิติต่าง ๆ อย่างรอบด้าน แล้วเรามองว่า PCA นี้จะเป็นพื้นฐานของ ความร่วมมืออย่างรอบด้านที่เป็นประโยชน์ระหว่างกันต่อไปค่ะ

สำหรับคำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในเรื่องต่าง ๆ นะคะ ขออนุญาต เรียนตอบในคำถามเกี่ยวกับปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๒๓ เรื่องความร่วมมือทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งระบุว่า รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจะดำเนินการทุกวิถีทาง ที่สอดคล้องกับกฎหมายของตน เพื่อรับประกันว่าบุคคลจะไม่ต้องโทษประหารชีวิต และหาก ตัดสินให้บุคคลเหล่านั้นได้รับโทษประหารชีวิต รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย จะถวาย คำแนะนำเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษนั้น ขออนุญาตเรียนว่า การระบุประเด็นนี้นั้น เป็นการเจรจาต่อรอง เพื่อที่จะให้ได้ถ้อยคำที่ประเทศไทยมองว่า เราจะสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากคำว่า จะดำเนินการทุกวิถีทางที่สอดคล้องกับกฎหมายของตน ไม่ได้เป็นการ รับรองว่า ผลที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นผลในทางใด แต่เป็นการดำเนินการตามกฎหมายของไทย ที่เราทำได้ และประเทศไทยเราสามารถดำเนินการได้ตามกรอบกฎหมายที่เรามีอยู่กล่าวคือ มาตรา ๒๙ ของ พ.ร.บ. ผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. ๒๕๕๑ และมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ ซึ่งได้เคยรับรองไว้ว่า ไทยจะดำเนินการทุกวิถีทางที่จะไม่ใช้โทษประหารชีวิต ชาวต่างชาติที่เป็นผู้ร้ายข้ามแดน นอกจากนี้ขอกราบเรียนเพิ่มเติมว่า คำรับรองในเรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับเฉพาะกรณีผู้ร้ายข้ามแดนที่มาดำเนินคดีในประเทศไทยเท่านั้น ในนโยบาย ในแง่ภาพรวมนั้น ขอกราบเรียนว่าประเทศไทยเราได้มีการดำเนินการ เพื่อที่จะนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลง และการยุติโทษประหารชีวิตเป็นลำดับ ซึ่งแนวความคิดนี้ได้บรรจุอยู่ ในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ ฉบับที่ ๓ ในด้านกระบวนการยุติธรรมด้วย และในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ วาระปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ ยังระบุว่า รัฐควรมี การศึกษาและทบทวนกฎหมาย เพื่อเปลี่ยนแปลง ยกเลิกโทษประหารชีวิต สำหรับความผิด ที่ไม่เข้าข่ายเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่สุด และพิจารณาศึกษาความพร้อมในการเข้าเป็นภาคี พิธีสารเรื่องลับ ฉบับที่ ๒ ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมืองว่าด้วยการยกเลิกโทษประหารชีวิตด้วยค่ะ

สำหรับคำถามที่เกี่ยวกับข้อบทที่ ๓๐ ที่ว่าด้วยเรื่อง PCA จะมีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างไรกับเรื่องของการสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ของท่านณัฐวุฒิ ขอกราบเรียนว่าเป็นความพยายามในการยกระดับ แล้วก็ความมุ่งมั่น ของไทยในการปรับปรุงความสามารถของไทยในการให้ความคุ้มครอง แล้วก็ปกป้องสิทธิ มนุษยชน เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทย แล้วก็สถาบันด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ให้มีความคืบหน้ามากขึ้น ซึ่งไม่ได้รับประกันว่า เราจะได้รับเป็นสมาชิกสิทธิมนุษยชนหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับความพยายามของไทย แล้วก็ภาคส่วนต่าง ๆ ในการที่จะดำเนินการ เพื่อเข้าเป็น สมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนค่ะ

