ชิบ แจงประเด็นโทษประหารชีวิต หลังถกแถลงการณ์ร่วมไทย-อียู

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๗

ชิบ จิตนิยม หารือประเด็นโทษประหารชีวิตและข้อกังวลจากสหภาพยุโรปเกี่ยวกับความร่วมมือทางกฎหมาย การส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการก่อการร้าย โดยเสนอให้ทบทวนการมีอยู่ของโทษประหารชีวิตในไทยท่ามกลางแนวโน้มสากลที่ยกเลิกและเน้นสิทธิมนุษยชน

นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน ผม ชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เท่าที่ฟังมีหลายท่านพูดถึงแถลงการณ์ข้อ ๒๓ ซึ่งว่าด้วยความร่วมมือทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน รวมถึงเรื่องของสิทธิมนุษยชนด้วยนะครับ สาระสำคัญก็คือ รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย จะดำเนินการทุกวิถีทางที่สอดคล้องกับกฎหมายของตน เพื่อรับประกันว่าบุคคลจะไม่ต้องโทษ ประหารชีวิต รวมถึงผู้ที่ไทยได้ขอให้มีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนที่ต้องไม่รับโทษประหารชีวิต ในไทยเช่นกันนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่แล้วเป็นประเด็นสำคัญที่ทางสหภาพยุโรป ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด แล้วก็จะเห็นได้ว่าสหภาพยุโรปเองนั้น ก็ถือว่าเป็นตัวตั้งตัวตี หรือเป็นหัวหอกสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมากนะครับ ถ้าจะดูข้อมูลที่เป็นรูปธรรม มีรายงาน ขององค์การนิรโทษกรรมสากล ซึ่งเปิดเผยว่าปีที่แล้วปรากฏว่า คดีความซึ่งมีการประหาร ชีวิตนั้น เพิ่มสูงสุดในรอบเกือบ ๑๐ ปี ตั้งแต่มีการบันทึกเมื่อปี ๒๕๕๘ ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า โทษประหารชีวิตยังมีอยู่เยอะ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง แล้วก็มีหลายประเทศนะครับ ถ้าจะเรียงลำดับก็คือ จีน อิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย โซมาเลีย รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วยครับ ในขณะที่ไทยนั้นก็ยังเป็น ๑ ใน ๕๕ ประเทศ ที่ยังคงโทษการประหารชีวิตไว้ อันนี้เป็นข้อมูล ที่น่าสนใจนะครับ โดยส่วนใหญ่โทษประหารชีวิตของไทยก็จะเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดด้วย ถ้าถามว่าปัญหานี้จะแก้อย่างไร ผมอยากเชิญชวนท่านสมาชิกทุกท่านลองถามดูว่า ถ้าท่าน จะแก้จะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย อยากให้มีหรือให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตนะครับ มีผลการวิจัยที่น่าสนใจจากนิด้าโพล สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง โทษประหารชีวิต ควรหยุดหรือไปต่อ ก็ปรากฏว่ามีการถามว่า โทษประหารชีวิตนั้นจะทำให้คดีอาชญากรรม ลดลงหรือไม่ คนไทยส่วนใหญ่บอกว่า ๗๙ เปอร์เซ็นต์ จะทำให้คดีอาชญากรรมลดลง ร้อยละ ๑๕.๘ บอกว่า อาชญากรรมเท่าเดิมครับ ถ้าถามว่าโทษประหารชีวิต ควรมีต่อหรือว่า ควรจะยุติลง ปรากฏว่าคนไทยร้อยละ ๙๒ บอกว่า ควรมีโทษประหารชีวิตต่อไปเพื่อให้เกิด ความสงบเรียบร้อย ให้เกิดความเกรงกลัว ในขณะที่ร้อยละ ๗.