สำหรับคำถามของท่านบุณย์ธิดา ท่านวราภัสร์ ท่านเปรมศักดิ์ แล้วก็ท่านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ PCA ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการประมง IUU ขอกราบเรียนว่า ที่ผ่านมาไทยและสหภาพยุโรป มีความร่วมมือในการต่อต้านการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดรายงาน แล้วก็ไร้การควบคุมที่เข้มแข็ง หลังจากที่เราได้รับการปลดใบเหลืองแล้ว ไทยกับสหภาพยุโรปได้ร่วมมือกัน ผ่านกลไกการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างไทย กับสหภาพยุโรปด้านการต่อต้านการประมง IUU มาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็มีการประชุม มาแล้วทั้งสิ้น ๗ ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่ายได้หารือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ การเฝ้าระวัง การทำประมง IUU การติดตาม การบริหารจัดการกองเรือ ทรัพยากร การตรวจสอบย้อนกลับ เรื่องใบรับรองการจับสัตว์น้ำ การบังคับใช้กฎหมาย แล้วก็ไทยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับระบบ IT-CAT ของสหภาพยุโรปด้วย ซึ่งจะบังคับให้ประเทศที่ส่งออกสินค้าประมงไปยังสหภาพยุโรปตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๙ เป็นต้นไป จะใช้บังคับกับประเทศต่าง ๆ ล่าสุดสหภาพยุโรปมีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับการแก้ไข พระราชกำหนดประมงของไทย ซึ่งมีข้อกังวลว่าจะนำไปสู่การลดความเข้มงวด ซึ่งฝ่ายไทย ก็ได้หารือกับฝ่ายยุโรปอย่างใกล้ชิด แล้วก็สร้างความเข้าใจว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวนั้น เป็นไปเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการดูแลวิถีอาชีพของชาวประมงไทย แล้วก็การทำ ประมงอย่างยั่งยืนที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ แล้วก็มีกระบวนการรับฟัง ความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน และที่สำคัญก็คือ กลไกของ PCA นี้ ไม่ได้ เป็นการสร้างเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นให้กับไทยในเรื่องของ IUU กรอบ PCA จะเป็นตัวที่ช่วย สนับสนุนความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปในการอนุรักษ์ และการบริหารจัดการ ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน และเป็นเวทีที่ทำให้ไทยกับ EU สามารถหารือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาหรือความเข้าใจที่เห็นต่างกัน ให้มีช่องทางในการสื่อสาร เพื่อลดข้อห่วงกังวล ระหว่างกัน ในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างขีดความสามารถระหว่างกันได้ ทั้งนี้ สหภาพยุโรป ยังเป็นตลาดสินค้าประมงที่สำคัญของไทย มูลค่ากว่าปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีด้วย ซึ่งไทยเราคงต้องให้ความสำคัญอยู่ค่ะ

สำหรับประเด็นต่อไป คำถามของท่านอังคณานะคะเกี่ยวกับเรื่องของ การปฏิบัติตามพันธกรณี ICCPR ในกรณีที่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอเรียนว่า โดยที่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการใช้มาตรการเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่ ที่ผ่านมาไทยไม่ได้มีการแจ้งการใช้กฎหมายพิเศษในสถานการณ์ดังกล่าว เช่น ในช่วงที่มีกรณีสถานการณ์ฉุกเฉินสาธารณสุข โควิด-๑๙ รวมถึงกรณีที่มีช่วงปฏิวัติด้วย อย่างไรก็ดีไทยมีการใช้กฎหมายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกจังหวัด ไม่ใช่เพียงแค่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรวมถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นเหตุผล ความจำเป็นในเรื่องของความมั่นคง ทั้งนี้ อย่างไรก็ตามเรามีความพยายามในการทบทวน สถานการณ์ แล้วก็ปรับใช้กฎหมายพิเศษอย่างระมัดระวัง แล้วก็คำนึงถึงการได้สัดส่วน ความพอดี และความละเอียดอ่อน และดุลยภาพในมิติความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคม และผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนนะคะ ที่ผ่านมาได้มีการปรับพื้นที่อำเภอและจังหวัด ที่ใช้เป็นระยะ พยายามที่จะปรับลดการใช้กฎหมายอย่างได้สัดส่วน โดยเฉพาะพื้นที่ ที่มีสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว โดยได้มีการลดไปแล้วถึง ๙ อำเภอ เช่น อำเภอเบตง อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น ทั้งนี้ ไทยยังได้สื่อสาร กับสหประชาชาติผ่านช่องทางต่าง ๆ ซึ่งให้ความสนใจ แล้วก็ติดตามรายละเอียดในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เป็นประจำอยู่ด้วยค่ะ

สำหรับมาตรการในเรื่องของด้านสาธารณสุข ที่ท่านเปรมศักดิ์สอบถามนะคะ เกี่ยวกับเรื่องของยา วัคซีน ว่า PCA จะส่งผลกระทบต่อไทยเราหรือไม่อย่างไร ทำให้เรา เสียเปรียบหรือไม่ อย่างไรนะคะ ขออนุญาตเรียนว่าประเด็นเรื่องของยา เวชภัณฑ์อาจจะ เป็นเรื่องของการเปิดตลาด รวมถึงเรื่องของการเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ อาจจะเป็น เรื่องที่มีความท้าทายในการเจรจา ซึ่งอยู่ในกรอบของ FTA ต่อไป ซึ่งเราจะต้องมีเวลาที่จะต้อง มีการหารือเรื่องเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมของไทย ในด้านต่าง ๆ ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกันโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเจรจาอย่างเข้มข้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งเดี๋ยวจะขออนุญาต ให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอต่อไปค่ะ

ในส่วนของข้อที่เกี่ยวข้องกับข้อบท ในเรื่องของอาชญากรรมร้ายแรงนะคะ Joint Declaration ในข้อ ๕ เรื่องอาชญากรรมร้ายแรงใน ICC ขออนุญาตเรียนว่า ข้อที่ระบุไว้นั้น เป็นเพียงการระบุข้อเท็จจริงว่า ไทยและสหภาพยุโรปต่างเป็นผู้ลงนามในธรรมนูญกรุงโรม เท่านั้น โดยแม้ว่าไทยลงนามในธรรมนูญกรุงโรมนั้น ในข้อเท็จจริงนั้นไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคี จึงไม่ได้ส่งผลให้ไทยต้องให้สัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรม ในชั้นนี้ขออนุญาตให้ทางท่านผู้แทน กระทรวงพาณิชย์ นำเสนอในประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อไปค่ะ เชิญค่ะ