๕ เท่านั้นเองที่บอกว่า ไม่ควร มีโทษประหารชีวิตต่อไป เพราะว่าไม่เชื่อว่าจะทำให้อาชญากรรมลดลง ซึ่งอันนี้ก็สอดคล้อง กับการวิจัยของนานาประเทศ ซึ่งบอกว่าการประหารชีวิตนั้น ไม่ได้มีนัยสำคัญในการที่ทำให้ อาชญากรรมลดลงเลยนะครับ ทางที่ดีก็คือจะเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตน่าจะเหมาะสมกว่า ด้วยซ้ำไปนะครับ ถ้าหากดูข้อมูลเรื่องของการประหารชีวิตในไทย ตั้งแต่ปี ๒๔๗๘ จะพบว่า มีการลงโทษประหารชีวิตไปแล้ว ๓๐๐ กว่าคน ข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ มีโทษตัดสินประหารชีวิตอยู่รวม ๓๙๐ คน น่าเสียดายครับว่าเมืองไทยเรามีการลงโทษ ประหารชีวิตด้วยการฉีดยา ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๑ เป็นครั้งแรกในรอบ ๙ ปี ที่เสียดายก็เพราะว่า ถ้าหากว่าเราไม่มีการประหารชีวิตครบ ๑๐ ปี เราก็จะเข้าเกณฑ์ ของประเทศที่ไม่มีโทษประหารชีวิตโดยปริยาย อันนี้ก็น่าสนใจนะครับ คราวนี้ผมพูดถึงว่า ขณะนี้คนที่สนับสนุนไม่ให้มีการประหารชีวิตเขามองอย่างไร เขาบอกอย่างที่ผมเรียน ให้ทราบว่า เขามีความเกรงกลัวกันว่า บางครั้งการตัดสินประหารชีวิตนั้น อาจจะเป็นการ ตัดสินที่ผิดพลาด แล้วเราก็ไม่สามารถเรียกคืนชีวิตให้กับผู้ที่ถูกประหารชีวิตได้นะครับ EU ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถึงกับบอกว่า ถ้าหากจะมีการรับสมาชิกใหม่ สมาชิกประเทศนั้น ต้องยอมรับว่า จะไม่มีการประหารชีวิตในประเทศของตน จึงรับเข้าเป็นสมาชิกได้นะครับ ถ้าพูดถึงใน ASEAN บ้างว่า มีประเทศไหนที่ยังมีโทษประหารชีวิตหรือไม่มี กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ยกเว้นโทษประหารชีวิตไปแล้วทุกประเทศนะครับ ส่วนลาว เมียนมา และบรูไนนั้น ยกเลิก ประหารชีวิตในทางปฏิบัติ เพราะไม่มีการประหารชีวิตมา ๑๐ ปีแล้วติดต่อกัน ส่วนไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนามยังใช้อยู่ครับ คราวนี้มาพูดถึงข้อเกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นข้อกังวลของทาง EU เช่นเดียวกัน นั่นคือเรื่องของการก่อการร้าย และการส่งผู้ร้าย ข้ามแดน ก็ปรากฏว่าขณะนี้เมืองไทยเรายังมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับทั้งหมด ๑๖ ประเทศ แล้วก็อย่างที่ทราบว่าถ้าหากท่านติดตามข่าวจะเห็นว่า เมืองไทยก็มีกรณี การส่งผู้ร้ายข้ามแดนค่อนข้างบ่อย วันนี้ไม่มีเวลาที่จะอธิบายมาก แต่ถ้าหากว่าท่านเพียง Search คำว่า การก่อการร้าย หรือผู้ร้ายข้ามแดน เข้าไปใน Website ต่าง ๆ จะเห็นว่า มีอีกเยอะจนที่อาจจะเรียกว่า คาดไม่ถึงเลยนะครับ คราวนี้ขอแตะเรื่องของการก่อการร้าย เช่นเดียวกันว่า ประเทศไทยนั้นความจริงแล้วเขามองกันว่า ไม่ใช่เป้าหมายของการก่อการร้าย แต่ก็อาจจะหนีไม่พ้นนะครับ เพราะว่ามีผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงให้ข้อคิดที่น่าสนใจ เขาบอกว่าประเทศไทยนั้น เข้าออกง่าย การตรวจตราไม่เข้มงวด แล้วก็นโยบายส่งเสริม การท่องเที่ยวก็เป็นปัจจัยหนึ่งเหมือนกันที่ทำให้ไทยกลายเป็นเส้นทางผ่าน และเป็นแหล่ง พักผ่อนของคนที่อาจจะเป็นสมาชิกก่อการร้ายด้วย และเจ้าหน้าที่ไทยบางส่วน น่าสนใจครับ เขาบอกว่า ขึ้นชื่อเรื่องการให้สินบนและเงินใต้โต๊ะอยู่แล้ว อุปกรณ์การตรวจจับ เช่น Biometric ก็ไม่มีการลงทุนอย่างจริงจัง ครอบคลุมไม่เพียงพอ ที่สำคัญข้อมูลหมายจับ Online ที่เชื่อมโยงด่านชายแดน ด่านพรมแดนทุกด่าน เพิ่งจะครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อไม่กี่ปี ที่ผ่านมานี้เองครับ มีข้อมูลหลายอย่าง เสียดายที่เวลาอาจจะน้อยไปหน่อย แต่ว่าข้อมูล จากสำนักข่าวกรองแห่งชาติเองก็มีการยอมรับว่า ประเทศไทยนั้นอาจจะเป็นเส้นทางที่กลุ่ม ก่อการร้ายใช้เป็นเส้นทางไปยังพื้นที่เป้าหมาย รวมถึงกลับภูมิลำเนาด้วย เป็นแหล่งพักพิง แล้วก็เป็นฐานระดมเงินทุนสนับสนุนความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายต่าง ๆ แล้วโอกาส ที่ไทยจะถูกใช้เป็นพื้นที่ในการก่อการร้ายก็มีอยู่เยอะทีเดียว โดยเฉพาะผลประโยชน์ของชาติอื่น อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส และอิสราเอล เป็นต้น ที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือว่า ทางสำนักข่าวกรองแห่งชาติเองก็ยอมรับว่า ยังมีจุดอ่อนในเรื่อง การเชื่อมโยงฐานข้อมูลอย่างครอบคลุม มีเครื่องมือทางเทคนิคสำหรับการข่าวกรอง ที่ยังไม่ทันสมัยเพียงพอ อัตรากำลังนั้นไม่สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น ขาดเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีทักษะเฉพาะด้าน อย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา เป็นต้น แม้แต่สำนักข่าวกรอง แห่งชาติเอง ก็มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทาง Cyber ด้วย วิธีการแก้ไขจะทำอย่างไรครับ ถ้าหากท่านดูตั้งแต่แรก ๆ จะพบว่า ทางสหภาพยุโรปนั้นมีเงินทุนมหาศาลในการที่จะช่วย ทั้งงานวิจัย และงานพัฒนา งานความมั่นคง เบ็ดเสร็จตั้งเป้าไว้กว่า ๔ ล้านยูโร ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านยูโรด้วยกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะหาทางออกโดยการที่ หากเราไม่มีความเชี่ยวชาญด้านใด สหภาพยุโรปก็พร้อมที่จะให้เงินทุนสนับสนุนจำนวน มหาศาลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมถือว่าการทำข้อตกลงร่วมกับสหภาพยุโรปครั้งนี้ จะเป็น ตัวกระตุ้นสำคัญที่เราจะสามารถไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการค้าเสรี เรื่องของสิทธิมนุษยชน นี่เป็นโอกาสทองหลังจากที่เราเสียเวลามานานถึง ๒๐ กว่าปี อย่างที่หลายท่านแสดง ความกังวล เพราะฉะนั้นผมหวังว่า ความเชื่อมโยง ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นประตูสำคัญ ในการที่จะทำให้ประเทศไทยมีความโดดเด่น มีมาตรฐานอย่างที่สหภาพยุโรปเขาต้องการ ก็หวังว่าหลายท่านจะให้ความสนับสนุนกับร่างข้อตกลงนี้ครับ ขอบคุณครับ